Fade Studio. " "Creative design & Clothing Store"
Bang Mot, Thung Khru, Bangkok,
mobile : 084-0817369

Fade studio
ตัวแทนจำหน่ายกางเกงยีนส์แบรนด์คนไทย
"จะหายีนส์ตัวโปรดที่โดนใจ..เชิญมาที่ร้านเฟดสตูดิโอ"

04/07/2021
25/06/2021

HEALTH: เราควรซื้อ “กางเกงใน” บ่อยแค่ไหน?
และมนุษย์ต้องใส่กางเกงในด้วยหรือ
ในโลกปัจจุบัน กระแสห่วงใยสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Slow Fashion” หรือการตระหนักว่าเสื้อผ้าที่เราใส่กัน มีต้นทุนที่ “ทำลายธรรมชาติ” ตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การผลิตยันการซักล้าง และเราสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเหล่านี้ โดยการซื้อเสื้อผ้าเท่าที่จำเป็นและมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางโลกที่พยายามจะรณรงค์กันให้เลิกซื้อเสื้อผ้าอย่าง “ทิ้งขว้าง” นั้น เสื้อผ้าประเภทหนึ่งที่ไม่ต้องรณรงค์ให้คนซื้อน้อยลง ก็คือ “กางเกงใน”
เพราะนี่คือสิ่งที่บางคนไม่ยอมเปลี่ยนง่ายๆ เรียกว่า ถ้าไม่ขาดจนน่าเกลียด หรือยางเสื่อมจนยืด ก็จะใช้ต่อไปเรื่อยๆ ตราบชั่วฟ้าดินสลาย
ในแง่หนึ่ง ถ้าเราทำแบบนี้ ดีต่อธรรมชาติแน่ๆ แต่ในแง่อื่นๆ ล่ะ จะเป็นยังไง?
อายุขัยของกางเกงใน
โดยพื้นฐานมีเหตุผลเดียวในเชิงสาธารณสุขที่เราควรจะเปลี่ยนกางเกงใน คือมัน “สกปรก”
แต่ประเด็นคือถ้าเราซักบ่อยๆ นี่ไม่ใช่ปัญหา แต่ในทางกลับกัน การซักที่ว่านี้ ก็ทำให้อายุการใช้งานกางเกงในสั้นลงด้วย ดังนั้นลิมิตจึงน่าจะอยู่ที่ซักบ่อยแค่ไหนมากกว่า
ดังนั้นในแง่นี้ หากกางเกงในขาดจนน่าเกลียด หรือยางยืดจนใส่แล้วหลุดเมื่อไหร่ ก็ค่อยเปลี่ยน
เพราะกางเกงในไม่มีอายุการใช้งาน และอายุการใช้งานก็น่าจะเชื่อมโยงกับวิธีการทำความสะอาดมากกว่า
ซึ่งก็ปกติ ถ้า “ซักมือ” ก็จะใช้ได้นานกว่าซักกับเครื่องซักผ้าที่ปั่นแรงๆ
กล่าวคือ กางเกงในไม่มี “เวลาที่เหมาะสม” ที่ควรจะซื้อใหม่ จนกว่ามันจะใช้ไม่ได้นั่นแหละ ถึงควรซื้อใหม่มาใช้
ร้อยปีก่อน ไม่มีใครใส่กางเกงใน
คำถามที่ลึกลงไปกว่าว่า เราควรจะ “ปลดเกษียณ” กางเกงในเราบ่อยแค่ไหนก็คือ จริงๆ แล้วมนุษย์จำเป็นแค่ไหนที่ต้องใส่กางเกงใน?
อันนี้ เป็นคำถามพื้นๆ ที่เราอาจไม่ถามกัน แต่เราอาจลืมไปว่ามนุษย์เกือบตลอดประวัติศาสตร์แทบไม่ใส่กางเกงในเลย
ซึ่งกรณีของกางเกงในผู้ชาย มันเพิ่งเกิดในยุค 1930’s เท่านั้นเอง หรือผู้ชายเพิ่งใส่กางเกงในมาไม่ถึง 100 ปี และถ้าเรามีปู่ย่า เราก็คงจะรู้ว่าคนรุ่นนั้นไม่ได้โตมากับการใส่กางเกงใน ซึ่งก็ไม่เป็นอะไร
และคำถามนี้ก็ใหญ่มาก ถ้ากางเกงในไม่จำเป็น แล้วเราใส่กันทำไม?
นั่นสิ...ในโลกตะวันตก ถึงกับมีขบวนการผู้หญิงเลิกใส่กางเกงในเลย โดยเขาจะใช้คำว่า Go Commando ส่วนในกรณีของผู้ชาย ก็เข้าใจว่าแม้ว่าไม่มีขบวนการอะไร หลายๆ คนก็ไม่ใส่อยู่แล้ว (โดยเฉพาะเวลานอน)

