Dek Dek Child ผ้าอ้อมห่อตัวมัสลินแบมบู สินค้าเด็กทั้งปลีก-ส่ง

Dek Dek Child ผ้าอ้อมห่อตัวมัสลินแบมบู สินค้าเด็กทั้งปลีก-ส่ง จำหน่ายสินค้าเด็กท้ังปลีก-ส่ง

26/04/2022
25/04/2022

เรื่องของลูก ไม่ควรรอ...
ทำทุกอย่างในวันที่เรายังมีโอกาส
เพราะเวลาย้อนกลับมาไม่ได้
.
เคยเป็นกันมั้ย? พอเป็นเรื่องของลูกแล้วคิดเยอะ
จะพาไปไหน จะให้อะไร กังวลโน่นนี่เยอะไปหมด
สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจ เสียเวลาไปเลย
.
ถ้าอยากพาลูกไปเที่ยว ก็วางแผนแพ๊คกระเป๋า
ไม่ต้องรอให้ลูกโตก็เที่ยวได้
ถ้าอยากเล่นกับลูก ก็ลงไปนั่งเล่นกับเค้า
ก่อนที่เค้าจะไม่อยากเล่นกับเรา
ถ้าอยากกอด อยากหอมลูก ก็ทำเลย
ส่งความรักผ่านการสัมผัสให้เค้าเยอะ ๆ
ก่อนที่เค้าจะไม่ยอมให้ทำ
ทำทุกอย่างตั้งเเต่ตอนนี้ ในวันที่เรายังมีโอกาส
.
อะไรที่มันไม่เดือดร้อนคนอื่นและตัวเอง
ก็ทำไปเถอะ เพราะไม่มีใครรู้ว่า
พรุ่งนี้จะเป็นยังไง
เราจะมีโอกาสได้อยู่กับลูกไปถึงเมื่อไหร่
เขายังต้องการเราเท่ากับวันนี้อยู่มั้ย
ทำทุกอย่างที่ควรทำและอยากจะทำ
ก่อนจะสายเกินไป
เพราะวันเวลาย้อนกลับมาไม่ได้
และวัยเด็กของลูกผ่านไปไวมากจริง ๆ
เขียนโดย คุณแม่ท่านหนึ่ง

28/03/2022

#เราไม่ควรเอาจุดด้อยของใครมาล้อเล่น

“ที่ผ่านมาการเป็นดารานักแสดง เราต้องอดทนกับการถูกทำร้าย ไม่ใช่ทางกาย แต่เป็นคำพูดแย่ๆ ที่คนอื่นพูดถึงเรา แบบไม่ให้เกียรติ เราต้องยิ้ม แกล้งทำเหมือนมันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรใดๆ (ทั้งที่ใจจริงโกรธเหลือแสน)”

เป็นคำพูดของ ‘วิล สมิธ’ ตอนที่เขาขึ้นไปรับรางวัลออสการ์ ดารานำชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง King Richard ในช่วงเช้าวันนี้ ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

จุดสำคัญไม่ได้เป็นตอนที่เขาขึ้นไปรับรางวัล แต่เป็นเหตุการณ์ก่อนหน้า เรื่องซึ่งใครๆ ไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น

นั่นคือ วิลเดินอาดๆ ไปตบหน้า ‘คริส ร็อค’ นักแสดงตลกผู้ทำหน้าที่พิธีกรของงาน เพราะคริสพูดล้อเลียนภรรยาของวิลบนเวที


คริสพูดล้อเลียนเกี่ยวกับภรรยาของวิลเรื่องที่เธอไม่มีผม ประมาณว่า “รอดูคุณ(พูดชื่อภรรยาวิลออกอากาศชัดเจน)แสดงในหนัง G.I. Jane ภาคสองนะ”

ซึ่ง G.I. Jane เป็นหนังที่นางเอกตัดผมสั้นทรงสกินเฮด ภรรยาของวิลนั้น ทุกคนในวงการทราบดีว่าเธอป่วยเป็นโรค Alopecia Areata ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันที่ทำให้ผมร่วง และเธอก็พยายามรักษาโรคนี้มาตลอดแต่ก็ไม่ดีขึ้น

