ChildrenWorld ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ChildrenWorld, ร้านขายเสื้อผ้าเด็กอ่อนและเด็กเล็ก, 34 หมู่บ้าน รัชธานี ลาดพร้าว 101 คลองจั่น บางกะปิ, Bangkok.

ชุดเด็กน่ารัก
ชุดเด็ก
ชุดเด็กชาย
ชุดกันหนาวเด็ก
ชุดกระโปรงเด็ก
ชุดเด็กน้อย
ชุดเด็กญี่ปุ่น
ชุดแฟนซีเด็ก
ร้านชุดเด็ก
ชุดเด็กลดราคา
ชุดญี่ปุ่นเด็ก
จำหน่ายชุดเด็ก
ราคาชุดเด็ก
สั่งชุดเด็ก
ชุดหมอเด็ก
จำหน่าย ชุด เด็ก โต
ชุดเด็กราคา

เลี้ยงลูกแบบสุดยอดคุณแม่ ไม่ยากอย่างที่คิด  การเลี้ยงลูกสำหรับคุณแม่มือใหม่ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อเถอะว่าคุณแม่ร...
22/06/2015

เลี้ยงลูกแบบสุดยอดคุณแม่ ไม่ยากอย่างที่คิด

การเลี้ยงลูกสำหรับคุณแม่มือใหม่ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อเถอะว่าคุณแม่รับมือได้เพียงทำความเข้าใจกับลูก วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีเกร็ดความรู้ดี ๆ มาฝากคุณแม่มือใหม่กับการเลี้ยงลูกให้เป็นสุดยอดคุณแม่ รวมทั้งการดูแลสุขภาพกายใจจากนิตยสาร Mother & Care พร้อมแล้วไปปฏิบัติกันเลย ...

งานเลี้ยงลูก เรียกว่าเป็นงานที่มันไม่หยุด ยิ่งกับแม่มือใหม่ที่เริ่มภารกิจนี้ เราเชื่อว่า จะเกิดความสุข พร้อมกับความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อลูก ตัวคุณ และสามีไปพร้อม ๆ กันได้ น่าจะมาจากการตั้งรับให้เป็น แล้วแบบนี้จะรีรออะไร มาลงมือเป็นสุดยอดคุณแม่กันค่ะ

❤ สุขภาพร่างกาย

กายพร้อมใจก็พร้อมค่ะ ลองคิดดูสิ หากคุณต้องเจ็บ ๆ ป่วย ๆ เข้าออกกับการไปพบคุณหมอ เวลาดี ๆ ที่จะดูแลครอบครัว คงหายไปส่วนหนึ่ง ไม่สามารถทำภารกิจได้เต็มที่ อีกทั้งรายจ่ายก็ต้องหมดไปกับการดูแลรักษาสุขภาพ

❤ เลือกอาหาร

นอกจากคุณจะต้องยึดเกณฑ์เลือกอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ร่างกายได้ในระดับหนึ่งแล้ว อยากให้ส่งต่อเรื่องการดูแลสุขภาพของสมาชิกของครอบครัวด้วย เช่น

มื้อนมแม่ เรียกว่าเป็นช่วงเวลาอบอุ่นผูกพันของคุณกับลูกน้อยแล้ว การกินอาหารที่มีประโยชน์ ก็ยังเป็นการส่งต่อสารอาหารดี ๆ ผ่านนมแม่ถึงลูกน้อย ฉะนั้น อยากให้ลูกสุขภาพดี แม่ก็ต้องเลือกอาหารที่ดีไว้ก่อน

มื้ออาหารเสริมและอาหารวัยเรียน เป็นหัวข้อที่ต้องใส่ใจกันเลยทีเดียว เพราะด้วยพัฒนาการ การเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัย อาหารจึงมีผลโดยตรงต่อการเติบโตและการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้

มื้อเช้า ก็มีความสำคัญไม่น้อย ลองเตรียมเมนูสุขภาพมื้อเช้าในวันทำงานแบบง่าย ๆ เช่น แซนด์วิชปลาทูน่าสลัดผัก เอาใจคุณสามีบ้างสิคะ

❤ ออกกำลังกาย

เป็นวิธีที่ทำควบคู่กับการกิน และเรื่องนี้ก็ควรจัดให้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลตัวเองตั้งแต่ที่คุณตั้งครรภ์และหลังคลอดอย่างถาวร เช่น

❤ ช่วงตั้งครรภ์

วิธีของคุณแม่แต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่ขอให้ยึดหลักที่ว่า วิธีไหนที่ใช้แรงหักโหมมากควรเลี่ยง ควรเป็นวิธีที่คุณทำแล้วสบายใจ ทำได้สม่ำเสมอจะดีกว่า

❤ หลังคลอด

ร่างกายรับบทหนักมานาน การบริหารร่างกายช่วงนี้ จะช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ได้ยืดขยาย ฟื้นฟูกลับสู่สภาพปกติ โดยเริ่มจากการยืดกล้ามเนื้อเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือแค่การเดินแกว่างแขน-ขา ก็โอเคแล้ว และหากเป็นไปได้การออกกำลังกายแบบครอบครัวก็เป็นกิจกรรมที่ดีที่น่าทำนะคะ

