03/01/2022
จอมกษัตริย์นาคา 9 พระองค์ ผู้ปกครองเมืองบาดาลทั้งหมด มีกษัตริย์นาคา(นาคาธิบดี)ปกครองคนละเขตแดนรวมทั้งหมด 9 พระองค์ ดังนี้
9. พระครรตะศรีเทวานาคราช
ก้อมาถึงองค์นาคาธิบดีองค์สุดท้ายแล้วนะครับสำหรับองค์พ่อพระครรตะศรีเทวานาคราชนี้มีเรืองเล่าขานค่อนข้างยาวมากแอดขออนุญาตแบ่งออกเป็นEPเพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจกันมาขึ้น
EP 1. พระนามขององค์พ่อ “พญาครรตะศรีเทวานาคราช”
พญานาคราชท่านนี้แปลกกว่าพญานาคราชองค์อื่นๆ ที่ ท่านนี้ไม่ได้มีวังบาดาลที่อยู่ในน้ำ แต่มีวังที่อยู่บนปราสาท ซึ่งตั้งอยู่บนผืนดิน ดังนั้น พญานาคองค์นี้มีลำตัวสีน้ำตาลเข้ม เหมือนสีของดิน ณ เขาพนมกุเลน ซึ่งเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยเหล่าเทพที่มีฤทธิ์ และเหล่าฤาษี โยคีที่มีตบะแก่กล้า มาบำเพ็ญเพียรเป็นเวลาหลายพันปี (ปัจจุบันเขาพนมกุเลนอยู่ในเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา) ได้มีชายหนุ่มสองพี่น้องเป็นคนตัดไม้ ได้เดินทางมายังเขาพนมกุเลนเพื่อตัดไม้และหาของป่า คนพี่ชื่อ “ครรตะ” ส่วนคนน้องชื่อ “สุริยัน” ทั้งสองรักกันมาก มีอะไรก็แบ่งปันกัน จนวันหนึ่งขณะแยกย้ายกันหาของป่าในเขาพนมกุเลน ทั้งสองได้เกิดพลัดหลงกัน ต่างตามหากันไม่พบ เพราะหลงไปในป่ามนต์ที่เกิดจากฤทธิ์ของโยคี ทั้งสองหากันหลายวันแต่ไม่พบ สุริยันผู้น้อง ได้อธิษฐานต่อเทวดาองค์หนึ่งให้ช่วย และได้มีเสียงดังมาว่า จะช่วยให้เจอ แต่จะถวายสิ่งใดเป็นการตอบแทน เขาตอบว่า จะสร้างศาลบูชาท่านให้ เทวดาองค์นั้นตอบตกลง และดลใจให้ทั้งสองได้เจอกัน ทั้งสองเจอกันรู้สึกดีใจอย่างมาก กอดกันร้องไห้ และสุริยัน ได้ทำตามสัจจะแก่เทวดา โดยสร้างศาลให้ โดยครรตะผู้พี่เป็นคนมีความชำนาญในการตัดไม้ ใช้ขวานในมือ ตัดไม้ในป่ามา ส่วนคนน้องมีทักษะในการสร้างเรือนไม้ จึงนำไม้ที่พี่ชายตัดไว้มาสร้างศาลถวาย
