04/03/2022
🚫.. #หยุดใช้หน้าจอเป็นพี่เลี้ยงเด็ก
#หน้าจอกับเด็ก
เพราะอินเตอร์เน็ตและไวไฟอยู่รอบตัวเรา ... ในปัจจุบันนี้ เด็ก ๆ สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้เร็วขึ้น อาจด้วยเพราะความจำเป็นของการเรียนออนไลน์ หรือความพร้อมของอุปกรณ์ในการเข้าสู่อินเตอร์เน็ตที่มีอยู่รอบตัวตั้งแต่ในรถจนถึงในห้องนอน ทำให้เด็ก ๆ เสี่ยงต่อภัยออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการล่อลวง การล่วงละเมิดทางเพศ การเปิดเผยและเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวที่มากเกินไป รวมถึง Digital Footprint หรือรอยเท้าในโลกออนไลน์ที่ถูกทิ้งไว้จากการโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นตามที่ต่าง ๆ ที่อาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองในภายหลังก็ได้
ดังนั้นการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในปัจจุบันที่พ่อแม่ต้องสอนและเฝ้าติดตามประเมินลูกอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ
เริ่มต้นที่ #อายุที่เริ่มใช้หน้าจอ เพราะทางการแพทย์เรารู้กันดีว่า ... #หน้าจอนั้นมีผลเสียต่อเด็กเล็ก อย่างชัดเจน รวมถึงเด็กโตด้วย หากหน้าจอนั้นถูกใช้โดยไม่มีลิมิต ไม่มีการควบคุมเนื้อหาและระยะเวลาโดยผู้ใหญ่ ... วันนี้ลองมาดูแง่มุมของหนึ่งในผลเสียของหน้าจอต่อสมองเด็กที่ทำให้เด็กเกิด #อาการคล้ายออทิสติก (Autistic-like Symptoms)
อาการคล้ายออทิสติกที่เกิดจากหน้าจอ ... หรือที่สื่อหลายแห่งเรียกด้วยศัพท์ง่าย ๆ ว่า หรือบางคนเรียกว่า #ออทิสติกเทียม อันดับแรกที่ต้องรู้คือ #มันมีจริง แม้มันไม่มีเทอมนี้ทางการแพทย์จริง ๆ ก็ตาม
ทำความเข้าใจก่อนว่า "ออทิสติกเทียม" คืออะไร ... ก็ต้องเข้าใจอาการของกลุ่มอาการ #ออทิสติก (Austistic Spectrum Disorder; ASD) ที่คือเด็กที่มีความพิเศษและไม่พิเศษหลายอย่าง สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือ #ความบกพร่องในการสื่อสาร” กับคนอื่นและสังคมภายนอก ทำให้เขาไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร ไม่รู้ว่าคนอื่นรู้สึกหรือสื่อสารว่าอะไร ไม่สามารถเข้าสู่สังคมได้ง่ายดายเหมือนเด็กคนอื่น มีปัญหาเรื่องพฤติกรรม การควบคุมตัวเอง หลายคนมีพฤติกรรมแปลก ๆ ซ้ำ ๆ ได้ เล่นสมมติไม่เป็น และพบระดับสติปัญญาที่บกพร่องได้บ่อย
ที่มาของการพูดถึง "ออทิสติกเทียม" เริ่มต้นมาจากการที่เราพบเด็กที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น ASD มากขึ้นแบบเท่าทวีคูณในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา โดยในปี 1974 มีรายงานออทิสติก 1 คนในเด็ก 5000 คนแต่ในปี 2014 จากรายงานของ CDC ของอเมริกา พบเด็กออทิสติก 1 คนต่อ 68 คน ... นี่คือเพิ่มขึ้นแบบเท่าทวีคูณจริง ๆ เกือบร้อยเท่า คุณพระ ! ควบคู่ไปกับการแพร่หลายของทีวีและหน้าจอต่าง ๆ ... เขาเลยเริ่มศึกษาความเกี่ยวพันของสิ่ง 2 สิ่งนี้ ... จนพบว่ามันยังไม่เกี่ยวกันเสียทีเดียวจึงเริ่มแยกกันชัดเจน ... สังเกตจากว่า ออทิสติกเทียม ไม่ได้ถูกบรรจุลงเป็นชื่อโรคตามเกณฑ์วินิจฉัย DSM-V นั่นเอง
งงใช่ไหมครับ ... ไม่แปลกหรอกครับที่งง
ถ้างง เอางี้ ... มีการศึกษาขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์ลง JAMA Pediatrics พบว่า การดูทีวี +/- วีดีโอ และการไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ผู้เลี้ยงกับเด็กที่อายุ 12 เดือนสัมพันธ์กับการเกิด 'อาการคล้ายออทิสติก' ของเด็กที่อายุ 2 ขวบ ... ที่มีความบกพร่องของการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการพูดช้า สื่อสารไม่ได้ ปัญหาของการแสดงออกทางอารมณ์และรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น ...