❤ เวลาที่เหมาะสม

กำลังบอกถึงวิธีบริหารจัดการเวลา การใช้ชีวิต และการทำหน้าที่ต่าง ๆ ของคุณในแบบสมดุล ไม่สุดโต่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็เท่านั้นเอง

❤ แม่เต็มเวลา

คุณมีเวลาเต็มที่กับการจัดการเรื่องลูกไม่มีงานออฟฟิศนอกบ้านเข้ามาเกี่ยวอาจมีพี่เลี้ยงคอยช่วยงานในบ้าน ก็ควรจะหาเวลาพักให้กับตัวเองบ้าง จะได้ไม่เป็นการกดดันกับการทำหน้าที่คุณแม่ หรือทำเรื่องลูกจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เครียด หรือเบื่อหน่ายเรื่องลูก เรื่องงานบ้าน กลายเป็นปัญหาบานปลายในครอบครัว

❤ เวิร์กกิ้งมัม

รู้ ๆ กันว่า หน้าที่คุณแม่เวิร์กกิ้งมัม คืองานที่ออฟฟิศ เรื่องลูก สามี และยังรวมถึงตัวคุณ ฉะนั้น สูตรการจัดสรรเวลาที่ดีก็คือ เรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง ให้ทั้ง 4 ช่วงของเวลาไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป ทริกง่าย ๆ ก็คือใช้สติเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวตัวเราค่ะ

❤ อีคิวที่ดี

ข้อมูลทั้งจากตำราและความจริงพบว่า พฤติกรรมของพ่อแม่มีผลต่อการแสดงออกของลูก โดยเฉพาะเรื่องของอีคิว หรือที่เรียกว่าความฉลาดทางอารมณ์นั้น เป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝัง บ่มเพาะตั้งแต่เล็ก เฉกเช่นเรื่องของระเบียบ วินัยของเด็ก ๆ เรามาดูกันว่า อะไรบ้างที่จะช่วยให้ลูกเป็นเด็กที่มีอีคิวดี

❤ ความรัก-ความเข้าใจ

เป็นอาหารทางใจที่ดี เพราะเป็นการแสดงถึงการยอมรับ ความเห็นอกเห็นใจ และให้ความสำคัญกับตัวเด็กในเรื่องต่าง ๆ เช่น การเรียนการแสดงออก การเล่น ต่างจากการตำหนิ บังคับ วิจารณ์หรือลงโทษ ซึ่งเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องระวังเป็นอย่างมาก

ให้โอกาส พัฒนาการและการเติบโตของลูก เปลี่ยนแปลงไปตามวัย คุณจึงต้องเป็นนักสังเกต ที่คอยแนะนำและส่งเสริมตามความเหมาะสม เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การกระทำถูก-ผิด ความแตกต่างอย่างมีเหตุผล

❤ ทางออกทางอารมณ์

สอนให้ลูกรู้เรียนรู้เรื่องอารมณ์ของตัวเอง คนรอบข้าง พร้อมกับวิธีจัดการอารมณ์ที่เหมาะสม เช่น เวลาโกรธ เสียใจ ไม่พอใจ โดยเฉพาะพ่อแม่เองจะต้องรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ไม่ส่งต่ออารมณ์บูด ๆ ให้ลูก

ข้อมูลเหล่านี้ น่าจะเป็นแนวทางให้คุณได้ลองคิดทบทวน แล้วก็เตรียมตัวเป็นสุดยอดคุณแม่คนต่อไปนะคะ

www.motherandcare.in.th

3 เทคนิครับมือลูกไม่อยากไปโรงเรียน…ถ้าลูกน้อยของคุณกำลังมีอาการไม่อยากไปโรงเรียน ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่จะหลอกล่ออย่างไรเขาก็...
16/05/2015

3 เทคนิครับมือลูกไม่อยากไปโรงเรียน

…ถ้าลูกน้อยของคุณกำลังมีอาการไม่อยากไปโรงเรียน ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่จะหลอกล่ออย่างไรเขาก็ยังไม่อยากไปอยู่ดี เด็กบางคนถึงขั้นแกล้งป่วย บ้างแกล้งทำเป็นงอแง บ้างก็ร้องไห้ จนคนเป็นพ่อเป็นแม่พาลเหนื่อยใจแถมบางคนก็ยังมีอาการใจอ่อนอีกซะด้วยสิ! เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราจะรับมืออย่างไรดีล่ะ ...มาดูกันเลยค่ะ

1.ชวนลูกพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่โรงเรียนบ้าง ลองชวนลูกพูดคุยถึงเรื่องที่ลูกทำกิจกรรมที่โรงเรียนในตอนเย็น หรือพูดเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน เช่น ลูกมีเพื่อนกี่คน, ชอบเพื่อนคนไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า,เพราะอะไรถึงไม่ชอบเพื่อนคนนี้ เป็นต้น นอกจากจะได้ใช้เวลาอยู่กับลูกแล้ว คุณพ่อคุณแม่จะได้ทราบเรื่องราวของลูกตอนที่อยู่โรงเรียนด้วยว่า ลูกรู้สึกอย่างไร หรือทำอะไรตอนไปโรงเรียน

