01/03/2022
“เราพบว่าเด็กที่อยู่ในกรอบ อยู่ในครรลอง อยู่ในความคาดหวัง ล้วนแต่เป็นโรคซึมเศร้า ต้องการไปหาจิตแพทย์ เพราะเขาถูกบีบคั้นตั้งแต่อนุบาล พออยู่ประถมก็ต้องเรียนพิเศษเสาร์-อาทิตย์ เรียนวิชาการ เรียนบัลเลต์ ฟุตบอล กีฬา เรียนทุกอย่าง จนเด็กไม่ค่อยมีเวลาที่จะนอนเอกเขนกบ้าง …ครูสอนอะไรก็ไม่รู้ ไม่ได้สอนเรื่องทักษะชีวิต นั่งทำแบบฝึกหัดอย่างเดียว ทำแล้วสอบ จดแล้วจำ จำแล้วสอบ สอบแล้วลืม วนอยู่อย่างนี้สิบปี
“เด็กไม่มีความสุข ไม่รู้ว่าชีวิตต้องเดินไปต่อยังไง คำพูดว่าเด็กอยากฆ่าตัวตาย เราได้ยินบ่อยมากๆ เด็กผู้ชายคนหนึ่งบอกแม่ว่า “ถ้าจะต้องเรียนแบบนี้ ตายดีกว่า” เพราะมันไม่เห็นจะมีอะไรใหม่เลย ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แล้วจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร แม่ฟังแล้วก็ร้องไห้น้ำตาแตก
“เรื่องใหญ่คือพ่อแม่อยากแข่งขัน ลูกคือหน้าตาของเรา มากกว่านั้นคือ “อ๋อ โลกของเด็กมันกว้าง ยัดลงไป มีอะไรก็ยัดลงไป” ยิ่งทำแบบนี้ เด็กยิ่งเสียหาย อีกทั้งการศึกษาเราแย่มาก ตกต่ำอย่างที่สุด ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาคนเพื่ออยู่ในโลกข้างหน้า …กระทั่งว่าภาครัฐก็ไม่เคยสนใจ ไม่คิดจะแก้ปัญหา ทั้งที่คุณมาบริหารประเทศ ไม่ได้มาบริหารแค่ทรัพยากร แต่ต้องบริหารคนด้วย คุณมีหน้าที่สร้างพื้นที่ให้คนในประเทศนี้เติบโตเพื่อรับภารกิจสังคมข้างหน้าต่อไป ถ้าคุณไม่คิดเรื่องนี้ กลับไปคิดแต่การจัดสรรที่ดิน ป่า ภูเขา แม่น้ำ แต่คุณไม่เห็นคน มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ในที่สุดคนของเราก็ขาดคุณภาพเป็นส่วนใหญ่
“โดยเฉพาะระบบที่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด คือระบบการศึกษาที่ไม่ flexible ยังยึดอยู่ในกรอบ การวัดระเบียบยังอยู่ที่เรื่องการตัดผม ชายกระโปรง แต่กลับไม่สนใจเลยว่าคุณกำลังพูดอะไรกับสมองเขา คุณไม่สนใจเลยว่าทุกคำพูดที่เราพูดกับเด็ก สมองเขามีปฏิกิริยาทั้งสิ้น ถ้าเป็นสมองเด็กเล็กๆ เวลาเราพูดแบบนี้มันก็งอกไป แต่จะงอกแบบคุดหรืองอกแบบอิสระ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณพูดอะไรลงไป
“เพราะฉะนั้นการศึกษาที่กำหนดว่าเป็นขั้นพื้นฐาน 12 ปี คือช่วงเวลาที่คุณกำลังทำงานกับสมองเขาทั้งหมด คุณกำลังฟอร์มบุคลิกภาพให้เด็ก คำพูดที่ว่า “เราปลูก เราฝัง เราบ่ม เราเพาะ” สะท้อนว่าเรากำลังปั้นเด็กทั้งสิ้น คำถามคือเราปั้นเขาไปสู่ทิศทางไหน ปั้นด้วยความรู้ความเข้าใจอะไร ปั้นด้วยการมองเห็นเป้าไหมว่าข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น นี่เป็นคำถามที่ต้องใส่ไปที่ระบบการศึกษา
“เรื่องพ่อแม่เราปฏิเสธไม่ได้ การศึกษาก็ปฏิเสธไม่ได้ แล้วระบบโครงสร้างทั้งหมดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราให้ความสำคัญกับมนุษย์ไม่พอ เราถึงได้เจอมนุษย์ที่กลายเป็นคนอ่อนเปลี้ยเสียขา ด้อยค่าไปหมด แล้วถ้าไม่รีบแก้ เรื่องนี้จะกลับมาซ้ำเติมสังคมเองในที่สุด
“ดังนั้นผู้นำในสังคมทั้งหลายต้องรีบกลับมามองเรื่องนี้ เรื่องอื่นพักไว้ก่อนบ้างก็ได้ ทางด่วน รถไฟฟ้า เรือดำน้ำ จะช้าไปหน่อยก็ได้ แต่เราต้องลงทุนเรื่องคน เราเพิ่มค่าอาหารเด็ก จาก 20 เป็น 21 บาท สู้กันแทบตายกว่าจะได้มา 1 บาท ในขณะที่เรือดำน้ำหมื่นล้าน ไอพ่นหลายหมื่นล้าน นี่คือเรื่องการเมืองล้วนๆ ถ้าเราไม่ทำ เด็กของเราจะเสียโอกาส ทั้งๆ ที่เรามักพูดอยู่เรื่อยว่า สมองเราไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์ทั้งโลก แต่สภาพแวดล้อมในประเทศเราต่างหากที่ทำให้เราต่ำต้อย
“เรารู้จักคุณหมอประเสริฐครั้งแรก จากจดหมายพร้อมต้นฉบับที่คุณหมอเขียนแล้วส่งมาที่นิตยสาร Life & Family ช่วงนั้นเป็นปี 2540 การ์ตูนญี่ปุ่นเข้ามาเยอะพอสมควร ทำให้มีกระแสว่า เด็กควรอ่านหรือไม่ควรอ่าน การ์ตูนพวกนี้ดีหรือไม่ดี งานเขียนของคุณหมอไม่ได้มาในนามของจิตแพทย์ ไม่ได้มาบอกว่าควรอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ แต่มาในรูปแบบที่ว่า หนึ่ง - ช่วยให้เรารู้จักการ์ตูนดีขึ้น สอง - ทำให้เรารู้สึกว่าการ์ตูนมีประโยชน์มากหากเด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้
“เริ่มมารู้จักคุณหมออย่างเข้มข้นตอนทำเรื่อง EF (Executive Function) ด้วยกัน พอเราได้รู้จัก EF ปุ๊บ มีความรู้สึกว่าตัวเองซาโตริ (ตื่นรู้) “เฮ้ย ไอ้ที่เราทำ ‘รักลูก’ มาตั้ง 20-30 ปี ที่จริงจับเรื่องนี้ให้ดีเรื่องเดียว มันน่าจะเป็นทางออกได้” ก็เลยรีบโทรไปหาคุณหมอ บอกว่า “คุณหมอ พี่ได้ฟังเรื่องนี้ แล้วก็ลองไปตามอ่านเปเปอร์ เฮ้ย พี่ว่ามันสำคัญนะ”
“EF คือกระบวนการทำงานของเส้นใยประสาท สิ่งสำคัญคือ เมื่อมันถูกบอกซ้ำๆ ทำซ้ำๆ เส้นใยประสาทมันจะฝังตัว เหมือนฝังชิพ เวลาแม่สอนให้เราทำอะไรแล้วรู้จักเก็บ ครั้งแรกสมองเราไม่ชิน ตอนเราสองสามขวบ เราเล่นของเล่น แล้วเราก็ทิ้งไว้ แม่บอกเก็บนะลูก มา แม่ช่วยเก็บ สมองเราก็จะเรียนรู้เรื่องการเก็บ แล้วเราก็จะจำได้ว่า เล่นแล้วเก็บ เพราะฉะนั้นหากทำอย่างนี้สักเดือนหนึ่ง ในที่สุดแม่ไม่ต้องบอกอีกแล้ว เราจะเล่นแล้วเก็บด้วยตัวเอง เพราะสมองมีช่องทางของมัน นี่คือการวางโครงสร้างของสมอง เรื่องนี้สำคัญ
“เมื่อเราเข้าใจว่า มนุษย์มีสมอง 3 ส่วนหลัก คือ สัญชาตญาณ อารมณ์ และความคิด สัญชาตญาณคือการเอาตัวรอด แม่ถือไม้มา จะวิ่งหรือจะสู้แม่ นี่คือสัญชาตญาณ ส่วนอารมณ์คือ แม่ไม่ให้ก็ดิ้นทันที ร้องทันที กรี๊ดทันที เราจะทำยังไงให้สมองส่วนคิดสามารถกำกับอารมณ์และสัญชาตญาณได้ นั่นก็คือกระบวนการสอน ช่วง 6 ขวบนี่แหละจะเป็นการสอนให้เขาใช้สมองส่วนคิด เพื่อกำกับสมองส่วนอารมณ์ แล้วก็ไปกำกับส่วนสัญชาตญาณ
“คุณหมอจะย้ำเรื่องหนึ่งมากๆ คือ เราต้องทำงานกับท้องถิ่น พูดง่ายๆ คือต้องไม่ไปฝันกับกระทรวง เพราะคนท้องถิ่นเขารักลูกรักหลานเขา คนที่กระทรวงไม่ได้รักลูกรักหลานที่ไหนหรอกนอกจากลูกของตัวเอง ฉะนั้นเราต้องทำงานในพื้นที่ของการกระจายอำนาจ
“ที่ผ่านมาวงการพัฒนาเด็กมักจะจำกัดอยู่แค่พัฒนาการเด็ก ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้แวดวงนี้มักจบแค่ ความสุข ความรัก ความเมตตา กรุณา ความปรารถนาดีต่อเด็ก แต่ในโลกที่มันเป็น VUCA (ย่อมาจาก V-volatility ความผันผวน, U-uncertainty ความไม่แน่นอน, C-complexity ความซับซ้อน และ A-ambiguity ความคลุมเครือ) แบบนี้ อีกทั้งสถานการณ์ในประเทศไทยก็มีลักษณะอย่างที่เห็น ทำให้เราเห็นความชัดเจนมากขึ้นว่าเด็กโตอย่างนั้นไม่ได้หรอก เด็กโตอย่างที่เราหวังไม่ได้หรอก ถ้าสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองเรามันไม่เปลี่ยน
“ถ้าประเทศเราลงทุนสร้าง EF ให้เด็กทุกปี เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ จากที่คุณเสียปีละ 393,000 ล้านบาท ไปกับการจัดการยาเสพติด มันจะสร้างมนุษย์ที่ยืนยันได้ว่าเขาจะไม่ติดยา หรือถ้าติดก็น้อยมาก ต้องยอมรับว่ามนุษย์มันก็มี defect (ข้อบกพร่อง) บ้าง แต่อยู่ในสเกลที่รับได้ ไม่ใช่สเกลแบบทุกวันนี้ เด็กเกือบครึ่งใช้ยาเสพติด ประเทศนี้มันบ้าไปแล้ว แต่ถ้ามี EF ดีมาตั้งแต่เด็ก ต่อให้ไปลอง เขาก็จะเลิก หรือเมื่อไปบำบัดเขาก็เลิกได้ แต่เด็ก 90 เปอร์เซ็นต์ที่บำบัดแล้วเลิกไม่ได้ เพราะว่าสมองไม่ได้ถูกวางเส้นทางที่จะพาเขาไปสู่จุดของการตัดสินใจที่ดี
“EF นี่คือเรื่องประชาธิปไตยนะคะ EF ไม่อนุญาตให้กดขี่ สมองมนุษย์ต้องพร้อมที่จะเบ่งบานไปจนถึงขั้นสูงสุดของความเป็นมนุษย์ การที่สังคมไม่เป็นประชาธิปไตยมันเป็นความเศร้าของ EF เลย ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือธรรมชาติ มันคือสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนนะที่จะได้รับการพัฒนา EF”
---
อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มที่ https://waymagazine.org/interview-subhawadee-harnmethee/
---
บทสัมภาษณ์ชุด ‘นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ในการแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 18’ นี้ ประกอบด้วยการสนทนากับ ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์, จิราภรณ์ อรุณากูร, เรณู ศรีสมิต, สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ และ สุภาวดี หาญเมธี เพื่อประกอบตัวตนและความคิดของ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียน ในการแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 18 หัวข้อ ‘เลี้ยงลูกในโลกใหม่: พัฒนาการเด็ก ประชาธิปไตย และอนาคตใหม่ของทุกคน’
จัดงานโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันพุธที่ 9 มีนาคม 2565 รับชมการถ่ายทอดสดออนไลน์จากห้อง ศ 101 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ผ่านทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ EconTU Official และ way magazine เวลา 09.30-12.10 น.