ทำไมเป็นอย่างนั้น
ก็เพราะ “ทีวี” หรือ “ยูทูป” ก็แล้วแต่ ดึงดูดความสนใจของเด็กได้ดี ด้วยภาพและเสียงที่น่าสนใจ แต่นั่นคือ “การสื่อสารทางเดียว” #สนใจไม่ใช่ว่ามีสมาธิ อย่างที่หลายคนเข้าใจ ... หรือแม้คุณพ่อคุณแม่หลายคนจะบอกว่า “ลูกเรียนคำศัพท์ได้จากแอพ/ยูทูป” ก็ตาม แต่หากปล่อยลูกไว้ที่หน้าจอมากเกินไป ลูกอาจรู้จักศัพท์มากขึ้น เพราะการดูเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ก็พอรู้ว่า ไอ้อักษรที่เขียนแบบนี้คือตัวไหน หรือรูปแบบนี้คือ สัตว์ชนิดใด แต่สิ่งที่เด็กจะเสีย คือ “การสื่อสารกับมนุษย์ด้วยกัน” ครับ ... เพราะ “ทีวี” หรือ “ไอแพด” พร้อมจะดึงลูกของเราออกจากเราไปสู่ “ภวังค์” ของมันครับ
มีการทำการทดลองด้วยการให้เด็กดูตัวเลข หรือภาพซ้ำ ๆ 1 - 2- 3 ย้ำ ๆ เด็กจะตอบได้เลยว่า เลขไหนคือ 3 และ เลข 3 ตามหลังอะไร ... แต่พอบอกให้ “หยิบดินสอมา 3 อัน” ปรากฎว่า “เด็กทำไม่ได้” เพราะไม่รู้จักการสื่อสารและการแก้ไขปัญหาในชีวิตจริง บางคนแปลสีหน้าท่าทางของคนอื่นไม่ได้ และไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ แต่รู้หมดนะครับว่า อะไร คือ อะไร ...