2.หาโอกาสพูดคุยกับคุณครูประจำชั้นของลูก ระหว่างที่รอรับลูกกลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่ลองพูดคุยกับคุณครูประจำชั้นของลูกถึงพฤติกรรมของลูกระหว่างอยู่ในห้องเรียน หรือเวลาเล่นอยู่กับเพื่อนๆ ว่าเป็นอย่างไร

3.หาทางแก้ไขสาเหตุ หลังจากทราบสาเหตุของการไม่อยากไปโรงเรียนของลูกจากการพูดคุยกับลูก และคุณครูแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยให้ลูกสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ด้วยการสนับสนุนให้ลูกแสดงความสามารถของตัวเองออกมา ด้วยการให้กำลังใจลูกว่า “หนูทำได้จ๊ะ” เพื่อลดความกลัวต่างๆ และช่วยให้ลูกกล้าที่จะแสดงออกมาขึ้น ควรสนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เพื่อฝึกการปรับตัว และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ แต่หากลูกกลัวการถูกล้อเลียน ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า สิ่งที่เพื่อนล้อไม่เป็นความจริง อย่ากังวลไปเลย

คุณพ่อคุณแม่สามารถลดอาการลูกน้อยไม่อยากไปโรงเรียน...ด้วยการพูดคุย เพื่อหาสาเหตุ ลดความกลัว เพื่อเสริมความกล้า เสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูก... เพื่อช่วยให้ลูกสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ๆ อย่าง “สังคมภายในโรงเรียน...สังคมจำลองเล็กๆ ของเด็กๆ ที่จะขยายใหญ่ กลายเป็นสังคมของชีวิตจริงในอนาคต” ที่ลูกต้องพบเจอเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถเข้าสู่สังคมได้นั่นเองค่ะ
ถูกใจ · ความคิดเห็น · แชร์

10 เรื่องดี ๆ เพื่อลูกน้อยสุขภาพดี          เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสุขภาพที่ดี เตรียมร่างกายและใจของลูกน้อยให้พร้อมไปกับการเร...
07/05/2015

10 เรื่องดี ๆ เพื่อลูกน้อยสุขภาพดี

เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสุขภาพที่ดี เตรียมร่างกายและใจของลูกน้อยให้พร้อมไปกับการเรียนรู้และพัฒนาการต่าง ๆ ด้วยวิธีดี ๆ จากข้อมูลเรื่องสุขภาพทั้ง 10 ข้อกันค่ะ

1. นมแม่แน่ที่สุด บอกเลยว่า นมแม่ดีที่สุดสำหรับลูกแรกเกิด อาหารกายและใจชนิดเดียวในโลกที่สะอาด สะดวก ปลอดภัย พร้อมเสิร์ฟทุกเวลาที่ลูกน้อยต้องการ เป็นอาหารสร้างภูมิต้านทานโรคติดเชื้อหลายชนิดและมีสารอาหารมากมายทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย ไม่เป็นโรคภูมิแพ้ที่เรารู้กัน เช่น ผื่นผิวหนัง หอบหืด ท้องผูกคิดดูสิคะมีข้อดีมากขนาดนี้ จะคิดถึงอาหารอื่นทำไม

2. ยิ้มง่าย หัวเราะได้ ผลวิจัยทางการแพทย์มีข้อมูลตรงกันว่า สารความสุข (เอ็นดอร์ฟิน) จะทำงานได้ดีเมื่อคน ๆ นั้น อยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายเป็นสุขหรือสนุก ส่งผลดีกับจิตใจ โดยเฉพาะกับร่างกาย ทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดในร่างกายทำงานได้ดี ส่งไหลไปเลี้ยงสมอง จึงทำให้รู้สึกสบาย ผ่อนคลาย และน่าจะเป็นเหตุผลดี ๆ ที่ลูกควรจะได้เผยรอยยิ้ม ได้หัวเราะ เป็นเด็กเลี้ยงง่ายอารมณ์ดี ที่ได้ยิ้มและหัวเราะ

3. เล่นสนุก การที่ลูก ๆ สนุกอยู่กับเรื่องเลอะก็ไม่ใช่จะเป็นเรื่องแย่ ๆ กับสุขภาพนะคะ เช่น ขุดดิน เล่นทราย หรือออกแรงโหนชิงช้า กระโดดเชือก ระบายสี มีแต่จะเป็นเรื่องดีที่ลูกของคุณได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใช้กำลังกล้ามเนื้อแขนขา ยิ่งได้เล่นกลางแจ้งในที่ที่อากาศปลอดโปร่ง สดชื่น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีแสงแดดอ่อน ๆ ก็จะยิ่งส่งผลดีกับสุขภาพกายและใจของลูก ดีกว่าให้ลูกนั่งอยู่หน้าจอต่าง ๆ เป็นไหน ๆ ค่ะ