กางเกงในไม่เกี่ยวกับ ‘ไส้เลื่อน’
หลายคนอาจสงสัยว่า “แล้วไม่เป็นไส้เลื่อนเหรอ?”
นี่แหละปัญหา ในทางการแพทย์ การไม่ใส่กางเกงในไม่ได้ทำให้เป็นไส้เลื่อนนะ เพราะไส้เลื่อนนั้นเกิดจากความอ่อนแอของกล้ามเนื้อหน้าท้อง ความผิดปกติของกล้ามเนื้อช่องท้อง ไม่ได้เกี่ยวกับใส่หรือไม่ใส่กางเกงใน แต่เราแค่ได้ยินแบบนี้มาแต่เด็ก และเชื่อต่อๆ กันมาเท่านั้นเอง
ดังนั้นในแง่นี้ คำถามอาจไม่ใช่แค่ว่า เราควรจะเปลี่ยนกางเกงในบ่อยแค่ไหน แต่อาจเป็นว่าเราควรจะเลิกใส่กางเกงในโดยสิ้นเชิงหรือเปล่าด้วยซ้ำ
แล้วคุณล่ะ ซื้อกางเกงในครั้งสุดท้ายเมื่อไร จำได้ไหม?

อ้างอิง: IFLS. How Often Should You Buy New Underwear? Experts Weigh In On The Facts. https://bit.ly/3iRMMFK
Standard. The no pants movement: why you should ditch the un**es and go yoga commando.https://bit.ly/3xwE9o5


#พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

23/06/2021
26/02/2021

มิติใหม่! จ่าย 99 บาท บริการตักบาตรให้ พร้อมถ่ายคลิปรายงานผล
ร้านสังฆภัณฑ์แห่งหนึ่ง โพสต์ในเพจเฟซบุ๊กชื่อ บุญบังใบ สังฆภัณฑ์ ระบุว่า ใครอยากตักบาตร แต่ไม่สะดวกด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ไม่ชอบตื่นเช้า อยู่ต่างประเทศ แถวบ้านไม่มีวัด ทางเพจรับบริการตักบาตรให้
เพียงแค่ลูกค้าแจ้งชื่อ-นามสกุล และโอนเงิน ทางเพจจะจัดทีมงานให้บริการทุกขั้นตอน ตั้งแต่ไปจ่ายตลาด ทำอาหาร และตักบาตรให้ พร้อมถ่ายรูปถ่ายและวิดีโอส่งกลับไปรายงานผล ส่วนลูกค้าเพียงแค่ตื่นมากรวดน้ำเองเท่านั้น
โดยราคาชุดตักบาตร ชุดละ 99 บาท ประกอบด้วยอาหาร 1 อย่าง ข้าวสวย ขนม และน้ำไม่จำกัดจำนวนชุด สั่งขั้นต่ำ1 ชุดขึ้นไป ส่วนใครต้องการดอกไม้เพิ่มเงินอีกชุดละ 9 บาท รวมเป็นเงิน 108 บาท นอกจากนี้ยังมีการจัดแพ็กเกจให้บริการด้วย เช่น เหมาตักบาตร 3 วัน 5 วัน และ 10 วัน
#ข่าวช่องวัน

16/02/2021

คนที่ เอาความผิดหวัง.. มาสร้างเป็นธุรกิจ
----------------------------
IG > instagram.com/marketthinkth/