เด็กตื่นขึ้นมาวันละไม่กี่ชั่วโมง 10-12 ชั่วโมงเท่านั้น อย่าให้ 'หน้าจอ' แย่งลูกไปจากพ่อแม่เลยครับ ... ข้อดีของอาการคล้ายออทิสติกจากการดูหน้าจอมากเกินไปนี้ #ดีขึ้นได้ เพียงแค่ปิดและใช้เวลาคุณภาพกับพ่อแม่อย่างน้อยสักเดือน เราก็พบว่าอาการเหล่านี้ก็ลดลงอย่างชัดเจนได้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์พบว่า 'คลื่นสมอง' ของเด็กจะสอดคล้องประสาน (synchronize) ไปกับคลื่นสมองของผู้ใหญ่เมื่อมีการสบตากัน ต่อเนื่องไปถึงเมื่อเราฟังและพูดคุยโต้ตอบกัน ... นี่คือ "พัฒนาการตามวัยที่เหมาะสมในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ในที่ที่มีพ่อแม่ผู้เลี้ยงที่มีอยู่จริงตรงหน้าของเขา
หยุดใช้หน้าจอกับเด็ก หากไม่จำเป็นดีที่สุดเนอะ
โดยบ้านไหนที่ลูกใช้หน้าจอ ... แนะนำ 3 ข้อ คือ #หนึ่ง ... ก่อนขวบครึ่ง ให้ดี 2 ขวบ งดหน้าจอทุกชนิด #สอง ... 2-6 ปี ดูแบบจำกัดเวลา ไม่เกิน 1 ชม./วัน และเลือกรายการที่ดีให้ลูกดูเสมอ #สาม ... หลัง 6 ปี ดูจำกัดเวลาไม่เกิน 2 ชม./วัน และควบคุมรายการที่ดูด้วยเสมอ
ในการดูหน้าจอ เน้นว่าพ่อแม่ต้อง #ดูก่อน และ #ดูด้วย เสมอเพื่อกำกับและสร้างบทสนทนาเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกได้ดูไป ... ที่สำคัญก็คือพ่อแม่ต้องประเมินเสมอว่า #หน้าจอกำลังทำร้ายลูกของเราอยู่หรือไม่ ... อันดับแรก ... ถ้าลูกคุณดูหน้าจอแล้วเริ่มมีสัญญาณของการพูดช้า ได้แก่ ไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อแม่พูดง่าย ๆ ที่อายุ 9-12 เดือน ไม่มีคำที่สื่อความหมายใด ๆ หลุดออกมาจากปากหลังอายุ 12 เดือน (อันนี้สัญญาณเตือนเบา ๆ) และกระดิ่งสัญญาณของการพูดช้าจะดังขึ้นเมื่อ ขวบครึ่ง (อายุ 18 เดือน) ยังไม่พูดคำโดด ๆ ที่สื่อความหมาย และลูกคุณเติบโตมากับการดูหน้าจอก่อนขวบ #หยุดเถอะ #หยุดนะน้องนะ #หยุดเด้อ #ยั่งไอแพดเหี่ยพ่อง (นี่ห้ามด้วยภาษาเกือบครบทุกภาคแล้วนะ)
#วิธีใช้งานหน้าจอของเด็ก ... ในวัยที่เริ่มใช้สังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ๊คส์ อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ มาตรฐานอยู่ที่อายุ 13 ปี ดังนั้นก่อนหน้านั้นก็ไม่ควรใช้เพราะนั้นคือความเสี่ยงในการเข้าสู่ภัยของโลกออนไลน์ในวันที่ความรู้เท่าทันและตรรกะของลูกอาจยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับทั้งเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงและผู้คนที่อาจเข้ามาล่อลวงลูกไปในทางที่ไม่ดีได้ ดังนั้นการใช้งาน 'มือถือ' และ 'หน้าจอ' ของเด็กจึงต้องถูกจำกัดโดยผู้ปกครองด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ไม่ยอมให้เด็กถือกรรมสิทธิ์เหนือหน้าจอ (หน้าจอควรเป็นสิทธิ์ขาดของพ่อแม่ และให้ 'ยืมใช้' ตามกติกาเป็นหลัก) สอนลูกให้ระแวดระวังการคุยกับคนแปลกหน้า ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป โดยเฉพาะชื่อนามสกุลจริง ที่อยู่ โรงเรียน เบอร์โทรศัพท์ ไม่เช็คอินแบบเรียลไทม์ และอย่าลืมตั้งค่าความเป็นส่วนตัวให้เป็นเฉพาะกลุ่มเพื่อนและครอบครัวด้วยนะครับ
ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ก็ต้องเป็นแบบอย่างในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยนะครับ
#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