4. พักผ่อน วงจรสำคัญการใช้ชีวิตที่สำคัญที่สุดก็คือการนอน การพักผ่อนร่างกาย โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ แต่ละช่วงวัย เช่น เด็กก่อนวัยเรียนจำเป็นต้องนอนประมาณวันละ 10-12 ชั่วโมง (รวมเวลาการนอนกลางวันด้วย) เด็กในวัยเรียน ต้องนอนประมาณ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อพักผ่อนเพียงพอ สมองและร่างกายก็พร้อมที่จะเรียนรู้มีพัฒนาการที่ดี และยังพร้อมที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคได้ด้วย สำหรับผู้ใหญ่เองก็เช่นกัน ถ้าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอก็เป็นบ่อเกิดแห่งโรคภัยไข้เจ็บที่จะตามมา

5. สร้างสภาพแวดล้อม บรรยากาศ สภาพแวดล้อมใกล้ตัวที่บ้าน ที่ลูกใช้เวลากับการนอน การเล่น หรือทำการบ้านก็ตาม ควรสะอาด ป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมหรือเป็นแหล่งของเชื้อโรคได้ เช่น ห้องนั่งเล่น ควรได้เปิดโล่งให้อากาศถ่ายเท เปิดหน้าต่างเพื่อรับลมบ้าง ผ้าม่านโซฟา พื้นห้องก็ควรเช็ดถู ทำความสะอาดส่วนห้องนอน ยิ่งต้องใส่ใจ ไม่ว่าจะที่นอน หมอน ผ้าห่ม ควรซัก ตากแดด ทำความสะอาดเป็นประจำ

6. สร้างสุขนิสัย คุณควรเป็นแบบอย่างถึงวิธีสร้างลักษณะนิสัยที่ดีต่าง ๆ ให้กับลูกตั้งแต่ยังเล็ก เช่น การล้างมือก่อนและหลังกินอาหารการไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น หลอดดูดแก้ว ของใช้ส่วนตัว วิธีการใช้ห้องน้ำตามที่สาธารณะ รู้จักรักษาอนามัยส่วนตัวตามวัย เพราะเรื่องเหล่านี้จะทำให้ลูกรู้จักรักษาความสะอาด ระมัดระวังตัวเอง ป้องกันการเกิดโรคภัยไข้เจ็บในเบื้องต้น

7. ออกกำลังกาย ข้อนี้แนะนำว่า ทำร่วมกันเป็นครอบครัวจะยิ่งสนุกและมีความสุข เช่น ร้องเพลงไปเต้นไป ขี่จักรยาน หรือเล่นกีฬา ที่ล้วนแต่เป็นวิธีออกกำลังกาย เสริมสร้างความแข็งแรงที่แสนจะง่ายดาย แล้วรู้ไหมคะว่าการออกกำลังกายแบบกลุ่มครอบครัว นอกจากได้สุขภาพกายแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังได้เห็นพัฒนาการ ความสามารถด้านการกีฬา ลูกสนุกได้ใกล้ชิดพ่อแม่ เก็บแต้มบวกเรื่องสุขภาพใจได้อีกด้วยค่ะ

8. วัคซีน วัคซีนจะกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันโรค โดยสร้างขึ้นมาจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคชนิดนั้น ๆ ทำหน้าที่กระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเริ่มต้นได้ตั้งแต่วัยแรกเกิด และตามตารางวัคซีนที่ทางกระทรวงสาธารณสุขกำหนด นอกเหนือจากวัคซีนตามตารางที่จำเป็นต่อลูกด้วยแล้ว อาจมีวัคซีนทางเลือกที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสอบถามจากคุณหมอเพิ่มเติมได้

9. เลือกอาหาร อาหารมีหลากหลาย แต่ก็ต้องเลือกด้วยว่า อาหารแบบไหนจำเป็นต่อร่างกายแต่ละช่วงวัยของลูก เหมาะสมตามหลักโภชนาการหรือไม่ เช่น ผัก ผลไม้ ก็จำเป็นต่อร่างกายไม่แพ้อาหารโปรตีน อย่างเช่น วิตามินซีจากส้มจะช่วยสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ที่ให้พลังงานสูง ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง เจริญเติบโตโดยเฉพาะเด็ก ๆ วัยเรียน แต่ก็ต้องเลือกคุณภาพของอาหารที่ลูก ๆ จะได้รับด้วยนะคะ

10. กอดพิชิตโรค คุณรู้หรือไม่? นอกจากการกอดที่แสดงออกถึงความรักต่อกันแล้ว การกอดสามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอดีขึ้น และกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดแดง ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปยังเเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเป็นไปด้วยดี ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า สุขภาพดีนั่นเอง อย่าลืมกอดคนที่คุณรักนะคะ (วันละหลาย ๆ ครั้งได้ยิ่งดีค่ะ)

เมื่อเบบี้...กลับบ้านวันแรก ก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะกลับมาอยู่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมพร้อมข้าวของและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของลูก...
05/05/2015

