15/05/2025
หลังจากนี้จะมี ‘ร้านอาหาร’ ส่อแวว ‘เจ๊ง’ อีกมากมาย เงินน้อยลง คนเดินห้างแค่วันหยุด นักท่องเที่ยวหาย ไม่จ่ายหนักเหมือนเดิม
เจ้าของร้านอาหารยังหายใจรวยริน! มองเศรษฐกิจไทยฟื้นยาก-ซึมยาว เพราะกำลังซื้อน้อย เงินในกระเป๋าแทบไม่มี พึ่งนักท่องเที่ยวก็ยาก “จีน” หายไปเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ฝั่งรัสเซีย-ตะวันออกกลางจับจ่ายระวังมากขึ้น เชนใหญ่ปรับตัวแตกไลน์ขายถูกลง โอดต้นทุนเพิ่มทุกวัน บางร้านแตะ 40% แล้ว
ไม่ใช่แค่ปี 2568 ที่ถูกขนานนามว่า ปีแห่งการ “เผาจริง” แต่หลังจบยุคโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมาล้วนเป็นปีที่ผู้ประกอบการเจ็บหนักมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนออกปากว่า ที่แท้เผาจริงเริ่มมาหลายปีแล้ว จนถึงตอนนี้อาจจะเป็นการ “เผาซ้ำ” หรือเหลือแต่ขี้เถ้าไปแล้วก็ได้
โดยเฉพาะฝั่งธุรกิจร้านอาหารที่มีอัตราการเปิด-ปิดมากที่สุด เพราะเป็นธุรกิจที่มี Barrier of entry ต่ำ เข้าง่าย-ออกง่าย ทำให้จำนวนร้านอาหารที่ต้องปิดตัวลงในแต่ละปีทะลุ “หลักแสน” ทั้งยังมีสัดส่วนที่ต้องปิดตัวลงตั้งแต่ปีแรกมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 40% เป็น 50% และล่าสุดรายงานจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าบอกว่า มีร้านอาหารเจ๊งตั้งแต่ปีแรกมากถึง 60%
ปัจจัยหลักที่ทำให้ร้านอาหารซบเซามาจากกำลังซื้อที่ลดลงเรื่อยๆ “เกศ-ชุติมา เปรื่องเมธางกูร” ผู้บริหารเครือ “รวยไม่หยุด” ที่มีปิ้งย่างเกาหลี “nice two Meat u” เป็นร้านเรือธงจากบรรดา 10 ร้านในกรุ๊ป ให้ความเห็นว่า หลังโควิด-19 จบลงเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เจ้าของร้านเจ็บหนักแต่คนที่หนักที่สุดคือผู้บริโภค เพราะก่อนหน้านี้เงินออมในกระเป๋าถูกดึงออกมาใช้จนเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เศรษฐกิจก็ยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมตั้งแต่กลุ่มบนยันกลุ่มล่างสุด
หากกางพอร์ตโฟลิโอของเครือรวยไม่หยุดจะเห็นว่า เกือบทุกร้านเน้นเจาะกลุ่ม “Medium to high” คือกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากหน่อย แต่ 2-3 ปีให้หลังมานี้พบว่า แม้แต่กลุ่มกลางค่อนบนก็จับจ่ายน้อยลง ยอดบิลต่อหัว หรือ “Spending Per Head” มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ผู้บริโภคเริ่มมองถึงความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายถึงราคาถูกเท่านั้น แต่ต้องได้รับการบริการที่ดีระดับหนึ่ง ร้านต้องสะอาดสอ้าน และรสชาติต้องอร่อยด้วย
“เกศว่า ช่วงนี้แรงกว่าหลังโควิด-19 เยอะมาก หลังจากนี้จะได้เห็นร้านที่เจ๊งอีกมากมาย แต่ก็จะมีร้านที่ประสบความสำเร็จมากมายเช่นกัน ถ้าเข้าไปดูทุกตัวเลขทุกอุตสาหกรรมจะเห็นว่า หนักมาก ทุกคนเจ็บหนัก ที่มากที่สุดคือเงินของผู้บริโภคเขาน้อยลงมากแล้ว ค่าครองชีพก็สูงมาก ต้นทุนขึ้น ของแพงขึ้น”
เรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นผู้บริหารเครือรวยไม่หยุดบอกว่า ราคาวัตถุดิบปรับขึ้นทุกเดือน โดยเฉพาะราคาเนื้อหมูที่ยังสูงต่อเนื่อง ร้านสไตล์ปิ้งย่างในเครือที่ต้องใช้วัตถุดิบเนื้อหมูจำนวนมากได้รับผลกระทบโดยตรง รวมๆ แล้วต้นทุนวัตถุดิบที่ต้องแบกรับตอนนี้ “เกศ” บอกว่า สูงถึง 30% ตรงกับข้อมูลที่ “ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี” หรือ “ต่อเพนกวิน” เคยระบุไว้ว่า ปัจจุบันต้นทุนวัตถุดิบร้านอาหารหลายแห่งขึ้นไปแตะที่ 35% เจอค่าเช่าที่อีก 20% ค่าแรงอีก 15-20% ค่า GP จากแพลตฟอร์มเดลิเวอรีอีก 30% เท่ากับธุรกิจติดลบตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น
เจ้าของร้าน “nice two Meat u” บอกว่า ตอนนี้ทราฟิกคนเดินห้างน้อยลงเยอะมาก ส่วนใหญ่ออกมาจับจ่ายเฉพาะเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดยาวเท่านั้น เทียบสัดส่วนกับปีก่อนหน้ายิ่งเห็นชัดมาก ด้าน “ต่อเพนกวิน” วิเคราะห์ว่า หลังจากนี้เชนใหญ่จะหันมาแข่งขันนอกห้างมากขึ้น ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ของ SMEs ตัวเล็กๆ
เท่ากับว่า ร้านขนาดเล็กที่เปรียบเหมือนปลาซิวปลาสร้อยต้องรับศึกหนักชนกับวาฬตัวใหญ่ ยังไม่รวมการตั้งรับ “โคตรฉลาม” ที่ทั้งเร็วและแรงอย่างเชนร้านอาหารจีน ซึ่งปีนี้และปีหน้าจะมาพร้อมกันระดับ “สึนามิ” ที่เห็นตอนนี้เป็นเพียงระลอกเล็กๆ เท่านั้น
ส่วนความหวังสุดท้ายที่กลุ่มทัวร์ริสต์หรือนักท่องเที่ยวพบว่า ตอนนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงเยอะมากจนแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว ส่วนใหญ่ที่มาอุดหนุนเป็นชาวรัสเซียและกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลาง แต่ขณะเดียวกันก็พบว่า กำลังซื้อจากกลุ่มนี้ที่เคยใช้จ่ายเยอะก็ลดลงไปด้วย ตอนนี้ต่างชาติไม่ได้จ่ายหนักเท่าเดิมแล้ว
สถานการณ์ของร้านอาหารคงไม่ใช่แค่ใครใหญ่กว่าแล้วจะรอด ต้องหาทางปรับตัวทุกวัน ในเมื่อต้นทุนวัตถุดิบกดลงไม่ได้ ขึ้นราคาก็ไม่ได้ การพลิกแพลงหาวิธีเพิ่ม Valued ให้ลูกค้ายอมจ่าย ทำเมนูธรรมดาให้ลึกขึ้น ให้ได้ชื่อว่า เป็นร้าน “Specialty” ของเมนูนั้นๆ ดิสรัปต์ตัวเองก่อนโดนบังคับให้ดิสรัปต์น่าจะเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องทบทวนอีกครั้ง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซาและยังไม่มีนโยบายเข้ามากระตุ้นโดยตรง ท่ามกลางตัวเลข GDP ที่ไทยยังรั้งท้ายต่ำสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1180202?anm=
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจBusiness