10/06/2024
ก็แล้วแต่มุมมองนะคร่ะ ก็ให้กำลังใจจจจจ
หากใครได้ติดตามข่าวคราวของคุณ #หนุ่มกะลา และคุณ #จูนเพ็ญชุลี อย่างใกล้ชิด จะพอทราบเส้นเรื่องว่า
หนุ่ม กะลา ฟ้องภรรยา จูน เพ็ญชุลี ในนามบริษัท กล่าวหาว่า ภรรยายักยอกเงินของบริษัทมานานถึง 9 ปี จำนวนเงินกว่า 66 ล้านบาท ซึ่งทาง ทนายเดชา ทนายความของหนุ่มกะลา ได้บอกว่า ตรวจสอบ statement ย้อนหลังถึงการกระทำดังกล่าว คือตั้งแต่ปี 2558
โดย หนุ่ม กะลา ย้ำว่า ที่ฟ้องไม่ได้ต้องการให้ภรรยาฉิบหายหรือต้องติดคุก เพียงแค่อยากรู้ว่าเงินหายไปไหน และถ้ายังอยู่ ช่วยเอามาปิดหนี้ให้หน่อย และขอเงินสดติดตัว5ล้าน จะได้หย่า และต่างคนต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต
ด้าน ทนายพัฒน์ ทนายความของ จูน เพ็ญชุลี ก็ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงเรื่องโทษที่ จูน จะต้องได้รับ หากทำผิดตามที่สามีฟ้องจริง โดยมีข้อความว่า “แม่จูนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตั้งแต่ปี 2558 – ปี 2566 รวมทั้งหมด 452 ครั้ง เท่ากับ 452 กรรม ถ้าผิดจริงติดคุกสูงสุดกรรมละ 3 ปี (452×3) รวมติดคุก 1,356 ปี”
และโพสต์อีกว่า “ตอนนี้พี่จูนโดนฟ้องคดีอาญา 2 เรื่องนะครับ คือ จากคุณสา..ฟ้อง และจากมือที่สามฟ้อง รับมือศึก 2 ด้านเลย #สงสารยิ่งกว่าสงสาร
======
ทีนี้ จากเนื้อข่าว และการวิเคราะห์จากหลายฝ่าย ทั้งนักกฎหมายที่ออกมาพูด และคุณสรยุทธ์ จากรายการกรรมกรข่าว ต่างเห็นตรงกันว่า เป็นเรื่องน่าเห็นใจหลายประเด็นมากๆ ดังนี้
1) ตามการใช้จ่ายจริงของครอบครัว คุณจูนนำเงินที่เป็นรายได้มาใช้จ่ายในบ้าน แต่ความเป็นบริษัท จะเบิกจ่ายออกมาใช้ตามปกติ หรือโอนเข้าบัญชีใครไปเลยไม่ได้ ต้องมีผู้รับ และการว่าจ้าง ที่ต้องมีหลักฐานเอกสารทุกขั้นตอน ทั้งใบเสร็จสินค้าที่ซื้อ, เอกสารการว่าจ้างทุกจุด และใบหัก ณ ที่จ่าย ที่เกิดขึ้นตามจริง พอเป็นกรณีของครอบครัวแล้ว มันเลยอาจจะไม่ได้มีเอกสารตรงนี้ ครอบคลุมในทุกกิจกรรม ซึ่งนั่นเป็นที่มาของคำที่ถูกตีความว่า เท่ากับ ถูกยักยอก เว้นแต่ว่าเอกสารเหล่านั้นมีครบทุกจุด ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะคุณจูนต้องพยายามพิสูจน์ถึงประเด็นการนำเงินในบริษัท มาใช้จ่ายในบ้าน หรือการโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคล (ตามที่ถูกกล่าวหา) แล้วจะทำให้ถูกต้องทางบัญชีและทางกฎหมายได้ 100%
2) จากประเด็นแรก จึงเป็นงานหนักของคุณจูน ที่ต้องตามหาหลักฐานมาให้ครบ ให้ถูกต้อง และโปร่งใสตามระบบบัญชี ซึ่งเป็นงานช้าง เพราะเป็นเวลาหลายปีที่ทำงานบริษัทเพื่อรับเงินให้กับสามี และใช้จ่ายในบ้านไปพร้อมกัน ภายใต้การดูแลของเธอ ที่ต้องยืนยันว่าทั้งหมดไม่ใช่การยักยอก
3) สิ่งที่เกิดขึ้น ความหนักหนานี้ จริงๆมันคือภาพที่สามีลุกขึ้นฟ้องภรรยาตัวเอง เพื่อทวงความถูกต้องยุติธรรมให้กับตนเอง เพื่อความโปร่งใสในเงินที่ตนมองว่ามันหายไปในแง่ของตัวเลขบริษัท แต่ในทางครอบครัวแล้ว มันเป็นภาระทางใจที่หนักอึ้งในตัวภรรยา สังคมที่มองเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกสงสารฝั่งผู้ถูกฟ้อง มันเป็นการมอง 2 มุมมองที่แตกต่าง แต่เจ็บปวด
4) ปัญหาคือ มันควรจบที่การคุยภายในของทั้ง 2 คน แต่วันนี้เรื่องของคนสองคน กลายเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศที่ออกมาเปิดบาดแผลของกันและกันให้กับสังคมได้รับรู้ ซึ่งมันยิ่งส่งผลไปจนถึงเรื่องของสถาบันครอบครัว กระทบกับความรู้สึกของลูกในอนาคตที่พ่อแม่มีคดีฟ้องร้องกันเรื่องเงินทอง อาจจะเป็นบาดแผลของลูก เมื่อทุกอย่างได้เป็น digital footprint ที่ทั้งคู่ต้องหาวิธีอธิบายกับลูกในอนาคตว่า "การที่พ่อ (ในนามบริษัท) ฟ้องแม่ มันเกิดอะไรขึ้น?" บางเรื่องอธิบายกับเด็กยากมาก
5) เราต้องแยกความเห็นใจ ออกจากความจริงทางกฎหมาย เพราะในความจริงแล้ว แม้ว่าคุณจูนจะเป็นภรรยาที่น่าสงสาร แต่ตัวเลขทางบัญชี และเอกสารคือสิ่งที่ต้องเอาใช้ยืนยันความจริง มันคือเรื่องทางกฎหมายล้วนๆ อยากให้หลายๆคนแยกแยะ และใจเย็นๆก่อน comment ด่าทอฝั่งสามีไปสุดทางครับ
6) จริงๆแล้ว ทางฝั่งคุณหนุ่ม แค่ต้องการโปะชำระหนี้ ไม่ได้อยากฟ้องคุณจูน แต่มันคุยไม่จบ ไม่เคลียร์ในบ้าน การฟ้องมันคือการหาทางไกล่เกลี่ย โดยใช้ตัวกลางเป็นทนาย เป็นบุคคลที่ 3 แทนที่ตัวเองจะสู้โต้เถียงไปเรื่อยๆในครอบครัวแล้วไม่จบสิ้น แต่ภาพมันออกมากลายเป็นการรังแกภรรยา เป็นภาพของความเข้าใจผิดที่สังคมมองว่าคือการเล่นงาน หาเรื่อง และทำร้าย
7) บอยเชื่อนะว่า ไม่มีใครอยากให้ตัวเองอยากดูเป็นผู้ร้ายในสังคม ถ้าคุณหนุ่มเขามีเงินไปโปะหนี้ แล้วมันเคลียร์เรื่องเงินได้ สุดท้ายคดียักยอกทรัพย์ ก็สามารถถอนฟ้องได้ครับ ถ้ามันเกิดการเจรจากันได้ เราในฐานะคนนอก ควรให้กำลังใจคนทั้งคู่เลย ให้ไปสู่ทางออกที่ดีที่สุด และมีคำตอบที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลง และยอมรับได้ เพื่อให้จบด้วยดี แม้จะยากมากก็ตาม
8 ) ที่เราอยากอธิบายต่อไปคือ คุณหนุ่มมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการเรียกร้องความยุติธรรมทางการเงินให้ตัวเอง ในมุมของคนที่ทำงานหาเงินมาทั้งชีวิต ตรงนี้ อยากให้เข้าใจว่ามันเป็นสิทธิ์ของเขานะครับ คนที่จะใช้กฎหมายช่วยในเรื่องที่ผ่านไปได้ยาก เพราะเขาไม่ได้มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าการหาคนกลาง เพียงแต่พอมันเกิดขึ้นกับภรรยาตัวเอง ภาพที่ออกมาเลยทำให้สังคมไม่พอใจ และมีแรงต้านสูงมาก ถ้าคุณรู้สึกว่าอะไรไม่ยุติธรรมกับคุณ การใช้ทนายและกฎหมายเช้ามาช่วย เป็นเรื่องที่เป็นมืออาชีพมากนะครับ หลายๆบ้านเขาผ่านตรงนี้ไปไม่ได้ ถึงกับวางยา ยิงกัน ฆ่ากันก็มี ดังนั้น ถ้ามองในมุมการจัดการปัญหา อาจจะต้องชมคุณหนุ่มในแง่หนึ่งว่า เขาก็พยายามมีวุฒิภาวะที่สุดแล้วกับสิ่งที่ยังหาทางออกไม่ได้ ยังไงก็ดีกว่าสามีก่ออาชญากรรมแน่นอน!!!!