เมื่อสองพี่น้องได้สร้างศาลถวายเสร็จ เทวดาองค์นั้นมาปรากฏและกล่าวขอบใจ แต่ท่านมีวิมานอยู่แล้วไม่ได้อยู่ในศาลนี้ และจะรอการสร้างศาลที่ใหญ่กว่านี้มากในภายหน้าจากสองพี่น้องคู่นี้ที่จะสร้างให้อย่างยิ่งใหญ่ ณ ที่แห่งนี้ ทั้งสองเอ่ยถามชื่อเทวดาองค์นี้ เทวดาตอบว่า เราคือ พระวิษณุ มาเพื่อรอการสร้างศาลยิ่งใหญ่จากทั้งสองที่จะสร้างถวายท่านในวันหน้า และถามทั้งสองว่า หากชาติหน้าเกิดใหม่ได้จะเกิดเป็นใคร คนน้องสุริยันบอกว่า หากเกิดชาติหน้าจะขอติดตามรับใช้พระวิษณุ ณ วิมานของท่าน ส่วนคนพี่ จะขอเกิดมาเป็นเทวดาบำเพ็ญบารมีที่พนมกุเลนนี้ พระวิษณุจึงให้พรเป็นไปตามนั้น
ต่อมาทั้งสองใช้ชีวิตในพนมกุเลน และปฏิบัติธรรมจนถึงวัยชราและตายจากไป พรที่เคยขอไว้จึงสัมฤทธิ์ผล คนพี่ ครรตะ มาเกิดเป็นเทวดาในขาพนมกุเลนสถานที่เดิม มีนามว่า ครรตะศรีเทพบุตร และมีอาวุธวิเศษติดมาด้วย คือ ขวานวิเศษ เป็นสุดยอดอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงที่พระวิษณุประทานให้เป็นรางวัล ซึ่งสามารถฟาดฟันศัตรูให้พินาศเพียงแค่ตวัดกวัดแกว่งแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ส่วนคนน้อง ได้เคยขอตามไปรับใช้พระวิษณุ จึงได้ไปเกิดเป็นพญานาค ณ ท้องมหาสมุทรไกลออกไปจากพนมกุเลน และรับใช้พระวิษณุ ณ เกษียรสมุทร มีนามว่า “สุริยคุปต์” โดยมีชุดเกราะสุริยัน อันเป็นเกราะทิพย์ที่พระวิษณุประทานให้ จากผลบุญที่ได้สร้างศาลถวายท่าน โดยชุดเกราะนี้สามารถป้องกันอาวุธใดก็ได้ในโลกนี้, ทั้งสองพี่น้อง ไม่เคยได้พบเจอกันเลย เพราะกระจายจุติไปคนละที่ ครรตะศรี ได้ฝึกกรรมฐานในเขาพนมกุเลน จนบรรลุวิชาชั้นสูง มีฤทธิ์เดชอำนาจมหาศาล และ ปกครองดูแลเขาพนมกุเลน เพราะไม่มีใครจะมีฤทธิ์อำนาจ และ พละกำลังเท่าเทียมเขา จึงได้เป็นใหญ่ ณ ที่แห่งนี้, กาลเวลาผ่านไป ครรตะศรี ได้คิดถึงน้องชายตนเองที่เป็นพญานาค แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่แห่งใด และชื่อใด จึงได้ออกจากพนมกุเลนเพื่อตามหาน้องชายในชาติก่อน และหากได้เจอต่อหน้าก็จะจำได้ ด้วยตนเองมีฤทธิ์อำนาจมาก จึงเกิดความคะนอง ขณะที่ตามหาน้องชายตนเอง ก็ท้าประลองฝีมือกับเหล่าเทวดา และพญานาคตามที่ตนเองผ่านทางไป ก็ได้รับชัยชนะมาตลอด ,ครรตะศรี ได้ถามพญานาคที่แพ้ให้ตนว่า พญานาคตนใดที่เก่งกาจที่สุดให้เอ่ยชื่อมา เพราะเชื่อว่าพญานาคที่เก่งที่สุด คงจะเป็นน้องชายของตนเอง เพราะสร้างบุญมาด้วยกัน ฝีมือคงจะสูสีกัน พญานาคเหล่านั้นต่างบอกว่า พญาวาสุกรีนาคราช เป็นเลิศที่สุด
