ป้อนป้อน PonPon BabyFood

ป้อนป้อน PonPon BabyFood ข้าวตุ๋นโฮมเมด 6M+
สด สะอาด ไม่ปรุง คุณประโยชน์เต็มคำ

🐟 เมนูปลา…เมนูดีที่เด็กหลายคนไม่ยอมกินปลาถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่าย อุดมด้วย DHA และโอเมก้า 3 ช่วยพัฒนาสมอง ระบบประสา...
04/12/2025

🐟 เมนูปลา…เมนูดีที่เด็กหลายคนไม่ยอมกิน

ปลาถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่าย อุดมด้วย DHA และโอเมก้า 3 ช่วยพัฒนาสมอง ระบบประสาท และการเจริญเติบโตของลูกน้อย แต่ปัญหาคลาสสิกของแม่ ๆ คือ…
“กลิ่นคาวแรง เด็กไม่ยอมกิน”

เพื่อให้ลูกได้ประโยชน์เต็ม ๆ วันนี้เรามีเคล็ดลับลดคาวที่ทำได้ง่าย ใช้ได้ทั้งปลา ตับ หรือเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวค่ะ



✨ เคล็ดลับลดกลิ่นคาว + ทำให้เนื้อปลานุ่ม เด้ง อร่อยขึ้น

1️⃣ ล้างปลาด้วยน้ำสะอาด

ช่วยล้างเลือดและเมือกที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นคาวออกไปก่อน

2️⃣ คลุกแป้งมัน แล้วพักไว้ 10 นาที

แป้งมันจะช่วยดูดกลิ่นคาวออกจากเนื้อปลา
✔ ลดกลิ่นคาวได้ชัดเจน
✔ ทำให้เนื้อปลานุ่ม เด้ง ไม่แห้งกระด้าง

3️⃣ ลวกในน้ำสมุนไพรที่ช่วยดับคาว

เพิ่ม ใบมะกรูด + ตะไคร้ + หอมแดงบุบ ลงไปในน้ำลวก
✔ ช่วยตัดกลิ่นคาว
✔ ไม่ทำให้รสชาติปลากลายไป
✔ เพิ่มความหอมอ่อน ๆ เด็กกินง่ายขึ้น

แม่ ๆ สามารถนำขั้นตอนนี้ไปใช้กับเนื้อสัตว์ที่กลิ่นแรง เช่น ตับหมู ตับไก่ หรือเนื้อปลาอื่นที่เด็กไม่ถูกใจ ได้เหมือนกันค่ะ



🎣 ทำไมวิธีนี้ถึงได้ผล?
• แป้งมันทำหน้าที่ดูดซับกลิ่น
• สมุนไพรช่วยลดกลิ่นคาวแต่ไม่ไปเปลี่ยนรส
• การลวกแบบเร็ว ๆ ทำให้เนื้อปลายังคงความชุ่มฉ่ำ
ผลลัพธ์คือ… เนื้อปลาหอม นุ่ม เด้ง เด็กยอมกินง่ายขึ้นจริง!



🥣 สำหรับแม่ ๆ ที่ไม่สะดวกทำเอง

สามารถสั่ง เมนูปลาโฮมเมดสำหรับเด็ก จากเพจ ป้อนป้อน PonPon ได้เลยค่ะ
เราเลือกใช้ปลาสด สะอาด ทำตามขั้นตอนลดคาวทุกกล่อง
👉 เด็กกินง่าย
👉 แม่สบายใจ
👉 ได้สารอาหารครบ