หลังจากคริสพูดประโยคนี้ ทุกคนในงานต่างหัวเราะ เหมือนว่าเป็นเรื่องตลก

ตอนแรกวิลก็เหมือนจะหัวเราะไปด้วย แต่เมื่อหันเป็นเห็นหน้าภรรยา ภรรยาของเขาหน้าเจื่อนไป วิลรู้ว่าภรรยาคงจะรู้สึกแย่ (และบางครั้งการที่เราหัวเราะกับอะไรอย่างหนึ่งอาจไม่ได้หมายความว่าเราพึงพอใจก็ได้ บางคนหัวเราะทั้งทั้งที่ในใจรู้สึกแย่ก็มีนะคะเป็นการกลบเกลื่อน ไม่อยากให้ใครรู้ถึงความรู้สึกจริงๆ)

วิลเดินขึ้นไปบนเวทีตอนนั้นแล้วก็ตบหน้าคริสอย่างแรง ตะโกนประมาณว่า “นายอย่ามาทำปากพล่อยๆ พูดชื่อเมียชั้นแบบนี้” โดยใช้คำค่อนข้างหยาบ (F… mouth)


หมอไม่ได้บอกว่าการใช้ความรุนแรงแบบที่วิลขึ้นไปตบคริสนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่หมอมองที่มาที่ไปว่าทำไมวิลถึงโกรธมาก ทำให้เข้าใจความรู้สึกของภรรยาวิล และตัววิลเอง

เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ รูปลักษณ์ภายนอก จุดด้อย หรือความแตกต่างของคนอื่น เป็นสิ่งที่ไม่สมควรนำมาเหยียดหรือล้อเลียนกัน


แต่อาจเป็นเพราะที่ผ่านมา สังคมของเราที่เติบโตมาได้ปลูกฝังเรื่องการเหยียด ล้อเลียนรูปลักษณ์ และมองเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

ตั้งแต่จำความได้ ยกตัวอย่างในประเทศเรา เวลาดูรายการทีวี การกระทำหรือที่เขาเรียกว่ามุกตลก ที่เป็นการแสดงออกถึงการหยามเหยียดคนรอบข้าง เช่น 'อ้วน' 'ดำ' 'เตี้ย' 'โง่' หรือเหยียดหยามด้วยคำเรียกเชื้อชาติ หรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

การล้อเลียนหรือเหยียดแบบนี้ที่สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนส่วนใหญ่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

กลายเป็นว่าเรื่องแบบนี้มันเล็กน้อย คนที่ไม่พอใจกลายเป็นแปลกประหลาด


บางคนที่ถูกกระทำล้อเลียนแบบนี้ อาจจะคิดไม่พอใจแค่ชั่ววูบเดียวแล้วก็รู้สึกว่า 'เราไม่ควรจะคิดแบบนั้น คนอื่นเค้ายังรับกันได้'

กลายเป็นเป็นมาตรฐานผิดๆ ที่สร้างให้ตัวเองและคนรอบข้าง เกิดการกระทำแบบนี้ต่อไปเป็นทอดๆ เหมือนที่เราเห็นคริสทำบนเวทีระดับโลกอย่างออสการ์


คนบางคนอาจไม่ใช่เลวร้ายหรอก แต่ไม่ใช่คนละเอียดอ่อน ไม่คิดอะไรมาก บางทีก็คิดถึงตัวเองเป็นที่ตั้ง คิดในมุมมองของคนอื่นน้อยไปหน่อย

หมออยากเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ทำสิ่งที่จะนำไปสู่ค่านิยมที่ถูกต้องให้สังคม เริ่มต้นด้วยการ เลิกล้อเลียนหรือเหยียดใครๆ โดยเอาจุดด้อย ความแตกต่างของเขามาล้อเล่น

น่าจะทำให้สังคมเราน่าอยู่มากขึ้น โดยเฉพาะส่งเสริมเรื่องความเห็นอกเห็นใจกันและกัน

ผู้ใหญ่ก็ต้องบอกเด็กว่า บางครั้งในสถานการณ์เดียวกัน ความคิดความรู้สึกของเราอาจต่างกับคนอื่น ต้องคิดถึงใจคนอื่นด้วย