01/02/2021

LOCALRY: รู้ไหม “คนดำหำใหญ่” เป็นมายาคติที่สืบทอดมาจากยุคอาณานิคม
ทุกวันนี้ “อะไรๆ ก็คนดำ” เรียกได้ว่าในป๊อบคัลเจอร์อะไรที่เป็น “คนดำ” ดูจะขายได้ (ไม่เชื่อก็ลองเปิด Netflix)
และนี่ก็น่าจะเป็นการทำเพื่อทดแทนการกดขี่คนดำมาช้านาน ซึ่งก็ทำให้เราได้เห็นภาพของคนดำในมิติที่หลากหลาย ไม่ได้เป็นไปตาม “ภาพเหมารวม” (stereotype) หรือ “มายาคติ” (myth) ที่พวกไม่ได้เป็น แต่คนคิดว่าพวกเขาเป็น
อย่างไรก็ดี หนึ่งในมายาคติที่ผลิตซ้ำทุกวันนี้ที่ยังไม่ถูกแก้ก็คือเรื่อง “คนดำหำใหญ่” หรือความเชื่อที่ว่าคนเชื้อสายแอฟริกันคือมนุษย์เผ่าพันธุ์ที่มีแนวโน้มจะมีอวัยวะเพศชายที่ใหญ่ที่สุด
พูดมาถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจเถียงทันทีว่า “แล้วมันไม่จริงเหรอ?”
มายาคติในหนังโป๊
เราคงจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของ “คนดำหำใหญ่” มาไม่น้อย ไม่ว่าจะในป๊อปคัลเจอร์หรือจากที่อื่นๆ หรืออย่างน้อยๆ คอหนังโป๊ที่คุ้นเคยกับค่าย Dogfart หรือ Blacked หรือคนที่เคยได้ยินชื่อ Black Salami ก็คงจะเถียงคอเป็นเอ็นว่า จริงๆ แล้ว “คนดำหำใหญ่” นี่เป็นเรื่องจริง เพราะเขา “เห็นมากับตา”
ประเด็นนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่าคนกลุ่มนี้คือ “ดาราหนังโป๊” และเขา “คัด” มาแล้วให้มีลักษณะที่จะต้องสมบทบาทที่คนคาดหวัง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคนดำทั่วๆ ไปจะเป็นแบบนั้น
หรือพูดอีกแบบก็คือ การเชื่อว่าอวัยวะเพศของคนดำจะเหมือนในหนังโป๊ก็ไม่ได้ต่างจากการดูหนังโป๊ญี่ปุ่นมากๆ แล้วคาดว่าหน้าตาและหน้าอกหน้าใจของผู้หญิงญี่ปุ่นจริงๆ ในสังคมญี่ปุ่นจะเหมือนในหนังโป๊ไปหมด...ซึ่งคนเคยไปญี่ปุ่นก็คงรู้ว่าผู้หญิงที่เดินกันตามถนนไม่ได้หน้าตาเหมือน “หลุดมาจากหนังโป๊” แน่นอน
และคนดำก็เช่นกัน ไม่ใช่คนดำทุกคนที่จะมีลักษณะทางกายภาพเหมือนดาราหนังโป๊ที่เป็นคนดำ
ความหลากหลายของขนาดหำคนดำ
ถ้าไม่เชื่อว่าคนดำหำไม่ใหญ่กันทุกคน ลองไปค้นพวกเอกสารทางวิทยาศาสตร์ได้เลย ไม่มีงานวิจัยแบบวิจัยจริงๆ ชิ้นไหนที่บอกว่า “คนดำ” เป็นเชื้อชาติที่มีอวัยวะเพศใหญ่โตกว่าเชื้อชาติอื่นๆ
ซึ่งหลักๆ แล้ว ขนาดอวัยวะเพศจะเป็นไปตามขนาดตัว และอันที่จริงกลุ่มคนที่เราเรียกกันว่า “คนดำ” รวมๆ นั้นคือคนจากหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในทวีปแอฟริกา ซึ่งก็มีขนาดตัวทั้งเล็กและใหญ่ แน่นอนว่าคนตัวใหญ่ๆ อวัยวะเพศก็ใหญ่ไปตามสัดส่วนตัวอยู่แล้ว ส่วนพวกตัวเล็กๆ อวัยวะเพศก็สมส่วนกับขนาดตัว
ดังนั้นเราจึงบอกไม่ได้ว่า “คนดำ” จะต้องมีอวัยวะเพศใหญ่เสมอไป เพราะขนาดตัวคนดำมีหลายไซส์ และขนาดอวัยวะเพศก็เช่นกัน
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็อาจสงสัยว่า ถ้าเรื่องนี้ “ไม่จริง” แล้วมันมาจากไหน?
คนยุโรปผู้สร้างมายาคติหำคนดำ