26/09/2025

🫁🧬🦠ไมโครไบโอมในลำไส้กับโรคหืด (Gut microbiome and Asthma)
เรียบเรียงโดย ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย 
โรคหืดเป็นโรคเรื้อรังของทางเดินหายใจ เกิดจากปัจจัยพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และงานวิจัยในปัจจุบันพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ “ไมโครไบโอม” หรือชุมชนจุลชีพที่อาศัยอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะลำไส้และปอด โดยความผิดปกติของสมดุลจุลชีพ (dysbiosis) มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดและความรุนแรงของโรคหืด
#ไมโครไบโอม (microbiome) คืออะไร
หมายถึงชุมชนจุลชีพทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะในลำไส้ มากที่สุด นอกจากนี้ยังอยู่ที่เยื่อบุของร่างกาย เช่น ผิวหนัง ช่องปาก และทางเดินหายใจ ไมโครไบโอมเหล่านี้ประกอบด้วยแบคทีเรีย ไวรัส และรา จุลชีพเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกัน ความสมดุลระหว่างจุลชีพที่เป็นประโยชน์และจุลชีพก่อโรค จะช่วยปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิด tolerance และลดการอักเสบ โดย gut microbiome สามารถสื่อสารกับปอด เรียกว่า Gut–Lung Axis ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของ T regulatory cells และลดการอักเสบชนิด Th2/Th17 ในปอด ขณะที่ dysbiosis คือการที่จุลชีพอยู่แบบขาดความสมดุล อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติและเพิ่มความไวต่อการอักเสบของหลอดลม
#ปัจจัยที่มีผลต่อdysbiosis
ไมโครไบโอมในลำไส้จะมีเสถียรภาพเมื่ออายุประมาณ 3 ปี ดังนั้นปัจจัยตั้งแต่แรกเกิดมีผลอย่างมาก เช่น การคลอดทางช่องคลอดและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะช่วยส่งเสริมจุลชีพที่เป็นประโยชน์ (Bifidobacterium, Lactobacillus) ในขณะที่การผ่าคลอดและการได้รับยาปฏิชีวนะ มีผลทำให้ความหลากหลายของจุลชีพลดลงและเพิ่มความเสี่ยงโรคหืด โดยทารกที่มีความหลากหลายของจุลชีพต่ำ หรือมีสัดส่วน Firmicutes และ Bacteroidaceae มากเกินไป พบว่ามีความเสี่ยงพัฒนาเป็นโรคภูมิแพ้และโรคหืดในอนาคต อีกปัจจัยสำคัญที่คือ “อาหาร” โดยงานวิจัยชี้ว่าความหลากหลายของอาหาร (diet diversity) ในปีแรกของชีวิตสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงโรคหืดและภูมิแพ้ โดยในบางการศึกษาพบว่าความเสี่ยงโรคหืดลดลงประมาณร้อยละ 26 ต่ออาหารใหม่ที่ถูกแนะนำในปีแรก ในทางกลับกัน การบริโภคอาหารแปรรูปสูงหรืออาหารทารกเชิงพาณิชย์ที่มีความเป็นกรดสูงและความหลากหลายน้อยสัมพันธ์กับ dysbiosis และการเพิ่มความเสี่ยงภูมิแพ้ และโรคหืด
#ไมโครไบโอมกับโรคหืด
เมื่อขาดความสมดุลของจุลชีพในลำไส้หรือที่เรียกว่า gut microbiome dysbiosis จะทำให้ความหลากหลายของจุลชีพลดลงและมีการเพิ่มขึ้นของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ผลที่ตามมาคือการผลิตสารเมทาบอไลต์ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ เช่น short-chain fatty acids (SCFAs: acetate, propionate, butyrate) ลดลง ส่งผลให้กลไกการกระตุ้น T regulatory cells และการสร้างภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกตินี้เชื่อมโยงกับโรคเรื้อรังหลายชนิด รวมถึงโรคภูมิแพ้และโรคหืด โดยเฉพาะในเด็กเล็ก dysbiosis ในระยะต้นชีวิตสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหืดและความรุนแรงของอาการหอบหืดในระยะยาว โดยงานวิจัยในเด็กเล็กที่เป็น longitudinal study พบว่าการมี Veillonella, Prevotella, Haemophilus ในทางเดินหายใจส่วนบนตั้งแต่วัยทารก จะเพิ่มโอกาสเกิดโรคหืดในอนาคต และการมี Clostridium มากในลำไส้ช่วงวัยเด็กเล็กจะเชื่อมโยงกับโรคหืด ในขณะที่จุลชีพที่มีประโยชน์ เช่น Faecalibacterium และ Bifidobacterium มักลดลงในเด็กที่เป็นหืด