เช่น “บางทีเราคิดว่าล้อเล่นนิดหน่อย ไม่เห็นเป็นอะไร แต่เรื่องที่เราคิดว่าล้อเล่น แต่มันเป็นเรื่องสำคัญของเพื่อน เราก็ไม่ควรทำ”

เราต้องรู้จักเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เห็นใจเขา และต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี


อยากบอกว่าเรื่องแบบนี้สอนและปลูกฝังกันได้ง่ายกว่าเมื่อตอนที่เป็นเด็ก อย่าลืมว่าเรื่องเล็กน้อยของเรา อาจเป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างยิ่งกับจิตใจของคนหนึ่งก็ได้


มีประโยคหนึ่งที่วิลพูดเอาไว้หลังเหตุการณ์บนเวทีว่า

“เดนเซลบอกผมว่า นายต้องระวังเวลาที่นายถึงจุดพีคที่สุด วินาทีนั้นซาตานจะเข้ามาครอบงำนายได้”

วิลพูดขอโทษกับการใช้ความรุนแรงของเขาบนเวที ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่าตัวเองโกรธจนคุมสติไม่อยู่จริงๆ

หมอเชื่อว่าทุกคนรู้ว่าเพราะอะไรวิลถึงทำมันลงไป

อย่างไรก็ตาม วิลได้แสดงออกให้โลกเห็นชัดเจนว่า เขาไม่ยอมรับการพูดล้อเลียนหรือเหยียดจุดด้อยคนอื่น สิ่งเหล่านี้ไม่ควรได้รับการยอมรับ ทำมึน หรือปล่อยผ่าน

ควรจริงจัง ระมัดระวัง หากเป็นผู้ใหญ่หรือคนแวดล้อมที่อยู่เหตุการณ์ ที่เด็กหรือใครก็ตามถูกแกล้งหรือล้อเลียน เราต้องแสดงออกว่าเป็นที่พึ่ง สามารถปกป้องผู้ที่ถูกกระทำ ว่าเราไม่ยอมรับการกระทำเช่นนี้

เพื่อไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะบนเวทีออสการ์ หรือในมุมอื่นๆ ในสังคม


หมายเหตุ: อีดิทเพิ่มเติมค่ะ มีคนถามว่า แล้วเราควรสอนลูกยังไงจากเรื่องนี้ มันมีทั้งประเด็นการบุลลี่ด้วยคำพูด และการตอบโต้ด้วยความรุนแรง

หมอคิดว่าคุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกๆ (รวมถึงตัวเอง) ได้ว่า จากเรื่องนี้เราได้เรียนรู้อะไรได้บ้าง

1.เราไม่ควรพูดเหยียดล้อเลียนคนอื่นแบบนี้ บางคนไม่ชอบ เหมือนถ้ามีคนมาล้อเราด้วยเรื่องรูปลักษณ์ เช่น เราเตี้ย เราตาตี่ เราผิวดำ เราเป็นไอ้แว่น ไอ้เผือก ฟันเหยิน ไอ้ไฝ ฯลฯ เราก็ไม่ชอบใช่มั้ย แล้วอันนี้คือเมียเขาป่วย โรคนี้ถ้าเป็นหมอผิวหนังเขาจะรู้เลยว่าคนไข้ทุกข์ทรมานมาก รักษายาก วิลเขาก็โกรธน่ะลูก ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา

2.เราสอนลูกต่อได้ว่า เวลาที่รู้สึกถูกกระทำการตอบโต้ด้วยความรุนแรง ควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย (ในการปกป้องอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ในกรณีสมมติการถูกกระทำมีอันตรายถึงชีวิต ก็เป็นสิทธิเด็กที่จะตอบโต้กลับเพื่อป้องกันตัว เพราะมันมีผลเสียตามมาได้) อย่างไรก็ตามการที่วิลเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องถูกต้องไปหมดทุกเรื่อง แต่เราทุกคนก็เป็นมนุษย์มีผิดพลาดได้ (บางทีคุณพ่อคุณแม่เองยังทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง ไม่ได้ทำถูกเสมอ จริงมั้ยคะ เช่น คุณพ่อคุณแม่โกรธ ปรี๊ดแตก ก็ตะโกนใส่ลูกดังๆ เลย) แม้จะโกรธมาก เราควรใช้วิธีอื่นๆ ก่อน เช่นอะไรบ้าง สอนและทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วยนะคะ