คำตอบเรื่องมายาคติของหำคนดำแบบง่ายๆ เร็วๆ เลยคือมาจากคนยุโรปที่วาดภาพของคนดำในแอฟริกาช่วงล่าอาณานิคมและล่าทาส เนื่องจากคนยุโรปเชื่อว่าคนดำมีอวัยวะเพศที่ใหญ่โตแบบ “ผิดมนุษย์” ซึ่งนั่นไม่ใช่คำชม เพราะความเชื่อในโลกของชาวคริสต์ อวัยวะเพศที่ใหญ่โตผิดมนุษย์ คือคำอธิบายอวัยวะเพศของซาตาน
ขณะที่ศาสนาคริสต์คือศาสนาที่มุ่งเน้นการควบคุมพลังทางเพศมากๆ การบอกว่าอะไรที่มี “พลังทางเพศ” มากเกินไป คือสิ่งที่ต้องใช้อำนาจในการกดและควบคุมเสมอ
หรือพูดง่ายๆ ภาพของ “คนดำหำใหญ่” คือภาพที่ “ชาวคริสต์ยุโรป” สร้างขึ้นมาเพื่อจะบอกว่าคนดำมีพลังทางเพศที่ล้นเกินและต้องถูกควบคุมนั่นเอง ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นพื้นๆ ในการศึกษาภาพของคนดำในโลกคนขาวของปัญญาชนนักต่อสู้เพื่อคนดำคนสำคัญอย่าง Franz Fanon
ความเชื่อแบบนี้ต่อมาได้กลายเป็นความเชื่อว่าคนดำไม่สามารถคุมพลังทางเพศของตัวเองได้ และทำให้ผู้หญิงคนขาวกลัวคนดำข่มขืนมาช้านาน ซึ่งอีกด้านหนึ่งมันก็สร้างความชอบธรรมให้พวกคนขาวทำการใช้ความรุนแรงกับผู้ชายคนดำระดับถึงชีวิตด้วย
กล่าวคือคนดำจำนวนหนึ่งถูกฆ่าตายทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไร เนื่องจากผู้หญิงคนขาวหวาดกลัวพวกเขา จนกลุ่มผู้ชายคนขาวรวมกันทำร้ายพวกเขาจนถึงแก่ความตาย ซึ่งนี่เป็นเรื่องปกติเลยในอเมริกาช่วงยุคที่การเหยียดผิวขั้นรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
“หำใหญ่” ความไม่จริงที่อาจทำร้ายจิตใจชายผิวดำ
ตัดมาปัจจุบัน โลกเปลี่ยนไปมาก คงแทบไม่มีคนดำคนไหนจะถูกกระทืบตายด้วยข้อหาปลอมๆ ว่าพยายามจะข่มขืนผู้หญิงคนขาวเช่นในอดีตแล้ว แต่คนดำ “จำนวนมาก” ก็ต้องเป็นทุกข์กับมายาคติเรื่องเพศของคนดำอยู่
ทำไมจะเป็นแบบนั้นล่ะ คนคิดว่าหำใหญ่นี่ไม่ดีเหรอ?
คำตอบคือมันจะดีถ้ามัน “จริง” แต่ประเด็นคือมัน “ไม่จริง” นี่สิ
คนดำหลายๆ คนที่เป็น “คนดำหำไม่ใหญ่” เล่าประสบการณ์ว่าตั้งแต่เด็กๆ เลยที่เวลาเด็กๆ เล่นทะลึ่งถอดกางเกงมาวัดหำกัน เขาก็พบแต่ “ความผิดหวัง” เพราะทุกคนคาดหวังว่าหำเขาจะใหญ่โตมโหฬารสมคำร่ำลือ
แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ พอพวกเขาโตขึ้นมา เมื่อพวกเขามีความรัก ไปเดทกับผู้หญิง บางทีแฟนพวกเขาก็เป็นคนขาว ซึ่งเพื่อนๆ แฟนก็จะชอบถามแฟนว่า “ของเขาใหญ่จริงมั้ย?” ซึ่ง “คนดำหำไม่ใหญ่” ก็ต้องประสบความกระอักกระอ่วนหลังจากแฟนอึกอักๆ ไม่กล้าตอบ หรือบางทีแค่แฟนตอบว่า “ของเขาก็โอเค” ก็ฟังแล้วเสียความรู้สึกแล้ว เหมือนเป็นการยืนยันว่ามันไม่ใหญ่
ซึ่งเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ต้องถามตัวเองซ้ำๆ ในชีวิตว่า “ทำไมกูต้องมาเจอกับคำถามอะไรแบบนี้ด้วย (วะ?)”
นี่แหละครับ นี่ทำให้ประเด็นการ “เยินยอ” คนดำว่า “หำใหญ่” นั้น จริงๆ ไม่เป็นผลดีต่อคนดำโดยรวมเลย เพราะคนดำที่หำมีขนาดเท่าๆ กับค่าเฉลี่ยก็จะต้องรู้สึกว่าตัวเอง “หำเล็กเกิน” ไป เพราะสังคมดันมีความคาดหวังที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง
ดังนั้น เรามาคืนความเป็นธรรมให้หำของคนดำ ด้วยการเลิกเยินยอว่าหำของพวกเขาใหญ่โตเกินเผ่าพันธุ์อื่นกันเถิด

