24/07/2023
( )..................
ครบรอบ 35ปี AKIRA ภาพยนตรที่เบิกทางแอนิเมชั่นญี่ปุ่นสู่สายตาชาวโลก
ถ้าให้พูดถึงแอนิเมชั่น หรือภาพยนตร์แอนิเมชั่น มันคือคือ1ในมีเดียมหรือสื่อทางศิลป์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดชิ้นนึง และในประวัติศาสต์อันยาวนานของแอนิเมชั่น มีภาพยนตร์3เรื่องที่สร้างการแปลี่ยนแปลง และเป็นดั่งเสาหลักของรากฐานให้กับแอนิเมชั่นในปัจจุบัน เป็นอนุสรณ์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จุดเริ่มต้นของหัวใจที่ทำให้ผู้คนนับล้านหลงรักแอนิเมชั่นมาจนถึงทุกวันนี้
เรื่องที่ 1 1937 Snow White ภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกของ Walt Disney Productions แอนิเมชั่นยาวเรื่องแรกของโลก ที่ทำให้เกิดยุคเฟื่องฟูของดิสนีย์ขึ้นเป็นมาครั้งแรก ความทะเยอทะยานชนิดที่ว่าถ้าหนังเจ๊ง ก็คือล้มทั้งดิสนีย์ และสุดท้ายเกิดเป็นปรากฏการณ์จนเป็นรากฐานของภาพยนตร์แอนิเมชั่น
เรื่องที่2 1995 คงหนีไม่พ้น ภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกที่สร้างโดยเทคนิค 3มิติ กับความฝันอันยิ่งใหญ่ที่ถูกเติมเต็มอย่างยากลำบากของ เอ็ด แคทมุล ภาพยนตร์ในฝันของ จอห์น ลาสเซ็ทเตอร์อย่าง Toy Story ที่ได้เปลี่ยนวงการภาพยนตร์ไปตลอดกาล ไม่เพียงแค่แอนิเมชั่น แต่รวมไปถึงการเข้ามาของ CGI กับวงการภาพยนตร์
เรื่องที่3 1988 ภาพยนตร์ที่ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “อนิเมะ” เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ลองนึกถึงการ์ตูนทุกเรื่องที่คุณเคยผ่านหูผ่านตา เคยชอบ หรือแม้แต่เป็นแฟนเดนตาย ดราก้อนบอล วันพีช เซเลอร์มูน โดเรม่อน เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้ ด้วยความสำเร็จของภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่เรียกได้ว่าเป็น1ในหนังที่มีความทะเยอทะยานสูงที่สุดจากญี่ปุ่น ด้วยเทคนิคและเงินทุนที่ก้าวข้ามแม้แต่ Studio Ghibli ณ ตอนนั้น ผลงานที่ทำให้ผู้กำกับระดับโลกของ HOLLYWOOD หลายต่อหลายคนหันมามองหนังจากเกาะเล็กๆ ผลงานจากอัจฉริยะที่เป็นทั้งผู้เขียนมังงะ และผู้กำกับของภาพยนตร์เรื่องนี้ คัทสึฮิโระ โอโตโมะ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ที่มาที่ไป และความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง
"AKIRA"
เราเข้าใจว่าหลายๆคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับภาพยนตร์เรื่องนี้และไม่รู้ว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังหนังเรื่องนี้บ้าง เพราะส่วนนึงคนไทยคุ้นเคยกับการ์ตูนญี่ปุ่นมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่ปี82 เรานำเข้าการ์ตูนจากญี่ปุ่นทางทีวีมาก่อน อย่างเรื่อง หน้ากากเสือ หรือ โดราเอม่อน 9ล9 