เมื่อเบบี้...กลับบ้านวันแรก

ก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะกลับมาอยู่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมพร้อมข้าวของและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของลูกรอไว้อย่างครบครันค่ะ เพราะลูกต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่บ้านซึ่งต่างจากโรงพยาบาล

1.จดบันทึกเวลาหนูกินนม

โดยปกติเด็กแรกเกิดนอนหลับมากถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน บางคนร้องไห้เมื่อหิว แต่บางคนหิวมากจนไม่มีแรงร้อง ทำให้คุณพ่อคุณแม่อาจเข้าใจว่าลูกหลับสบายอยู่

วิธีสังเกตง่าย ๆ เด็กแรกเกิดมีขนาดความจุกระเพาะไม่มาก ถ้ากินนมแม่ซึ่งย่อยเร็ว เขาจะนอนไม่เกิน 3-4 ชั่วโมง ถ้าลูกนอนนานกว่า 4 ชั่วโมง ต้องปลุก และควรจดบันทึกเวลาและปริมาณที่เขากินนมด้วย

นอกจากนี้คุณแม่ควรบันทึกจำนวนครั้งของการอึและฉี่ของลูกควบคู่กันด้วยนะคะ เพราะจะเป็นตัวช่วยทางอ้อมให้เรารู้ว่าลูกได้น้ำนมเพียงพอหรือไม่

2.ดูสีอึและฉี่ของหนู

คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตสีและจำนวนครั้งที่ลูกถ่ายหนัก ถ่ายเบา เพราะในเด็กแรกเกิดที่ได้นมเพียงพอจะฉี่เปียกชุ่มผ้าอ้อม 4-6 ครั้งต่อวัน และสีไม่เข้มมาก ส่วนช่วง 2-3 วันแรกอึของลูกอาจจะเป็นสีออกเขียว แต่วันที่ 4 มักจะเริ่มเขียว ปนเหลือง จากนั้นจะเป็นสีเหลืองทอง ในกรณีที่ได้รับนมแม่

ฉะนั้น หากคุณแม่สังเกตแล้วเห็นว่าผิดไปจากนี้ ก็สันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าลูกอาจจะมีปัญหาการกินนมหรือปัญหาสุขภาพที่คุณแม่ต้องพาไปพบคุณหมอค่ะ

3.รู้เวลานอน ตอนอยู่บ้าน

เนื่องจากตอนลูกกลับจากโรงพยาบาล ซึ่งอาจไม่เคยปิดไฟเลยในช่วงกลางคืน คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยให้ลูกเข้าใจเวลากลางวันกลางคืน โดยกลางคืนเมื่อตื่นก็มีกิจกรรมกินนมอย่างเดียว และเปิดไฟสลัว ส่วนกลางวันสว่าง และมีกิจกรรมทำบ้าง ที่สำคัญควรให้ลูกได้นอนหลับบนที่นอนไม่ใช่บนตัวคุณพ่อคุณแม่นะคะ กรณีที่ที่นอนเย็นควรต้องทำที่นอนให้อุ่นก่อน เพราะเด็กบางคนไม่ยอมนอนบนที่นอนเย็น ๆ ต่างจากตัวคุณแม่ที่อบอุ่นค่ะ

4.ตอบสนองทุกครั้งที่หนูร้อง

เพราะลูกน้อยวัยเบบี้ยังพูดไม่ได้ จึงใช้การร้องไห้สื่อสารกับเรา ซึ่งลูกอาจจะร้องเพราะหิว เพราะเปียก หรือเพราะเบื่อ คุณแม่จึงควรตอบสนองการร้องไห้ของลูกทุกครั้ง

แต่ถ้าลูกร้องไห้แบบที่เราไม่รู้สาเหตุ ก็ลองห่อตัวเจ้าตัวเล็กให้กระชับเหมือนตอนอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะเขาอาจยังไม่ชินกับการอยู่ที่กว้าง จึงรู้สึกอ้างว้างไม่เหมือนตอนอยู่ที่แคบ ๆ ในท้องแม่

5.สร้างความคุ้นเคยกับพี่คนโต

หากคุณแม่มีลูกคนโตอยู่ด้วย การที่คุณแม่จากบ้านไปหลายวัน เมื่อกลับมาคุณแม่ควรมีอ้อมกอดสำหรับพี่ หรือลูกคนโตด้วยนะคะ และยกหน้าที่อุ้มน้องเข้าบ้านให้คุณพ่อแทน เมื่อใช้เวลาเต็มที่แล้วจึงค่อย ๆ แนะนำให้พี่รู้จักน้องเล็ก ให้พี่ช่วยหยิบของให้น้องบ้าง ก็จะช่วยให้พี่น้องเกิดความคุ้นเคยที่จะอยู่ร่วมกัน