นอกจากนี้ยังพบว่าไมโครไบโอมมีความสัมพันธ์กับชนิดของโรคหืด โดยใน Type 2 asthma (ที่มีภูมิแพ้ร่วมด้วย และค่าอีโอซิโนฟิลสูง) จะพบจุลชีพ Haemophilus, Moraxella มากขึ้น ในขณะที่ Non-Type 2 asthma (โรคหืดชนิดนิวโทรฟิล มีภาวะ อ้วน) มักพบ Fusobacterium มากขึ้น และจุลชีพที่ปกป้องเช่น Lactobacillales ลดลง ซึ่งสิ่งนี้อาจอธิบายได้ว่าทำไมผู้ป่วยบางกลุ่มตอบสนองต่อสเตียรอยด์ไม่ดี หรือดื้อต่อการรักษา
#คำแนะนำในการนำไปใช้ (Clinical Implication)
มีงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับการรักษาโรคหืดด้วยไมโครไบโอม ได้แก่ การเสริมโปรไบโอติก/พรีไบโอติก การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เพื่อเพิ่ม SCFAs การใช้เมแทบอไลต์หรือจุลชีพเฉพาะสายพันธุ์ (Bifidobacterium, Clostridia, Bacteroides fragilis) ที่ช่วยกระตุ้น Tregs และลดการอักเสบในปอด แต่ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากสัตว์ทดลองที่มีหลักฐานชัด แต่การทดลองทางคลินิกในคนยังมีน้อย ต้องการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต ดังนั้นแนวทางการนำความรู้เรื่องไมโครไบโอมไปใช้ในทางคลินิกควรมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุน ความหลากหลายของอาหารตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ วัยทารก วัยเด็กเล็ก จนถึงผู้ใหญ่ เน้นอาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และผลิตภัณฑ์นมหมัก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายของจุลชีพในลำไส้และการสร้าง SCFAs ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ในขณะเดียวกันควรลดการบริโภคอาหารแปรรูปและสารเติมแต่งที่ทำลายสมดุลของไมโครไบโอม แม้ว่าการใช้โปรไบโอติกหรือพรีไบโอติกเฉพาะชนิดมีผลลัพธ์ที่น่าสนใจในงานวิจัย แต่ยังต้องการหลักฐานทางคลินิกเพิ่มเติม ดังนั้นการปรับเปลี่ยนโภชนาการทั้งรูปแบบอาหารและความหลากหลายจึงถือเป็นวิธีที่สามารถนำมาใช้ในการลดความเสี่ยง และช่วยปรับการรักษาโรคหืดแบบไม่ใช้ยา โดยเน้นอาหารที่มีผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และผลิตภัณฑ์นม โยเกิร์ต เพื่อลดโอกาสเกิด dysbiosis และเพิ่มการผลิต SCFAs ที่ช่วยต้านการอักเสบ ควบคู่กับการลดอาหารแปรรูปและสารเติมแต่ง แม้ว่าการเสริมโปรไบโอติกหรือพรีไบโอติกเฉพาะชนิดยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติม แต่การส่งเสริมความหลากหลายของอาหารถือเป็นวิธีเชิงป้องกันที่มีศักยภาพในการลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้และโรคหืด (ดูตารางในภาพ)
.
🎁เอกสารอ้างอิง
1. Özçam M, Lynch SV. The gut–airway microbiome axis in health and respiratory diseases. Nat Rev Microbiol. 2024;22(8):492-506. doi:10.1038/s41579-024-01048-8
2. Venter C. Immunonutrition: Diet diversity, gut microbiome and prevention of allergic diseases. Allergy Asthma Immunol Res. 2023;15(5):545-561.
3. Fujimura KE, Lynch SV. Microbiota in allergy and asthma and the emerging relationship with the gut microbiome. Curr Opin Immunol. 2015;36:94-101.
4. Budden KF, Gellatly SL, Wood DLA, Cooper MA, Morrison M, Hugenholtz P, Hansbro PM. Emerging pathogenic links between microbiota and the gut–lung axis. Nat Rev Microbiol. 2017;15(1):55-63.
5. Arrieta MC, Stiemsma LT, Dimitriu PA, Thorson L, Russell S, Yurist-Doutsch S, et al. Early infancy microbial and metabolic alterations affect risk of childhood asthma. Sci Transl Med. 2015;7(307):307ra152.
6. Sokolowska M, Frei R, Lunjani N, Akdis CA, O’Mahony L. Microbiome and asthma. Asthma Res Pract. 2018;4:1.