ประมาณนี้ค่ะ จากเหตุการณ์นี้ จริงๆ เราสอนเด็กๆ ได้เยอะมากเลยค่ะ

#หมอมินบานเย็น

24/03/2022

เคล็ดลับครอบครัวอบอุ่น😬🥰❤️👨‍👩‍👧

23/03/2022

ข้อคิดวันพุธค่ะ

#หมอมินบานเย็น

22/03/2022
10/03/2022

ข้อคิดวันอังคารค่ะ

#หมอมินบานเย็น

01/03/2022

“เราพบว่าเด็กที่อยู่ในกรอบ อยู่ในครรลอง อยู่ในความคาดหวัง ล้วนแต่เป็นโรคซึมเศร้า ต้องการไปหาจิตแพทย์ เพราะเขาถูกบีบคั้นตั้งแต่อนุบาล พออยู่ประถมก็ต้องเรียนพิเศษเสาร์-อาทิตย์ เรียนวิชาการ เรียนบัลเลต์ ฟุตบอล กีฬา เรียนทุกอย่าง จนเด็กไม่ค่อยมีเวลาที่จะนอนเอกเขนกบ้าง …ครูสอนอะไรก็ไม่รู้ ไม่ได้สอนเรื่องทักษะชีวิต นั่งทำแบบฝึกหัดอย่างเดียว ทำแล้วสอบ จดแล้วจำ จำแล้วสอบ สอบแล้วลืม วนอยู่อย่างนี้สิบปี

“เด็กไม่มีความสุข ไม่รู้ว่าชีวิตต้องเดินไปต่อยังไง คำพูดว่าเด็กอยากฆ่าตัวตาย เราได้ยินบ่อยมากๆ เด็กผู้ชายคนหนึ่งบอกแม่ว่า “ถ้าจะต้องเรียนแบบนี้ ตายดีกว่า” เพราะมันไม่เห็นจะมีอะไรใหม่เลย ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แล้วจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร แม่ฟังแล้วก็ร้องไห้น้ำตาแตก

“เรื่องใหญ่คือพ่อแม่อยากแข่งขัน ลูกคือหน้าตาของเรา มากกว่านั้นคือ “อ๋อ โลกของเด็กมันกว้าง ยัดลงไป มีอะไรก็ยัดลงไป” ยิ่งทำแบบนี้ เด็กยิ่งเสียหาย อีกทั้งการศึกษาเราแย่มาก ตกต่ำอย่างที่สุด ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาคนเพื่ออยู่ในโลกข้างหน้า …กระทั่งว่าภาครัฐก็ไม่เคยสนใจ ไม่คิดจะแก้ปัญหา ทั้งที่คุณมาบริหารประเทศ ไม่ได้มาบริหารแค่ทรัพยากร แต่ต้องบริหารคนด้วย คุณมีหน้าที่สร้างพื้นที่ให้คนในประเทศนี้เติบโตเพื่อรับภารกิจสังคมข้างหน้าต่อไป ถ้าคุณไม่คิดเรื่องนี้ กลับไปคิดแต่การจัดสรรที่ดิน ป่า ภูเขา แม่น้ำ แต่คุณไม่เห็นคน มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ในที่สุดคนของเราก็ขาดคุณภาพเป็นส่วนใหญ่

“โดยเฉพาะระบบที่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด คือระบบการศึกษาที่ไม่ flexible ยังยึดอยู่ในกรอบ การวัดระเบียบยังอยู่ที่เรื่องการตัดผม ชายกระโปรง แต่กลับไม่สนใจเลยว่าคุณกำลังพูดอะไรกับสมองเขา คุณไม่สนใจเลยว่าทุกคำพูดที่เราพูดกับเด็ก สมองเขามีปฏิกิริยาทั้งสิ้น ถ้าเป็นสมองเด็กเล็กๆ เวลาเราพูดแบบนี้มันก็งอกไป แต่จะงอกแบบคุดหรืองอกแบบอิสระ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณพูดอะไรลงไป

“เพราะฉะนั้นการศึกษาที่กำหนดว่าเป็นขั้นพื้นฐาน 12 ปี คือช่วงเวลาที่คุณกำลังทำงานกับสมองเขาทั้งหมด คุณกำลังฟอร์มบุคลิกภาพให้เด็ก คำพูดที่ว่า “เราปลูก เราฝัง เราบ่ม เราเพาะ” สะท้อนว่าเรากำลังปั้นเด็กทั้งสิ้น คำถามคือเราปั้นเขาไปสู่ทิศทางไหน ปั้นด้วยความรู้ความเข้าใจอะไร ปั้นด้วยการมองเห็นเป้าไหมว่าข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น นี่เป็นคำถามที่ต้องใส่ไปที่ระบบการศึกษา

“เรื่องพ่อแม่เราปฏิเสธไม่ได้ การศึกษาก็ปฏิเสธไม่ได้ แล้วระบบโครงสร้างทั้งหมดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราให้ความสำคัญกับมนุษย์ไม่พอ เราถึงได้เจอมนุษย์ที่กลายเป็นคนอ่อนเปลี้ยเสียขา ด้อยค่าไปหมด แล้วถ้าไม่รีบแก้ เรื่องนี้จะกลับมาซ้ำเติมสังคมเองในที่สุด

“ดังนั้นผู้นำในสังคมทั้งหลายต้องรีบกลับมามองเรื่องนี้ เรื่องอื่นพักไว้ก่อนบ้างก็ได้ ทางด่วน รถไฟฟ้า เรือดำน้ำ จะช้าไปหน่อยก็ได้ แต่เราต้องลงทุนเรื่องคน เราเพิ่มค่าอาหารเด็ก จาก 20 เป็น 21 บาท สู้กันแทบตายกว่าจะได้มา 1 บาท ในขณะที่เรือดำน้ำหมื่นล้าน ไอพ่นหลายหมื่นล้าน นี่คือเรื่องการเมืองล้วนๆ ถ้าเราไม่ทำ เด็กของเราจะเสียโอกาส ทั้งๆ ที่เรามักพูดอยู่เรื่อยว่า สมองเราไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์ทั้งโลก แต่สภาพแวดล้อมในประเทศเราต่างหากที่ทำให้เราต่ำต้อย

“เรารู้จักคุณหมอประเสริฐครั้งแรก จากจดหมายพร้อมต้นฉบับที่คุณหมอเขียนแล้วส่งมาที่นิตยสาร Life & Family ช่วงนั้นเป็นปี 2540 การ์ตูนญี่ปุ่นเข้ามาเยอะพอสมควร ทำให้มีกระแสว่า เด็กควรอ่านหรือไม่ควรอ่าน การ์ตูนพวกนี้ดีหรือไม่ดี งานเขียนของคุณหมอไม่ได้มาในนามของจิตแพทย์ ไม่ได้มาบอกว่าควรอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ แต่มาในรูปแบบที่ว่า หนึ่ง - ช่วยให้เรารู้จักการ์ตูนดีขึ้น สอง - ทำให้เรารู้สึกว่าการ์ตูนมีประโยชน์มากหากเด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้

“เริ่มมารู้จักคุณหมออย่างเข้มข้นตอนทำเรื่อง EF (Executive Function) ด้วยกัน พอเราได้รู้จัก EF ปุ๊บ มีความรู้สึกว่าตัวเองซาโตริ (ตื่นรู้) “เฮ้ย ไอ้ที่เราทำ ‘รักลูก’ มาตั้ง 20-30 ปี ที่จริงจับเรื่องนี้ให้ดีเรื่องเดียว มันน่าจะเป็นทางออกได้” ก็เลยรีบโทรไปหาคุณหมอ บอกว่า “คุณหมอ พี่ได้ฟังเรื่องนี้ แล้วก็ลองไปตามอ่านเปเปอร์ เฮ้ย พี่ว่ามันสำคัญนะ”