9) ในมุมของหลายๆคน ไปจนถึงตัวบอย บอยมองว่า คงจะโคตรดี ถ้าคุณหนุ่ม 'ปล่อยวางลง' เพราะคุณยังมีโอกาสทำงานหาเงินอีกมหาศาล ที่จะมีรายได้เป็นของตัวเอง และประสบความสำเร็จในเส้นทางข้างหน้า และยกเงินในช่วงเวลา 2558-2566 ให้เป็นอดีตไป เป็นของลูกเมีย ไม่เอาไปคิดว่ามันเป็นเงินของฉัน แต่ยกประโยชน์ให้กับคุณจูน และลูกได้มีชีวิตครอบครัวแม่ลูกที่ดูแลตัวเองกันต่อไป ส่วนตนก็ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ หย่า และเก็บเงินทำงานต่อไป สร้างความสำเร็จของตนเองต่อไปในอนาคต มันอาจจะเจ็บปวดหน่อย ในมุมของคนทำงานที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากๆ กว่าจะได้เงินมา แต่ชื่อเสียง สุขภาพจิต และคำวิจารณ์ที่บั่นทอนคุณหนุ่มเอง ก็มีมูลค่าสูงไม่แพ้กัน และไม่ควรเอามาแลกกับเรื่องนี้เลย
10) สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ คือการตรวจสอบโดยละเอียดจากสรรพากร แค่จากเรื่องในครอบครัว มันจะกลายเป็นเรื่องตัวเลขทางกฎหมาย ถูกตรวจสอบย้อนหลัง และงานมดจะเป็นงานช้าง ซึ่งอาจจะมีประเด็นอื่นๆอยู่ในเรื่องตัวเลขเหล่านั้น ที่สร้างความหนักใจให้กับคนทั้งคู่มากขึ้นไปอีก
11) เรื่องของปัญหาความรักของทั้งคู่ก่อนหน้านี้ ที่เป็นข่าวดัง เราคิดว่าคนไม่ควรเอามาปะปนด่าทอ และอยากให้มีสติกับการเสพสื่อครับ เพราะประเด็นในวันนี้ คือเรื่องตัวเลข และเอกสารหลักฐานทางการเงิน ส่วนความผิดพลาดในวันนั้น คือคนละกรณีกัน จึงไม่อยากให้อคติจากประเด็นหนึ่ง เพื่อนำเอามาด่าทอใครในอีกประเด็นหนึ่ง ที่เป็นคนละเรื่องกันครับ อย่าเอาความเกลียดชังที่คุณมีต่อเรื่องหนึ่ง มาใช้ตัดสินคนในอีกเรื่องหนึ่งครับ
12) และเรื่องสุดท้ายที่อยากเตือนทุกคนคือ "ระวังการวิพากษ์วิจารณ์ที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท" และสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายไหน เพราะจริงๆแล้ว ข้อความที่ด่าทอใคร ไม่ได้เป็นผลดีกับตัวคุณครับ หันมาเสพเรื่องนี้ด้วยความเข้าใจ และมองมันจากทุกมุมมอง ให้กำลังใจเขาทั้งคู่ อย่างมีสติปัญญา และใจเย็น เพราะทุกคำของคุณมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอนะ
สรุปว่า สังคมตัดสินคุณหนุ่มจาก conflict of status คือบทบาทความเป็นสามี ที่ฟ้องภรรยา แต่ลืมบทบาทหนึ่งคือ คนทำงานหาเงินคนหนึ่ง ที่มีสิทธิ์จะพิสูจน์รายได้ของตัวเองที่หายไป เช่นกันครับ
ขอเป็นกำลังใจให้ทั้งครอบครัว ขอให้จบด้วยดีที่สุด และผ่านเรื่องนี้ไปได้สู่ทางออกที่ดีกับทุกฝ่ายนะครับ
#ตุ๊ดส์review