6.คุณแม่ก็ต้องดูแลตัวเองด้วย

เพราะการดูแลลูกเป็นงานที่ต้องทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจค่ะ ดังนั้น คุณแม่เองจึงต้องดูแลตัวเองให้พร้อมเสมอด้วย เมื่อมีเจ้าตัวน้อยเข้ามาในชีวิต คุณแม่มักเอาเวลาที่มีทั้งหมดให้กับลูก ฉะนั้น เรื่องงานบ้านหรือสิ่งละอันพันละน้อยต่าง ๆ ในบ้าน หากมีคุณพ่อ หรือมีคนคอยช่วยเหลือบ้าง ก็จะทำให้คุณแม่มีเวลาพักผ่อนได้อยู่กับเจ้าตัวเล็กได้เต็มที่ โดยไม่เครียดค่ะ

ถึงแม้การดูแลลูกเบบี้จะเป็นงานที่ทั้งหนักและเหนื่อย แต่เพียงแค่เห็นรอยยิ้มเบิกบาน และแววตาแสนสุขของลูกน้อยแล้ว เชื่อว่าเหนื่อยสักแค่ไหนคุณพ่อคุณแม่อย่างเราก็พร้อมสู้ค่ะ

การให้นมบุตร เรื่องน่ารู้ของคุณแม่มือใหม่ ...แม้ว่าการให้นมลูกจะเป็นเรื่องธรรมชาติ และเป็นเรื่องที่แม่ทุกคนควรต้องรู้ด้ว...
04/05/2015

การให้นมบุตร เรื่องน่ารู้ของคุณแม่มือใหม่ ...

แม้ว่าการให้นมลูกจะเป็นเรื่องธรรมชาติ และเป็นเรื่องที่แม่ทุกคนควรต้องรู้ด้วยสัญชาตญาณ แต่พอถึงเวลาจริง ๆ แล้วก็เชื่อว่าคุณแม่หลายคน โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่น่าจะสับสนกันอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเราจึงรวบรวมความรู้พื้นฐานของการให้นมบุตรมาฝาก เพื่อส่งเสริมให้คุณแม่ทุกคนที่คิดจะเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองได้มีความรู้ความเข้าใจกันมากขึ้นค่ะ

1. ระยะเริ่มให้นม

หลังจากลืมตาออกมาดูโลกได้เพียง 1-2 ชั่วโมง ลูกน้อยของคุณก็จะเริ่มดูดนมจากเต้าได้เองโดยธรรมชาติ และคุณแม่เองก็สามารถให้นมบุตรได้เลยทันทีเช่นกัน แต่ในช่วงแรก ๆ ของการให้นม ลูกน้อยอาจจะตื่นบ่อย และต้องให้นมบ่อยตามไปด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ และก็ไม่ต้องกังวลว่าน้ำนมจะผลิตออกมาไม่ทัน เพราะเมื่อร่างกายได้หลั่งน้ำนมออกมาให้ลูกได้ดื่ม ก็จะผลิตน้ำนมขึ้นมาทดแทนได้ทันทีโดยอัตโนมัติ

2. ความเจ็บปวดเป็นเรื่องปกติ

กลไกการให้นมบุตรเป็นเรื่องธรรมชาติของร่างกายผู้หญิงก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอุปสรรค หรือเรื่องติดขัดเกิดขึ้นเลยตลอดการให้นมบุตร เพราะคุณแม่จะรู้สึกคัดและเจ็บจี๊ดที่หัวนมทุกครั้งที่ลูกดูดนม แต่ก็จะเกิดขึ้นในช่วงแรก ๆ ของการให้นมเท่านั้น พอนาน ๆ ไปอาการเจ็บเหล่านี้ก็จะหายไปเอง แต่คุณแม่ก็ควรต้องตรวจสอบสักนิดด้วยว่า ลูกน้อยดูดนมถูกวิธีหรือเปล่า ซึ่งวิธีดูดนมที่ถูกต้องก็คือต้องอ้าปากดูดนมจากฐานของเต้านม ไม่ใช่ใช้ปากดูดตรงหัวนมตรง ๆ หรือถ้าผ่านพ้นช่วงแรก ๆ ของการให้นมบุตรไปแล้ว แต่คุณแม่ยังรู้สึกเจ็บอยู่อย่างไม่ทราบสาเหตุ ก็ควรต้องปรึกษากุมารแพทย์ทันทีนะคะ

3. การให้นมลูกในที่สาธารณะ

คุณแม่หลายท่านอาจจะยังเขินและไม่ชินกับการให้นมลูกในที่สาธารณะ แต่ถ้าเกิดจำเป็นขึ้นมาจริง ๆ เป็นต้นว่าลูกน้อยเกิดหิวขึ้นมาและคุณแม่ก็ลืมปั๊มนมเตรียมไว้ ก็คงต้องเปิดอกให้ลูกได้ดื่มนมคลายหิวกันตรงนั้นเลย โดยวิธีที่จะให้นมลูกได้อย่างปลอดภัย ไม่ดูโป๊จนเกินไปก็คือ ควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกจากบ้านด้วยการใส่เสื้อผ้าที่สามารถให้นมลูกได้อย่างสะดวก เสื้อกระดุมหน้า และยกทรงที่เปิดด้านหน้าได้จะดีที่สุด พกผ้าพันคอสีเข้มผืนใหญ่ ๆ ติดตัวไว้เผื่อกรณีที่ต้องให้นมลูกในที่สาธารณะจะได้ใช้ผูกคล้องคอบดบัง และถ้าหากหามุมที่มีกำแพงหรือมุมปลอดคนได้ก็ควรจะเลือกให้นมลูกตรงบริเวณนั้น เพื่อหลบสายตาเวลาที่ให้นมลูก หรือจะใช้วิธีหันหลัง เอียงตัวสักนิดเพื่อบังสายตาก็ได้เช่นกัน