“EF คือกระบวนการทำงานของเส้นใยประสาท สิ่งสำคัญคือ เมื่อมันถูกบอกซ้ำๆ ทำซ้ำๆ เส้นใยประสาทมันจะฝังตัว เหมือนฝังชิพ เวลาแม่สอนให้เราทำอะไรแล้วรู้จักเก็บ ครั้งแรกสมองเราไม่ชิน ตอนเราสองสามขวบ เราเล่นของเล่น แล้วเราก็ทิ้งไว้ แม่บอกเก็บนะลูก มา แม่ช่วยเก็บ สมองเราก็จะเรียนรู้เรื่องการเก็บ แล้วเราก็จะจำได้ว่า เล่นแล้วเก็บ เพราะฉะนั้นหากทำอย่างนี้สักเดือนหนึ่ง ในที่สุดแม่ไม่ต้องบอกอีกแล้ว เราจะเล่นแล้วเก็บด้วยตัวเอง เพราะสมองมีช่องทางของมัน นี่คือการวางโครงสร้างของสมอง เรื่องนี้สำคัญ

“เมื่อเราเข้าใจว่า มนุษย์มีสมอง 3 ส่วนหลัก คือ สัญชาตญาณ อารมณ์ และความคิด สัญชาตญาณคือการเอาตัวรอด แม่ถือไม้มา จะวิ่งหรือจะสู้แม่ นี่คือสัญชาตญาณ ส่วนอารมณ์คือ แม่ไม่ให้ก็ดิ้นทันที ร้องทันที กรี๊ดทันที เราจะทำยังไงให้สมองส่วนคิดสามารถกำกับอารมณ์และสัญชาตญาณได้ นั่นก็คือกระบวนการสอน ช่วง 6 ขวบนี่แหละจะเป็นการสอนให้เขาใช้สมองส่วนคิด เพื่อกำกับสมองส่วนอารมณ์ แล้วก็ไปกำกับส่วนสัญชาตญาณ

“คุณหมอจะย้ำเรื่องหนึ่งมากๆ คือ เราต้องทำงานกับท้องถิ่น พูดง่ายๆ คือต้องไม่ไปฝันกับกระทรวง เพราะคนท้องถิ่นเขารักลูกรักหลานเขา คนที่กระทรวงไม่ได้รักลูกรักหลานที่ไหนหรอกนอกจากลูกของตัวเอง ฉะนั้นเราต้องทำงานในพื้นที่ของการกระจายอำนาจ

“ที่ผ่านมาวงการพัฒนาเด็กมักจะจำกัดอยู่แค่พัฒนาการเด็ก ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้แวดวงนี้มักจบแค่ ความสุข ความรัก ความเมตตา กรุณา ความปรารถนาดีต่อเด็ก แต่ในโลกที่มันเป็น VUCA (ย่อมาจาก V-volatility ความผันผวน, U-uncertainty ความไม่แน่นอน, C-complexity ความซับซ้อน และ A-ambiguity ความคลุมเครือ) แบบนี้ อีกทั้งสถานการณ์ในประเทศไทยก็มีลักษณะอย่างที่เห็น ทำให้เราเห็นความชัดเจนมากขึ้นว่าเด็กโตอย่างนั้นไม่ได้หรอก เด็กโตอย่างที่เราหวังไม่ได้หรอก ถ้าสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองเรามันไม่เปลี่ยน

“ถ้าประเทศเราลงทุนสร้าง EF ให้เด็กทุกปี เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ จากที่คุณเสียปีละ 393,000 ล้านบาท ไปกับการจัดการยาเสพติด มันจะสร้างมนุษย์ที่ยืนยันได้ว่าเขาจะไม่ติดยา หรือถ้าติดก็น้อยมาก ต้องยอมรับว่ามนุษย์มันก็มี defect (ข้อบกพร่อง) บ้าง แต่อยู่ในสเกลที่รับได้ ไม่ใช่สเกลแบบทุกวันนี้ เด็กเกือบครึ่งใช้ยาเสพติด ประเทศนี้มันบ้าไปแล้ว แต่ถ้ามี EF ดีมาตั้งแต่เด็ก ต่อให้ไปลอง เขาก็จะเลิก หรือเมื่อไปบำบัดเขาก็เลิกได้ แต่เด็ก 90 เปอร์เซ็นต์ที่บำบัดแล้วเลิกไม่ได้ เพราะว่าสมองไม่ได้ถูกวางเส้นทางที่จะพาเขาไปสู่จุดของการตัดสินใจที่ดี