อีกอย่างโรงหนังบ้านเราตอนอกิระเข้าฉายมันยังมีไม่เยอะ แน่นอนเองว่าเราเองก็เพิ่งเคยได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อประมาณปี 2010นี้เอง แล้วก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรเป็นพิเศษ เพราะตอนนั้นบ้านเราพวกการ์ตูน มังงะ อนิเมะมันมีให้เลือกดูเยอะแยะเต็มไปหมดแล้ว รวมถึงหนังจากดิสนีย์ที่ดูง่ายกว่าด้วย อีกอย่างหนังเรื่องนี้มันค่อนข้างน่ากลัว ด้วยความที่มันเป็นกึ่งๆ anti-war ที่มีความรุนแรง เราจึงค่อยๆลืมเลือนมันไปตามกาลเวลา...แต่วันนึงเมื่อประมาณ 4-5ปีก่อน ที่งานหนังสือเราได้เดินไปที่บูท “เมืองหนังสือ” แล้วไปเจอมังงะเรื่องนี้แหละวางขายแบบครบเซ็ต 6 เล่ม ตอนนั้นกะว่าเอามาอ่านแก้เซ็งช่วงทำโปรเจคจบ ในใจพอจำเรื่องราวของหนังได้ แต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะต่างจากหนังมากมาย และกะอ่านฆ่าเวลาเท่านั้น
แต่พออ่านจบ มันก็กลายเป็น1ในมังงะที่ดีที่สุดที่เคยอ่าน ทั้งเนื้อเรื่องสุดล้ำเกี่ยวกับมิติและเวลาแบบ interstellar ทั้งตัวละครที่ละเอียดอ่อนกับเรื่องราวที่เชื่อมโยงความเป็น cyberpunk เข้ากับบริบทของโลกหลังพ่ายสงครามที่สื่อถึงจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นในยุคนั้น การใช้พลังจิต และองค์ประกอบของ sci-fi fantasy ที่ทุกวันนี้ยังหาเทียบได้ยาก มันเป็นมังงะที่มีภาพแนว post apocalyptic-scifi ที่สวยงามที่สุดเรื่องนึง ที่สำคัญที่สุดมันทำให้เราได้กลับไปดูตัวหนังอีกครั้งแล้วพบว่านี้เป็นแอนิเมชั่นที่น่าประทับใจมากๆเรื่องนึงและเราเสียดายมากๆที่หลายๆคนยังไม่ค่อยรู้จักเรื่องนี้เท่าที่ควร แต่ไม่เป็นไรถือว่าบทความนี้เป็นการทำความรู้จักกับมรดกของ akira ฉบับรวดเร็ว
ก่อนอื่นขอพูดถึงปูมหลังของสังคมญี่ปุ่นในตอนนั้นสักเล็กน้อย สภาพของญี่ปุ่นราวๆปี 1980s ต้องบอกว่าเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเพิ่งฟื้นตัวจนมาถึงจุดที่เรียกว่าเศรษฐกิจดีเป็นครั้งแรกนับจากจบสงครามโลกครั้งที่2 โดยดูจากกราฟหุ้นที่มีการก้าวกระโดดในช่วงนี้อย่างไม่เคยมีมาก่อน มีค่าการว่างงานเพียง 4.8% ซึ่งถือว่าน้อยกว่าทศวรรษอื่นมาก อีกอย่างคือมันกลายเป็นยุคทองของวงการ เอนเตอร์เทนเม้นท์ และเทคโนโลยี เป็นจุดกำเนิดของบริษัทที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก อย่างที่เราคงพอนึกออกเช่น NINTENDO , GHIBLI รวมไปถึงสำนักพิมพ์มังงะที่ดังขึ้นมาอย่างมาก นั่นหมายถึงการเสพย์และสร้างสิ่งบังเทิงของญี่ปุ่นที่มากขึ้นแบบก้าวกระโดดอีกด้วย ถ้าจะเอาให้เข้าใจง่ายๆในช่วง1970 มีภาพยนตร์แอนิเมชั่นประมาณ50 เรื่องถูกสร้างและขายในญี่ปุ่น และในช่วง1980 นั้นมีการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นเพิ่มขึ้นมาถึง 4เท่าหรือ ราวๆ200เรื่องเลยทีเดียว และยังส่งขายไปต่างประเทศใกล้เคียงจนประสบความสำเร็จอย่างมากอีกด้วย