ดังนั้น ครรตะศรี จึงเข้าใจว่าพญานาคองค์นี้ต้องเป็นน้องชายตนเองแน่ จึงเดินทางไปยังวังบาดาลของพญาวาสุกรี โดยขอทดสอบฝีมือก่อนเพื่อให้แน่ใจ,พญาวาสุกรี เมื่อมีผู้มาหาถึงที่ และได้รับการท้าประลองฝีมือ ตนเองเป็นยอดนักรบอยู่แล้ว จึงตกลงรับท้าประลอง การปะทะกันระหว่างพญานาคที่เก่งกาจที่สุด กับ เทวดาแห่งเขาพนมกุเลน เป็นไปอย่างดุเดือดจนสั่นสะเทือนไปทั้งภพบาดาลและภพสวรรค์ แต่ไม่อาจหาผู้แพ้ชนะได้ เพราะทั้งกำลังและฤทธิ์ของทั้งคู่สูสีกัน แต่พญาวาสุกรีรู้ว่า ตัวเองได้เปรียบในการสู้ในครั้งนี้ เพราะเป็นการสู้ในน้ำ ซึ่งพญาวาสุกรี ถนัดที่สุด แต่ ครรตะศรีไม่ถนัดในน้ำ แต่หากไปสู้ในอากาศหรือพื้นดิน ตนจะต้องแพ้แก่ครรตะศรีแน่นอน ส่วนครรตะศรีเทพบุตร รู้ทันทีว่า พญานาคนี้ไม่ใช่น้องชายตนเอง จึงได้ขอตัวลาไป พญาวาสุกรี อยากได้ครรตะศรีมาเป็นพวกตน จึงหาสิ่งล่อใจมาให้ ท่านได้เชิญให้ครรตะศรี ไปเยี่ยมชมและพักผ่อนในวังบาดาลของตนเอง
ครรตะศรี ที่มีภารกิจตามหาน้องชาย ก็คิดว่าจะมาแวะชมวังบาดาลนี้ชั่วครู่ก่อนจะลาจากไป แต่เมื่อได้เห็นสิ่งต่างๆ ภายในวังบาดาลที่มีความวิจิตรงดงามอย่างยิ่ง ในเมืองประดับไปด้วยเพชรพลอยทองคำระรานตา ซึ่งต่างจากพนมกุเลนที่ตนเคยอยู่ ซึ่งเป็นป่าไม้ ภูเขา ไม่มีสิ่งเย้ายวนชวนหลงใหลเช่นนี้เลย เมื่อได้ทานอาหารทิพย์จากวังบาดาล ก็มีรสเลิศกว่า อาหารที่ตนเคยทานมาก่อน และยิ่งเห็นนางนาคีที่ออกมาร่ายรำต้อนรับ ซึ่งแต่ละนางมีความงดงามแช่มช้อย จึงเกิดความพิสมัยยิ่งนักโดยเฉพาะเมื่อได้พบกับ พระนางศิริมายานาคินีเทวี ผู้เป็นราชธิดาของพญาวาสุกรี ที่มีความงดงามเป็นเลิศที่สุดกว่านางนาคีใด จนครรตะศรี เกิดหลงรักอย่างสุดหัวใจ แต่ได้แต่เก็บงำความรู้สึกนี้ไว้ในใจ,และขณะที่ครรตะศรีได้เสพสำราญในวังบาดาลในฐานะแขกรับเชิญนั้นเอง ทางวังบาดาลของพญาวาสุกรี กำลังมีเรื่องใหญ่กับทางทัพพญานาคอีกฝ่ายที่มีข้อพิพาทเรื่องดินแดนกัน นำโดยพญานาคผู้เรืองฤทธิ์ ๒ ตน ที่พญาวาสุกรีไม่อาจเอาชนะได้ พญาวาสุกรี จึงได้นำทัพออกรบกับกองทัพพญานาคคู่อริซึ่งนามว่า พญาจันทรคุปต์ พญาวาสุกรีแม้จะมีฝีมือเก่งกาจเพียงใด แต่ไม่อาจชนะได้ และเห็นว่าควรให้ ครรตะศรี