อ้างอิง: HuffPost. Average Size ... for a Black Man: Myths About Size, Racism, and the Patriarchy. http://bit.ly/39jhG4u


#พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

01/02/2021

ANIMAL: รู้ไหม เลือดสีน้ำเงินของสัตว์ชนิดหนึ่งที่เราคุ้นเคย ขายได้ลิตรละ 400,000 บาท
พูดถึง “เลือดสีน้ำเงิน” (blue blood) บางคนอาจจะพาลคิดไปว่ามันเป็นเรื่องการเมืองของมนุษย์ แต่ในทางชีววิทยา ไม่มีมนุษย์คนใด หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดใดเกิดมาพร้อมกับเลือดสีน้ำเงิน และสัตว์ที่มีเลือดสีน้ำเงินในโลกนี้ ก็จะมีแค่พวกสัตว์ตระกูลกุ้ง หอย ปลาหมึก แมงมุม แมงป่อง หนอนทะเล ไปจนถึงกิ้งก่าบางชนิด
แต่ในบรรดาสัตว์ที่เลือดสีน้ำเงิน มีเลือดของสัตว์ชนิดเดียวที่เลือดของมันมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และมีมูลค่าอย่างมหาศาลด้วย สัตว์ที่ว่าคือแมงดาทะเล
ถ้าพูดถึงแมงดาทะเล หลายๆ คนอาจเปรี้ยวปากอยากกินยำไข่แมงดานะครับ แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือสัตว์ที่หน้าตาแบบนี้มีมาเป็นล้านปีชนิดนี้ คนที่อื่นๆ เขาไม่เอามากินกัน (ซึ่งจริงๆ ก็กินกันแต่แถวๆ บ้านเราและจีนในบางโซนเท่านั้น ซึ่งบ้านเราถือว่าดังสุด เพราะกินกันกว้างขวาง) แต่ถ้าจับมาได้เขาใช้เป็นพวกเหยื่อตกปลาหรือไม่ก็ปุ๋ย
พูดง่ายๆ คือเมื่อก่อนมันแทบจะเป็นสัตว์ที่ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจใดๆ เลย
จนเมื่อไม่นานมานี้ เลือดสีน้ำเงินของมันถูกใช้ในทางการแพทย์ และมันมีมูลค่ามหาศาล
ถ้าจะประเมินคร่าวๆ เลือดแมงดาทะเลสดๆ มีมูลค่าถึงราวลิตรละกว่า 400,000 บาทเลยทีเดียว ซึ่งบางคนก็ถึงกับบอกว่านี่คือเลือดที่ราคาแพงที่สุดในโลกแล้ว แพงกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ ทั้งนั้น
ทำไมเลือดมันถึงมีมูลค่ามากขนาดนั้น มันมีสรรพคุณอะไรกัน?
ถ้าจะให้พูดสั้นๆ ง่ายๆ เลือดแมงดาทะเล มันคือสารที่สามารถตรวจจับเชื้อโรคได้ดีที่สุดในโลก
และส่วนที่เป็นสีน้ำเงินของมันนี้แหละครับตัวสร้างสรรพคุณ
เนื่องจากแมงดาทะเลอาศัยอยู่ในน้ำตื้น ซึ่งเต็มไปด้วยเชื้อโรค มันเลยวิวัฒนาการสร้างเซลล์เฉพาะของมันเอาไว้ตรวจจับเชื้อโรคต่างๆ มาในเลือด ซึ่งเลือดของมันก็มีสรรพคุณคือ ถ้าเจอเชื้อโรคปุ๊บ มันจะสร้างเจลห่อหุ้มเชื้อโรคไว้เลย ไม่ให้เชื้อโรคมันแพร่กระจาย และองค์ประกอบในเลือดที่ว่านี้มันมีโมเลกุลของทองแดงเป็นหลัก มันก็เลยทำให้เลือดเป็นสีน้ำเงิน (ดังนั้นเหตุผลที่สัตว์ “เลือดสีน้ำเงิน” ทั้งหลายมีเลือดสีนี้ เพราะเลือดมันมีส่วนผสมของทองแดงนี่เองครับ)