ถือว่าเป็นช่วงที่ตลาดอนิเมะและมังงะกำลังขยายตัว กำลังทดลองสิ่งใหม่ๆ หาฐานลูกค้าใหม่ๆ พร้อมกับศิลปินที่มีความสามารถมากมายที่ผลิตออกมาในช่วงนั้นอย่างไม่ขาดสาย จนมาถึงจุดที่วงการพร้อมที่จะบุก “ตลาดนอก” แบบจริงๆจังๆแล้ว และ AKIRA ก็คือเรื่องที่ถูกเลือก
แน่นอนว่าก่อนหน้านั้นภาพยนตร์ของสตูดิโอ ghibli ได้ไปลองลุยตลาดนอกมาก่อนแล้วอย่างเรื่อง Castle in the Sky ในปี 86 จากเงินทุนประมาณ 3ล้านดอลลาร์ สามารถขายในญี่ปุ่นเพียวๆได้ถึง 16ล้านดอลลาร์ ยังไม่รวม home video ที่ถล่มทลายจนถึงหลัก 100ล้าน แต่ด้วยโรงที่น้อยและการพากย์ทับภาษาอังกฤษสมัยนั้นที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนทั้งเนื้อหาและบทพูดจากต้นฉบับไปอย่างมาก จนตัวหนังทำผลงานนอกบ้านได้ไม่ดีนัก
ในปี 1982 หนุ่มไฟแรง นาม คัทสึฮิโระ โอโตโมะ ที่เพิ่งจะประสบความสำเร็จจากซีรีส์มังงะของเขาอย่าง Domu ที่ขายได้มากกว่า 5แสนชุดและทำให้เขาได้รางวัล Nihon SF Taisho Award พูดง่ายๆก็คือรางวัลสำหรับเรื่องราว sci-fi ยอดเยี่ยม ซึ่งในยุค 80 นั้นด้วยความสำเร็จของภาพยนตร์อย่าง star wars ปลุกทั้งโลกให้คลั่งไคล้ความ sci-fi แน่นอนว่า โอโตโมะ ก็คือหนึ่งในนั้น และเขากำลังจะเขียนมังงะที่เปลี่ยนวงการแอนิเมชั่นไปตลอดกาล
อากิระ ผลงานที่ได้รับแรงบรรดาลใจมาจากความเป็น cyberpunk ของ blade runner ผสมผสานเข้ากับสภาพของประเทศที่พ่ายสงคราม และประเด็นทางการเมืองกับชีวิตที่หนักอึ้งทั้งหลายนั้น เพียงเล่มแรกที่ออกมาก็สามารถก้าวข้ามยอดขายเรื่องก่อนๆของโอโตโมะได้ทั้งหมด และยังถือว่าเป็น1ในหนังสือการตูนแนวไซเน็น (ผู้ใหญ่) ที่มียอดขายต่อกรกับหนังสือการ์ตูนโชเน็น (วัยรุ่น) ได้เลยทีเดียว และกลายเป็นมังงะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเรื่องนึงในตอนนั้นวิ่งคู่มากับดราก้อนบอล
และด้วยความที่มีฉากหลังธีม cyberpunk และความเป็น sci-fi ที่น่าจะขายได้ง่ายกว่ากับตลาดต่างประเทศ Akira จึงได้ถูกเสนอให้นำมาสร้างเป็นหนังตั้งแต่ยังเขียนไม่จบด้วยซ้ำ
ในทีแรกนั้นโอโตโมะเขาไม่ต้องการที่จะเสียเวลาจากการวาดมังงะไปกับการสร้างหนัง แต่ด้วยเงินทุนเกินกว่า 10ล้านเหรียญ เรียกว่ามากที่สุดตลอดกาลของภาพยนตร์แอนิเมชั่นจากญี่ปุ่นในตอนนั้น และอำนาจในโปรเจคที่มอบให้เขาสามารถดูแลงานสร้างได้แทบทั้งหมด โดยนี่เป็นโปรเจคยักษที่เป็นการร่วมทุนกันของบริษัทชื่อดังถึง 7 บริษัท Kodansha, Mainichi Broadcasting System, Bandai, Hakuhodo, Toho, Laserdisc Corporation และ Sumitomo Corporation ที่ล้วน support เงินทุนให้หนังเพียงเรื่องเดียว โดยหวังให้มันเจาะตลาดโลกให้ได้