“EF นี่คือเรื่องประชาธิปไตยนะคะ EF ไม่อนุญาตให้กดขี่ สมองมนุษย์ต้องพร้อมที่จะเบ่งบานไปจนถึงขั้นสูงสุดของความเป็นมนุษย์ การที่สังคมไม่เป็นประชาธิปไตยมันเป็นความเศร้าของ EF เลย ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือธรรมชาติ มันคือสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนนะที่จะได้รับการพัฒนา EF”

---
อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มที่ https://waymagazine.org/interview-subhawadee-harnmethee/

---
บทสัมภาษณ์ชุด ‘นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ในการแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 18’ นี้ ประกอบด้วยการสนทนากับ ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์, จิราภรณ์ อรุณากูร, เรณู ศรีสมิต, สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ และ สุภาวดี หาญเมธี เพื่อประกอบตัวตนและความคิดของ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียน ในการแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 18 หัวข้อ ‘เลี้ยงลูกในโลกใหม่: พัฒนาการเด็ก ประชาธิปไตย และอนาคตใหม่ของทุกคน’

จัดงานโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันพุธที่ 9 มีนาคม 2565 รับชมการถ่ายทอดสดออนไลน์จากห้อง ศ 101 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ผ่านทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ EconTU Official และ way magazine เวลา 09.30-12.10 น.

15/02/2022
18/01/2022

#พูดอย่างไรในเวลาที่เด็กทำผิด

วันนี้หมออยากจะพูดให้ฟังเรื่องของ "คำพูด" ในเวลาที่เด็กทำผิด

แน่นอนถ้าเด็กทำผิด ผู้ใหญ่ก็ควรจะต้องบอกและสอนให้เขาเรียนรู้

ผู้ใหญ่บางคนเกรงใจเด็ก ไม่กล้าที่จะบอกตักเตือน ตรงนั้นเด็กก็จะไม่รู้ว่าอะไรถูกหรือผิด ทำตามใจตัวเอง

แต่ถ้าผู้ใหญ่ตำหนิเด็กตามอารมณ์ ทำให้คำพูดรุนแรง เด็กก็อาจไม่รับฟัง เถียง ดื้อ หรือกลายเป็นต่อต้านมากขึ้น


การพูดบอกเด็กเวลาทำผิดอย่างไรนั้น ต้องมีหลักการที่เหมาะสม เบื้องต้นมีดังนี้

1. ก่อนอื่นผู้ใหญ่ต้องจัดการอารมณ์ของตัวเองก่อนที่จะไปพูดกับลูก เพราะเวลาลูกทำผิดผู้ใหญ่มักจะปรี๊ดแตก ถ้าจัดการอารมณ์ไม่ได้ไม่การพูดจาก็อาจจะรุนแรงเต็มไปด้วยอารมณ์และขาดสติ

2. เวลาพูดไม่ควรตะคอกหรือตะโกน

3. ให้ตำหนิที่พฤติกรรม ไม่ใช่ตัวตนของเด็ก เช่นบอกลูกว่า “แม่ไม่ชอบที่เต้ตีน้องแบบนี้” ไม่ใช่ “ทำไมเต้ถึงเป็นเด็กนิสัยแย่แบบนี้นะ”

4. ไม่ต้องเปรียบเทียบ (ตัวอย่างคำพูดเปรียบเทียบ เช่น “ทำไมเต้ถึงสอนยากสอนเย็น ดูอย่างน้องตั้นสิ อายุน้อยกว่า แต่ไม่ต้องให้แม่โมโหอะไรเลย”)

5. ไม่ต้องประชด (ตัวอย่างคำพูดประชด เช่น “ถ้าไม่เชื่อกันแบบนี้ เต้ก็ไม่ต้องมาเป็นลูกของแม่แล้ว ไปอยู่ที่อื่นเลยก็ได้ แม่จะได้สบายใจเสียที”)

6. ควรให้คำพูดเชิงบวก เช่น “แม่จะชอบมากเลยถ้าเต้เล่นกับน้องดีๆ ไม่ตีหรือทำให้น้องเจ็บ”


ประมาณนี้นะคะ รับรองว่าจะคุยกันเข้าใจมาก
ขึ้น

(ถ้าถามว่าข้อไหนสำคัญที่สุด ข้อ 1 ค่ะ เพราะถ้าข้อ 1 ไม่ได้ ข้ออื่นๆก็จะทำไม่ได้ไปด้วย)


นอกจากการพูดบอก ก็ต้องมีการทำโทษ ปรับพฤติกรรมเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ด้วย เพื่อจะได้มีความรับผิดชอบ ระมัดระวังในการกระทำต่อไปมากขึ้น

แต่การทำโทษปรับพฤติกรรมนั้นก็ไม่ควรใช้ความรุนแรง ควรใช้วิธี เช่น ตัดสิทธิ์ที่เด็กชอบ หรือการให้ทำงานบ้าน หรือความดีต่างๆ ชดเชย

ไว้หมอจะเขียนรายละเอียดเรื่องการทำโทษปรับพฤติกรรมเด็กอย่างเหมาะสมอีกทีในโอกาสหน้าค่ะ

#หมอมินบานเย็น
#ข้อคิดจากห้องตรวจจิตเวชเด็ก

06/01/2022

"เราต้องเป็นแม่ที่ดีที่สุดใช่ไหม?"
เป็นคำถามที่โดนถามมาจากเพื่อนคนหนึ่ง
เพื่อนรู้สึกเสียใจ ร้องไห้ และบอกว่า
ตัวเองเป็นแม่ที่ไม่ดีเลย
เพียงเพราะไปเห็นคนอื่นมีนมสต็อคเต็มตู้
และนมของตัวเองมีไม่พอให้ลูกกิน
อาจเป็นเพราะฮอร์โมน หรือความเหนื่อยล้า
จากการอดนอน ที่ทำให้น้ำตามันไหลออกมา
หรืออาจเป็นเพราะ สิ่งที่เราเห็นอยู่ในสื่อต่างๆ
ว่าแม่ที่ดี ควรจะต้องเป็นอย่างไร มันกดดันเหลือเกิน
แต่หลายครั้งที่เราอาจลืมมองไปว่า
สิ่งที่เห็นในโลก social คือเสี้ยวมุมเดียว
ที่เราอยากให้คนอื่นเห็น
มีคนจำนวนน้อยมากๆ ที่อยากจะลง
ภาพที่ตัวเองกำลังโมโหใส่ลูก
ภาพที่กำลังทะเลาะกับสามี
หรือภาพที่ตัวเองไม่มีความสุข
แต่การที่เขาไม่ได้ลงอะไรแบบนั้น
ก็ใช่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตจริง
ใจความสำคัญของคำถาม จึงไม่ได้อยู่ที่
เราจำเป็นต้องเป็นแม่ที่ดีที่สุดหรือเปล่า แต่มันอยู่ที่
เราอยากจะเป็นแม่ที่ดีแบบไหนและให้ใคร
ให้เรา ให้ลูก หรือให้คนอื่น
เพราะบางทีลูกอาจจะอยากได้แค่ แม่ที่ดีแบบกลางๆ
แต่อยู่ด้วยแล้วเขามีความสุขก็ได้
เมื่อเราหยุดที่จะเป็นแม่ในอุดมคติอย่างที่เราเห็น
หยุดที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับแม่คนอื่นๆ
เราอาจหยุดถามตัวเองก็ได้ว่า
เราต้องเป็นแม่ที่ดีที่สุดขนาดนั้นไหม
หรือที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มันก็ดีอยู่แล้ว
และสิ่งสำคัญที่อยากจะบอกแม่ๆ ทุกคน
สิ่งที่อยากจะให้แม่ๆ ทุกคน
บอกกับตัวเองบ่อยๆ เลยก็คือ
"เราทำหน้าที่แม่...ได้ดีแล้วค่ะ:)"

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Dek Dek Child ผ้าอ้อมห่อตัวมัสลินแบมบู สินค้าเด็กทั้งปลีก-ส่งผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์