มาช่วยสู้รบด้วย ซึ่งฝีมือและพละกำลังของครรตะศรีนั้นเก่งกาจยิ่ง สามารถต่อกรกับคู่อริได้ไม่ยาก แต่พญาวาสุกรีคิดว่า จู่ๆ จะให้ครรตะศรีมาช่วยสู้รบให้ตนนั้นเกรงเขาจะไม่ยินยอม จึงคิดอุบายจะยกพระธิดาของท่าน ซึ่งเป็นที่หมายปองของครรตะศรีอยู่แล้วให้ ครรตะศรี เมื่อรู้ข่าวนี้ ในใจยินดีปรีดาเป็นที่สุดที่นางที่ตนหลงรักจะได้เป็นคู่ชีวิตของตน จึงรับปากตกลงจะช่วยสู้รบ
การออกรบในครั้งต่อมา ครรตะศรี เป็นหัวแรงใหญ่ในการนำทัพพญานาคออกสู้รบกับทัพพญาจันทรคุปต์ คู่อริ และด้วยอานุภาพแห่งกำลังฤทธิ์และอาวุธขวานวิเศษของครรตะศรี จึงกำราบกองทัพพญาจันทรคุปต์ นั้นลงได้ และพญาจันทรคุปต์ ได้รับบาดเจ็บหนักจนต้องยกทัพกลับไปรักษาตัวอีกนาน ชัยชนะในครั้งนี้ เป็นผลงานของครรตะศรีล้วนๆ จึงเกิดการเฉลิมฉลองไปทั้งวังบาดาล ทั้งฉลองชัยชนะ ควบคู่ไปกับการฉลองงานวิวาห์ระหว่าง ครรตะศรี และ พระนางศิริมายานาคินี ราชธิดา,หลังจากที่แต่งงานกันแล้ว พญาวาสุกรี จึงได้แบ่งอาณาเขตของวังบาดาลทางตอนใต้ ให้กับครรตะศรีปกครองดูแล แต่ทว่า การจะอยู่ในวังบาดาลได้นั้น ต้องเป็นพญานาคเท่านั้น ครรตะศรี เป็นเทวดา ไม่ใช่พญานาค จึงไม่อาจจะอยู่ในวังบาดาลได้ เพราะวังบาดาลแม้จะเป็นทิพยวิมานที่มีความวิจิตรงดงาม แต่หากอยู่ไปนานเข้า จะได้รับพิษของพญานาคที่ออกมาจากลมหายใจ ซึ่งจะทำอันตรายต่อครรตะศรี ดังนั้นวิธีเดียวที่จะให้ครรตะศรี สามารถอยู่ในวังบาดาลได้นั่นคือ ตนเองจะต้องกลายเป็นพญานาค และต้องลืมเลือนความทรงจำที่เป็นเทวดาเสียก่อน,ครรตะศรี มีความรักอย่างยิ่งต่อผู้เป็นภริยาซึ่งเป็นพญานาคที่งดงามยิ่ง และหลงใหลในทิพยวิมานในวังบาดาล จึงตกลงจะกลายเป็นพญานาค โดย พญาวาสุกรีได้ ร่ายมนต์แปลงให้ครรตะศรี กลายเป็นพญานาค และกินต้นไม่ทิพย์ในวังบาดาลเพื่อให้ลืมเลือนความทรงจำ จนตนเองได้ลืมเลือนทุกอย่างเกี่ยวกับตนเอง และลืมความตั้งใจจะตามหาน้องชาย ในที่สุด ครรตะศรี จึงกลายเป็นพญานาคในบัดนั้นเอง แม้ตนเองจะลืมความเป็นเทวดา แต่ตนเองก็ยังมีสภาวะของเทวดาอยู่โดยชาติกำเนิด จึงกลายเป็นครึ่งพญานาค ครึ่งเทวดา ท่านจึงมีนามว่า “พญาครรตะศรีเทวานาคราช”
#พยานาคราช #พญานาคราช #บูชาพยานาคราช #พ่อปู่พญานาคราช