และในด้านเทคนิคเองมันก็เป็นภาพยนตร์ที่ล้ำสมัยอย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่นการใช้คอมพิวเตอร์ผสมผสานกับการวาดมือแบบดั้งเดิม เทคนิคระดับเดียวกับพวก อลาดิน, ลิตเติ้ล เมอ์เมด ซึ่งถูกใช้เป็นครั้งแรกในภาพยนตร์แอนิเมชั่นญี่ปุ่นด้วย แถมยังวาดมือโดยใช้ frame rate ที่ 24 หมายถึงใน 1วินาทีต้องวาดถึง 24ภาพ มากกว่าแอนิเมชั่นญุี่ปุ่นทุกเรื่องที่เคยทำมาทั้งหมดเพื่อให้ได้ฟิลประหนึ่งภาพยนตร์จริงๆ และสรุปรวมมีภาพที่วาดไว้ถึง 160,000ภาพเลยทีเดียว และด้วยความละเอียดละออแบบสุดโต่งของ โอโตโมะ เขายังได้ใช้ quick action recorder เพื่อแก้ไขฉากที่ไม่ดีพอจนงานเพิ่มมากกว่าเดิม2-3เท่า
ด้านเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดา มันได้ใช้เพลงชนพื้นเมืองโบราณของญี่ปุ่น โดยกลุ่ม Geinoh Yamashirogumi ที่เป็นการรวมตัวกันของชนพื้นเมืองที่พยายามรักษามรดกวัฒนธรรมเพลงชนเผ่าไว้มาบรรเลงให้
ด้วยทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้มันกลายเป็นหนังที่ใช้ทั้งเงินและเวลาในการสร้างแทบจะเรียกว่าไม่จบสิ้น และถูกตราหน้าด้วยความคาดหวังที่หนักอึ้ง แบบไม่เคยมีมาก่อน
แต่ เมื่อมันออกฉายในญี่ปุ่น.....มันกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า และทำเงินได้เพียง 7.5ล้านเท่านั้นตลอดการฉาย หรือเรียกง่ายๆว่าขาดทุนย่อยยับในบ้านนั่นแหละครับ และแม้แต่ตัว โอโตโมะ นั้นที่ได้ชมรอบปฐมทัศน์ของตัวหนัง ยังต้องเดินหงอยๆกลับบ้านมาบอกภรรยาว่า “มันเป็นหนังที่ล้มเหลว”
อาจจะบอกได้ว่าในช่วงที่มันออกมาในตลาดญี่ปุ่นนั้นรูปแบบการเสพย์อนิเมะและมังงะของคนในตอนนั้นก็ได้เปลี่ยนไปอย่างมากแล้ว ซึ่งน่าจะไม่ต้องบอกว่าเป็นเพราะความโด่งดังของ รูปแบบการ์ตูนที่เบาสมองและเสพย์ง่ายกว่าของ shonen jump อย่างดราก้อนบอล หรือ ภาพยนตร์ที่มีความน่ารักและเนื้อหาเบาๆของ Ghibli กับหนังอย่าง totoro ทำให้การเปิดตัวของอากิระนั้นน่าผิดหวังอย่างที่เป็น
และยิ่งซ้ำร้ายตัวภาพยนตร์ที่ตั้งใจจะนำไปเจาะตลาด ต่างประเทศ กลับได้ผู้จัดจำหน่ายเจ้าเดียวกับ ghibli ที่ทำผลงานย่ำแย่จนตัวหนังขายไม่ออกมาแล้วในปี 86 โดยหนังเรื่องนี้ถูกปฏิเสธการจัดจำหน่ายจากทั้ง Steven Spielberg และ George Lucas ที่มองว่ามันไม่น่าจะประสบความสำเร็จได้
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมันได้ออกฉายจริงๆด้วยโรงจำกัดใน US นั้น มันกลับกลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่เปลี่ยนทุกอย่าง ทั้งกับวงการอนิเมะของญี่ปุ่นเอง และกับวงการภาพยนตร์ทั่วโลกด้วยเช่นกัน
นี่เป็นแอนิเมชั่นจากญี่ปุ่นเรื่องแรกที่สามารถทำเงินจริงๆจังๆอย่างไม่เคยมีมาก่อนได้จากตลาดต่างประเทศ โดยสิริรวมแล้วมันสามารถทำเงินได้ถึงราวๆ50ล้านเหรียญทั่วโลก 5เท่าจากทุนสร้างเลยทีเดียว
แต่ทำไมมันถึงประสบความสำเร็จได้มากขนาดนั้นจากตลาดนอก?
