12/01/2016
ราว พ.ศ. 2506 อิทธิพลทางวัฒนธรรมจากภายนอกเริ่มหลั่งไหลเข้ามาทำให้วิถีชีวิตของผู้คนเริ่มเปลี่ยนไป หญิงแม่แจ่มเริ่มไม่นิยมทอและนุ่งซิ่นตีนจก หันไปทำงานอย่างอื่นที่ง่ายกว่าแทน ทำให้ผ้าตีนจกแม่แจ่มเกือบจะสูญไป จนปี พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรชาวแม่แจ่มเป็นครั้งแรก ทรงโปรดเกล้าให้คนแม่แจ่มฝึกทอตีนจกแบบประยุกต์ใช้ฝ้ายที่ชาวบ้านเรียกว่า “ ไหมประดิษฐ์ ” ทำให้ทอได้เร็วขึ้น ภายหลังจากนั้น ล้านนาเกิดการตื่นตัวแต่งกายย้อนยุค ผู้หญิงนุ่งซิ่นโดยเฉพาะซิ่นตีนจกแบบโบราณ ตีนจกแม่แจ่มจึงถูกกล่าวขวัญเฟื่องฟูขึ้นอีกครั้ง และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา มีการจัด “ งานเทศกาลผ้าตีนจกแม่แจ่ม ” ขึ้นในอำเภอแม่แจ่มทุกปี ช่วงเวลานั้นผู้หญิงแม่แจ่มจะแต่งกายงดงามด้วยผ้าซิ่นตีนจกมาร่วมกันย้อนสู่วิถีชีวิตแบบวันวาน
การที่ “ผ้าตีนจกแม่แจ่ม” ได้รับการอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน ทำให้ชาวแม่แจ่ม ต่างได้ตระหนักถึงความวิริยะและอุตสาหะในการสร้างสรรค์ของบรรพบุรุษ ที่ส่งต่อสืบทอดมรดกทางหัตถกรรมอันล้ำค่ามิให้สูญหายไปตามกาลเวลา \ เดือนกุมภาพันธ์ 2551 กระทรวงวัฒนธรรมโดยสำนักงานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำผ้าตีนจกแม่แจ่มไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (ขยายความคือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ)
Ggggเดือน มกราคม 2555 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้อนุญาตให้ใช้ ตรา G.I.ติดตีนจกที่ผ่านการตรวจสอบ จากคณะกรรมการตรวจสอบภายในอำเภอม่แจ่ม ผลดีที่เกิดขึ้นจากการที่ผ้าตีนจกแม่แจ่มได้รับขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ คือ
ได้รับการคุ้มครองให้ผ้าตีนจกแม่แจ่มเป็นมรดกอันล้ำค่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของคนแม่จ่ม
ได้รับการประชาสัมพันธ์ไปทั่วประเทศและต่างประเทศโดยข้อมูลของ G.I.
ได้รับความเชื่อถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว
ช่างทอได้รับเงินค่าจ้างทอเพิ่มขึ้นเกิน ครึ่งจากของเดิมที่เคยได้ทำให้ช่วยเหลือครอบครัวได้มากขึ้น
ช่างทอที่ได้ทิ้งกี่ทอผ้าไปประกอบอาชีพอื่นได้หวนกลับมาทอตีนจกดังเดิม
มีนักศึกษา นักวิชาการและกลุ่มบุคคลภายนอกเข้ามาศึกษาเรียนรู้เรื่องผ้าตีนจกมากขึ้น