4. ระยะเวลาของการให้นมบุตร

องค์การอนามัยโลกเคยประกาศไว้ว่า เด็กทารกควรดื่มนมแม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะอายุครบ 2 ขวบเต็ม แต่หลังจาก 1 ขวบเป็นต้นไป คุณแม่ควรให้ลูกได้รับประทานอาหารอื่น ๆ บ้าง เพื่อให้เขาได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน เพราะถึงแม่ว่าน้ำนมแม่จะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของลูกน้อย แต่เด็กก็ควรได้รับสารอาหารอื่น ๆ นอกเหนือจากที่นมแม่ให้เขาด้วยนะคะ

5. การให้นมลูกในขณะหลับ

คุณแม่ที่ให้นมลูกด้วยตัวเองมักจะเลือกนอนกับลูก เพื่อเวลาที่ลูกตื่นมากลางดึกจะได้ดูดนมได้เลยทันที โดยสิ่งที่คุณแม่ต้องทำคือ เปิดอกเอาไว้ให้พร้อม และจัดท่านอนอำนวยความสะดวกให้ลูกดื่มนมได้อย่างถนัด แต่ถ้าหากต่างคนต่างนอนดิ้นก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะสัญชาตญาณของคุณแม่ทุกคนจะเผลอนอนท่าที่ลูกไม่สามารถดื่มนมได้เพียงแค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้น และอีกสักพักความห่วงกังวลถึงลูกน้อยก็จะร้องเตือนให้คุณแม่มีสติและจัดท่านอนเพื่อให้ลูกดื่มนมได้อย่างสะดวกอีกครั้งเองโดยธรรมชาติ

นมแม่เป็นอาหารหยดแรกที่ลูกจะได้ดื่มกิน แถมยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของลูกน้อยอย่างมากมายเลยทีเดียวนะคะ ดังนั้นหากคุณแม่สามารถให้นมลูกน้อยได้ด้วยตัวเองก็จะดีที่สุดเลย เขาจะได้มีพัฒนาการที่สมบูรณ์แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยต่าง ๆ ได้อย่างดี

ลูกสาวฝาแฝดญี่ปุ่นสุดน่ารัก ภาพเซตนี้จัดให้โดยคุณพ่อ ! เซ็ตภาพลูกสาวแฝดญี่ปุ่นที่จัดให้โดยคุณพ่อ เห็นแล้วอยากกลับไปเป็นเ...
29/04/2015

ลูกสาวฝาแฝดญี่ปุ่นสุดน่ารัก ภาพเซตนี้จัดให้โดยคุณพ่อ !

เซ็ตภาพลูกสาวแฝดญี่ปุ่นที่จัดให้โดยคุณพ่อ เห็นแล้วอยากกลับไปเป็นเด็กเลยเนอะ ดูสนุกกันทั้งคู่เลยเนอะ

เวลาเห็นเด็กน้อยสนุกสนานในอิริยาบถต่าง ๆ แล้วทำให้โลกดูสดใสและยิ้มตามไปได้เหมือนกันเนอะ ยิ่งเป็นเด็กที่แต่งตัวน่ารักและมีรอยยิ้มสดใสบริสุทธิ์ ยิ่งเป็นภาพที่น่าเก็บไว้เป็นอย่างยิ่ง เพราะหากเวลาเปลี่ยนผ่านไปแล้ว อาจจะไม่มีโมเม้นท์อย่างนี้ให้ได้เห็นอีกก็เป็นได้ ก็เหมือนกับคุณพ่อคนนี้ที่ถ่ายภาพลูกสาวฝาแฝดสุดน่ารักเอาไว้ เห็นแล้วอิจฉาคุณลูกเลยที่มีปะป๊าน่ารักขนาดนี้ ^_^

สำหรับภาพเซตนี้ทาง Boredpanda บอกว่าเป็นฝีมือของ อากิระ โอซาว่า (Akira Oozawa) คุณพ่อที่มีอาชีพกราฟฟิกดีไซเนอร์ เขาได้เก็บภาพน่ารัก ๆ ทุกอิริยาบถของลูกสาวฝาแฝดเอาไว้ ซึ่งดูเด็ก ๆ ก็สนุกสนานตามประสากันมาก แถมยังแอ็คท่า โพสท่ากันจัดเต็มสุด ๆ เลย เห็นแล้วโลกสดใสขึ้นเป็นกองเลยว่าไหมล่ะ

วิจัยเผย สาวก้นใหญ่ ลูกที่เกิดมาจะฉลาด...สาว ๆ หลายคนชอบบ่นว่าไม่อยากก้นใหญ่ เพราะมันทำให้เป็นจุดสังเกตหรือทำให้ดูอ้วนกว...
27/04/2015

วิจัยเผย สาวก้นใหญ่ ลูกที่เกิดมาจะฉลาด...