ลองนึกภาพดู ภาพยนตร์ของ Hollywood ภาพยนตร์ทั่วไป กับ ภาพยนตร์ Animation นั้นแทบจะเรียกได้ว่าถูกแบ่งฐานคนดูออกจากกันอย่างชัดเจน ภาพยนตร์ทั่วไป จะเน้นหนักไปทางผู้ชมที่มีอายุตั้งแต่วัยรุ่นไปถึงกลุ่มคนทำงานหรือกลุ่มครอบครัวแซมๆบ้าง แต่สำหรับแอนิเมชั่นนั้นเจาะตลาดขายเด็กโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะผลิตมาจากค่ายไหนก็ตาม ตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้เส้นแบ่งนี้ของ Hollywood ก็ยังไม่จางไปเท่าไหร่ แต่กลับกันภาพยนตร์แอนิเมชั่นของฝั่งญี่ปุ่นที่มีความหลากหลายมากกว่า มีความลึกซึ้ง รุนแรง แบบที่หาดูไม่ค่อยได้จากแอนิเมชั่นทั่วๆไป และ Akira ได้กลายเป็นระเบิดปรมาณูทางวัฒนธรรมที่ทำให้ perception การเสพย์แอนิเมชั่นของคนทั้งโลกเปลี่ยนไป และกลายเป็น1ในผลงานที่กระจายวัฒนธรรมความกล้าบ้าบิ่นของศิลปะตะวันออก จนเริ่มมีการนำเข้าหนังและการ์ตูนจากญี่ปุ่นเข้าสู่ตลาดนอก ในเวลาต่อมาสร้างฐานแฟนคลับ"อนิเมะ"ไปทั่วตะวันตกมาจนถึงทุกวันนี้
และอากิระเองก็ยังกลายมาเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้เกิดผลงานที่โด่งดังระดับโลกอีกมากมายเช่น ghost in the shell, Cowboy bebop รวมไปถึงสร้างแรงบรรดาลใจให้กับศิลปินผู้กำกับมากมายทั้งเก่าใหม่เช่น looper ของ Ryan Johnson หรือ Stranger Things ของ Duffer Brothers และไปรวมอยู่เป็น Cameo นับไม่ถ้วนในหนัง hollywood โดยเฉพาะซีนขี่มอเตอร์ไซค์
ความสำเร็จของมันยังทำให้เหล่าสตูดิโอในอเมริกาสนใจที่จะเริ่มทำการ์ตูนที่เน้นกลุ่มผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่ดูบ้าง จนเกิดเป็นซีรีส์แอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จอย่าง Batman: The Animated Series ที่ฉายในปี1992 และอีกมากมายหลังจากนั้น
แม้แต่ตัว Steven Spielberg ที่เคยปฏิเสธหนังเรื่องนี้เองก็ยังต้องนำรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอก คาเนดะ จาก Akira มาเป็นยานพาหนะหลักของตัวเอกในหนังของเขาอย่าง Ready Player One
ถ้าใครได้แวะเวียนมาอ่านบทความนี้แล้วสนใจ ลองไปหาหนังสือมังงะมาอ่านดู แล้วคุณจะเข้าใจถึงความสำคัญของ AKIRA แอนิเมชั่นที่มีอิทธิพลที่สุดเรื่องนึงของโลก
"มอเตอร์ไซค์ของฉันถูกสร้างมาให้ฉันขับได้คนเดียวเว้ย อย่างแกน่ะมือไม่ถึงหรอก!"
- คาเนดะ