22/09/2025

อาหารที่ไม่ควรกินก่อน 1 ขวบมีอยู่หลากหลายชนิดด้วยกันนะคะ หลักๆ แล้วข้อห้ามในการกินอาหารเหล่านี้ก็เพื่อความปลอดภัยที่มีต่อลูกน้อยของเรานั่นเองค่ะ เช่น อาหารบางชนิดกินเข้าไปแล้วอาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ระยะยาว หรือเกิดอาการภูมิแพ้ขั้นรุนแรงที่อาจมีอันตรายถึงชีวิต หรือแม้แต่เลยนะคะ มาดูกันค่ะ ว่าอาหารที่ไม่ควรกินก่อน 1 ขวบมีอะไรบ้าง แล้วก็อย่าเผลอทำให้ลูกทานกันนะคะ :)

21/09/2025

#ปริมาณอาหารที่เด็กเล็กควรได้รับในหนึ่งวัน #แนะนำการกินอาหารสำหรับเด็กแรกเกิดถึง1ขวบครึ่ง (0-1.5 ปี)

โภชนาการที่ดีมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโต สำหรับเด็กเล็กแล้วการที่ได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากจะช่วยเรื่องการเจริญเติบโตแล้ว ยังลดความเสี่ยงต่อการแพ้อาหาร อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังนิสัยการบริโภคที่ดีอีกด้วย เรามาดู ปริมาณอาหารที่เด็กเด็กแรกเกิด - 1.5 ปีควรได้รับในหนึ่งวัน และตัวอย่างอาหารต่อมื้อ (อาจบ่างทานวันละ 1-2 มื้อ) ที่ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช แนะนำกันเถอะค่ะ

👶 0-6 เดือน กินนมแม่เพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นให้ค่อยๆ เริ่มทานอาหารเสริม ทีละน้อย จาก 1 ช้อนเล็ก แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณ

👶 6 เดือน
🍚 ข้าวบดละเอียด 3 ช้อนกินข้าว
🥚 ไข่ครึ่งฟอง
🥩 เนื้อสัตว์ (เนื้อสัตว์ต่างๆ, ตับบด, ปลา) 1-2 ช้อนกินข้าว
🥬 ผักบด ครึ่งช้อนกินข้าว
🍎 ผลไม้สุก 1-2 ชิ้น
🥣 ทานวันละ 1 มื้อ ควบคู่กับนมแม่ 🍼 (นมแม่แบ่งมื้อเป็น 5–6 มื้อ | มื้อละ 6-8 ออนซ์)

👶 7 เดือน
🍚 ข้าวบด 4 ช้อนกินข้าว
🥚 ไข่ 1 ฟอง
🥩 เนื้อสัตว์ (เนื้อสัตว์ต่างๆ, ตับบด, ปลา) 2 ช้อนกินข้าว
🥬 ผักบด ครึ่งช้อนกินข้าว
🍎 ผลไม้สุก 1-2 ชิ้น
🥣 ทานวันละ 1 มื้อ ควบคู่กับนมแม่ 🍼 (นมแม่แบ่งมื้อเป็น 5–6 มื้อ | มื้อละ 6-8 ออนซ์)

👶 8-9 เดือน
🍚 ข้าวหุงนิ่ม 5 ช้อนกินข้าว
🥚 ไข่ 1 ฟอง
🥩 เนื้อสัตว์ (เนื้อสัตว์ต่างๆ, ตับบด, ปลา) 2 ช้อนกินข้าว
🥬 ผักหั่น 2 ช้อนกินข้าว
🍎 ผลไม้สุก 2-3 ชิ้น
🥣 แบ่งทานวันละ 2 มื้อ ควบคู่กับนมแม่ 🍼 (นมแม่แบ่งมื้อเป็น 5–6 มื้อ | มื้อละ 6-8 ออนซ์)

👶 10-12 เดือน
🍚 ข้าวหุงนิ่ม 5 ช้อนกินข้าว
🥚 ไข่ 1 ฟอง
🥩 เนื้อสัตว์ (เนื้อสัตว์ต่างๆ, ตับบด, ปลา) 2 ช้อนกินข้าว
🥬 ผักหั่น 2 ช้อนกินข้าว
🍎 ผลไม้สุก 3-4 ชิ้น
🥣 แบ่งทานวันละ 3 มื้อ ควบคู่กับนมแม่ 🍼 (นมแม่แบ่งมื้อเป็น 5–6 มื้อ | มื้อละ 6-8 ออนซ์)

👧 1-1.5 ปี ทานอาหารครบ 5 หมู่ 3 มื้อ นม 3 มื้อ
🍌🍎 ผลไม้สุกที่แนะนำสำหรับเด็ก เช่น มะละกอสุก มะม่วงสุกส้ม กล้วยน้ำว้าสุก