จริงๆ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสรรพคุณของเลือดแมงดาทะเลที่ว่านี้มากว่า 50 ปีแล้ว แต่ก็มาช่วงหลังๆ นี่เองที่จะเริ่มเอาเลือดแมงดาทะเลมาพัฒนาเพื่อใช้ในทางการแพทย์จริงจังขึ้นเรื่อยๆ
เบื้องต้น ขนาดสารที่ทำจากเลือดแมงดาทะเลเจือจาง มันก็มีความสามารถในการตรวจจับเชื้อโรคได้น่าจะมากกว่าสารใดๆ ในโลก และสารนี้ก็ใช้เสริมในกระบวนการ “ฆ่าเชื้อ” เครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ ก่อนนำมาใช้กับผู้ป่วย เพราะเชื้อหลายๆ ตัวที่คนรับเข้าไปนิดเดียวก็อันตรายถึงตาย นั้นบางทีใช้กระบวนการฆ่าเชื้อปกติก็ยังมีความเสี่ยง แต่ถ้าผ่านการตรวจสอบว่าปลอดเชื้อด้วยเลือดแมงดาทะเลแล้วมันก็จะชัวร์ขึ้นอีกมาก
เท่านั้นยังไม่พอ ความสามารถในการตรวจจับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมระดับสุดยอดของเลือดแมงดาทะเลยังสามารถนำไปวิจัยต่อเพื่อพัฒนาวิธีการรักษาโรคจากไวรัสบางชนิด ไปจนรักษามะเร็ง ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนได้อีกด้วย
และไม่ต้องไปไหนไกล วัคซีนของ COVID-19 ที่พัฒนาๆ กันอยู่ตอนนี้ เขาก็ต้องใช้เลือดแมงดาในการช่วยพัฒนา เพราะมันเป็นตัวช่วยเช็กว่า เชื้อโรคตายหมดจริงมั้ย ในกระบวนการพัฒนาวัคซีน
ได้ยินแบบนี้ คงจะไม่แปลกใจใช่มั้ยครับว่าเลือดแมงดาทะเลถึงมีมูลค่าขนาดนี้
แต่นั่นก็เป็นภัยต่อแมงดาทะเลอยู่
เพราะอย่างน้อยๆ จำนวนแมงดาทะเลในอ่าวเดลาแวร์ของอเมริกาซึ่งเป็นอ่าวที่มีแมงดาทะเลชุกชุมที่สุดนั้นลดลงถึง 75-90% เลยทีเดียวในรอบราว 15 ปีที่ผ่านมา (แม้ว่าจริงๆ จะเริ่มมีการเก็บเกี่ยวเลือดพวกมันมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว)
ซึ่งจริงๆ ในกระบวนการ เขาก็ไม่ได้ดูดเลือดมันไปจนตายละครับ หลักการที่ทำมาตลอดคือการบังคับให้มัน “บริจาคเลือด” มาบางส่วน (ราวๆ 1 ใน 3) แล้วปล่อยกลับลงทะเลไป
แต่ในความเป็นจริงที่ผ่านๆ มา แมงดาทะเลราวๆ 1 ใน 3 ที่กลับลงทะเลไปจะไม่รอด จำนวนมันเลยลดลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย
ดังนั้นก็จึงไม่แปลกที่หลังๆ คนเริ่มพยายามหาวิธีจะทำให้มันไม่ตาย ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการที่ทำให้มันไม่ต้องอยู่นอกน้ำนานเกินไป หรือการดูดเลือดมันมาน้อยลงก่อนปล่อยลงทะเล
ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่เล่ามาทั้งหมดฟังแล้วก็อาจสงสัยนะครับว่าถ้าเลือดมันมีมูลค่ามากขนาดนี้ ทำไมคนไทยไม่เอาเลือดมันมาขายบ้าง? เพราะแมงดาทะเลบ้านเราก็เยอะ
ในความเป็นจริง แมงดาทะเลบ้านเราเป็นคนละพันธุ์กับในอเมริกา แต่เลือดก็ถือว่ามีสรรพคุณเหมือนกัน และเท่าที่ค้นมา ก็ไม่มีห้องแล็บเมืองไทยห้องไหนเอาแมงดาทะเลมาสูบเลือดขายกันเป็นล่ำเป็นสัน และแมงดาทะเลในบ้านเราส่วนใหญ่ก็จะมีปลายทางมาที่ร้านจำพวกทะเลเผา (ทั้งนี้แล็บใกล้สุดที่เอาแมงดาทะเลมาสูบเลือดอย่างเป็นล่ำเป็นสันน่าจะอยู่ที่จีน)
ส่วนทำไมไม่มี เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ เพราะเดาว่าการทำห้องแล็บระดับนี้ มันต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง ระดับที่บ้านเราไม่มี (เช่นเดียวกับอีกหลายๆ เทคโนโลยี) และบริษัทต่างชาติก็อาจไม่รู้สึกว่าถ้าจะมาลงทำโรงงานสูบเลือดแมงดาที่บ้านเราก็ไม่คุ้มเท่าที่อื่นก็ได้


#พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

27/01/2021

🚩สมัครรับข้อมูลข่าวสาร และร่วมเป็นเครือข่ายพืชกัญชง
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปพืชกัญชงเพื่อตอบสนองเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) โดยมีสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นที่ปรึกษา พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อการสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปพืชกัญชง หากท่านใดสนใจร่วมเครือข่าย สามารถคลิ๊กดูรายละเอียดและสมัครรับข้อมูลข่าวสารได้ที่ 👇

https://www.thaitextile.org/th/service/detail.2278.1.0.html.

**P #กัญชง

ที่อยู่

Fadestudio
Bangkok
10140

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 21:30
อังคาร 09:00 - 21:30
พุธ 09:00 - 21:30
พฤหัสบดี 09:00 - 21:30
ศุกร์ 09:00 - 21:30
เสาร์ 09:00 - 21:30
อาทิตย์ 09:00 - 21:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Fade Studio.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Fade Studio.:

แชร์