เป็นกำลังใจให้ทุกบ้านนะคะ ขอให้สนุกกับการทำอาหารให้เจ้าตัวน้อยค่า

#สารพันปัญหาการเลี้ยงลูก

21/09/2025

📌👶 เริ่มอาหารมื้อแรกให้ลูก เริ่มแบบไหน ยังไงดี ?
เมื่อลูกอายุ 6 เดือน จะเป็นช่วงระยะเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะเริ่มอาหารตามวัยควบคู่กับนมแม่ เนื่องจาก...
🍼 นมแม่อย่างเดียวมีสารอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของลูก
🍼 ลูกมีความพร้อมที่รับอาหารอื่นนอกจากนมแม่ได้ สามารถควบคุมการทรงตัวและศีรษะได้ดี ทำให้กลืนอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลวได้ อีกทั้งระบบทางเดินทางอาหาร ไต ระบบประสาทและกล้ามเนื้อได้พัฒนาจนสามารถทำหน้าที่พร้อมสำหรับการเริ่มให้อาหารตามวัยของลูกน้อย
🔸 ลักษณะอาหาร
ควรเป็นอาหารบด หรืออาจใช้วิธีครูดผ่านกระชอน หากอาหารมีความหนืดเกินไป สามารถเติมน้ำซุปหรือน้ำต้มผัก ที่ไม่ปรุงรส เพื่อให้ลูกสามารถกลืนอาหารได้ง่ายขึ้น
🔸 ป้อนยังไง มากแค่ไหน?
อาหารตามวัยเมื่อลูกอายุ 6 เดือน เริ่มให้อาหารทีละอย่าง ครั้งละ 1- 2 ช้อนชา และกินอาหารเดิมต่อเนื่องอีก 2 – 3 วัน ก่อนเริ่มให้อาหารชนิดใหม่ เพื่อดูการยอมรับอาหารและอาการแพ้อาหาร จากนั้นค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้น
โดยเฉลี่ยทารก ที่ได้รับนมแม่ควรได้รับอาหารตามวัย เป็นมื้อละ 2-4 ช้อนกินข้าว วันละ 1 -2 มื้อ เมื่ออายุ 6-8 เดือน และเพิ่มเป็นมื้อละ 4 ช้อนกินข้าว วันละ 3 มื้อ เมื่ออายุ 9-12 เดือน
🔸 ป้อนอะไร ?
อาหารที่เริ่มป้อนให้ลูก เมื่ออายุ 6 เดือน จะเป็นอาหารบดละเอียด ไม่ปรุงรส เช่น ข้าวต้มสุก บดละเอียด 2 ช้อนกินข้าว รวมกับไข่แดงสุก ครึ่งฟองและผักตำลึงต้มเปื่อย ครึ่งช้อนกินข้าว บดละเอียด
ในแต่ละวันสามารถเปลี่ยนชนิดของอาหารให้มีความหลากหลาย เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารเพียงพอและสร้างความคุ้นเคยกับอาหารชนิดใหม่ ๆ 🍌
🔹 ตัวอย่างเมนูอาหารต่อมื้อ ของเด็กทารก อายุ 6 เดือน
🔆 ตัวอย่างที่ 1
- ข้าวต้มสุกบดละเอียด 2 ช้อนกินข้าว
- ไข่แดงสุก ครึ่งฟอง
- ตำลึงต้มเปื่อยบดละเอียด ½ ช้อนกินข้าว
- น้ำมันพืช ½ ช้อนชา
- อาหารว่าง เป็นกล้วยน้ำว้าสุกครูด ½ ลูก

🔆 ตัวอย่าง 2
- ข้าวต้มสุกบดละเอียด 2 ช้อนกินข้าว
- ปลาสุกบด ½ ช้อนกินข้าว
- ฟักทองต้มเปื่อยบดละเอียด ½ ช้อนกินข้าว
- น้ำมันพืช ½ ช้อนชา
- อาหารว่าง เป็นมะละกอสุก 1 ชิ้นเล็ก

ที่มา สำนักโภชนาการ กรมอนามัย

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
🚩 สมัครรับข้อมูลเพื่อการดูแลสุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย 0-6 ปี 👼 จาก 9 ย่างเพื่อสร้างลูกฟรี !!
📍วิธีสมัครง่ายๆ
1. เพิ่มเพื่อนในไลน์
หรือ คลิก linkเพื่อ สแกน QR Code ที่ http://bit.ly/9yangth
2. พิมพ์คำว่า "สมัคร" ส่งมาในแชท Line
3. ตอบคำถามข้อมูลส่วนตัวใน แชท Line เพื่อลงทะเบียน
4. เตรียมรับข้อมูลการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมตรงตามอายุครรภ์ หรืออายุลูก

ที่อยู่

Chumphon
86220

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ป้อนป้อน PonPon BabyFoodผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์