สาว ๆ หลายคนชอบบ่นว่าไม่อยากก้นใหญ่ เพราะมันทำให้เป็นจุดสังเกตหรือทำให้ดูอ้วนกว่าเดิม แต่บอกเลยนะว่าตอนนี้สาว ๆ ต่างประเทศเขานิยมก้นใหญ่ ๆ กันมากเลยแหละ เพราะมันดูเซ็กซี่กว่าก้นแบน ๆ แถมความจริงแล้วการที่มีก้นใหญ่ใส่กางเกงหรือกระโปรงก็ดูสวยกว่าคนก้นฟีบเยอะ ที่ยิ่งไปกว่านั้นมีงานวิจัยเปิดเผยว่า สาวก้นใหญ่จะมีลูกที่เกิดมาฉลาดสมองดีอีกด้วย

วันที่ 19 มกราคม 2015 เว็บไซต์เดลี่เมล มีรายงานว่า ปัญหาที่ผู้หญิงพบเจอกันมายาวนาน อย่างการที่ทำไมถึงลดไขมันได้ยากกว่าผู้ชายนั้น เป็นเพราะไขมันเหล่านั้นช่วยให้ทารกในครรภ์ฉลาดได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าไขมันที่ถูกกักเก็บอยู่ที่บั้นท้ายสำคัญต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อยผ่านทางน้ำนมนั่นเอง

ทั้งนี้ศาสตราจารย์ วิล ลาสเซค (Will Lassek) อธิบายว่า ไขมันในส่วนบั้นท้ายจะช่วยพัฒนาสมองของทารก และผู้หญิงต้องใช้ไขมันจำนวนมากในการสร้างระบบประสาท อีกทั้งไขมันในส่วนนี้ยังช่วยเพิ่ม DHA อันเป็นส่วนที่ทำให้ทารกฉลาดอีกด้วย ซึ่งผู้หญิงควรจะสะสมไขมันตรงส่วนนี้เอาไว้ เพื่อพัฒนาสมองของทารกจนกว่าเขาจะเกิดออกมา

นอกจากนี้เขายังกล่าวเพิ่มเติมในหนังสือ Why Women Need Fat อีกว่า เวลาที่แม่ให้นมทารกน้ำหนักตัวจะลดลงไปครึ่งกิโลกรัมต่อเดือน ฉะนั้นจึงบอกได้ว่าไขมันกับน้ำนมมีส่วนสัมพันธ์กันในการช่วยให้สมองของทารกดีและเป็นเด็กฉลาด

พัฒนาการการแสดงออก อีกการเรียนรู้ที่ต้องฝึกฝน ...มาดูเคล็ดลับที่ช่วยให้ลูกน้องแสดงออกทางอารมณ์ได้ดีกันดีกว่าพัฒนาการ “กา...
26/04/2015

พัฒนาการการแสดงออก อีกการเรียนรู้ที่ต้องฝึกฝน ...

มาดูเคล็ดลับที่ช่วยให้ลูกน้องแสดงออกทางอารมณ์ได้ดีกันดีกว่า

พัฒนาการ “การแสดงออก” อีกการเรียนรู้ที่ต้องฝึกฝน (modernmom)
เรื่อง : กิ่งกาญจน์ ศรีปริญญาศิลป์

เคยไหมคะที่รู้สึกว่า ลูกน้อยทำท่าทางเหมือนไม่สบายตัวแต่ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร หรือมีเรื่องไม่สบายใจ แต่ไม่ยอมพูด ทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจว่าจะแก้ไขให้ลูกกลับมาร่าเริงและสบายดีได้อย่างไร "พัฒนาการการแสดงออก" เป็นหนึ่งในเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าพัฒนาการในด้านอื่น ๆ เพราะการแสดงออกของเด็กนั้น เป็นตัวสะท้อนความสมบูรณ์ของสมองและเป็นตัวชี้วัดถึงความฉลาดทางอารมณ์

เดิมทีนั้นอาจมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กที่ว่า เด็กที่พูดมาก ร้องบ่อย เป็นเด็กเลี้ยงยาก แต่เด็กที่เรียบร้อย ไม่ค่อยพูดมักเข้าใจว่าเป็นเด็กที่สมบูรณ์ดี ทั้งที่จริงแล้วเด็กที่มีการแสดงออกอย่างสม่ำเสมอนั้นมีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพจิตที่ดี เนื่องจากมีการสื่อสารกับผู้ใหญ่ถึงความต้องการและได้รับการตอบสนองที่เหมาะสมต่างจากเด็กที่ไม่ค่อยแสดงออกที่เข้าใจได้ยากกว่าว่ากำลังรู้สึกอย่างไร การตอบสนองเด็กจึงยากไปด้วย แม้เด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการไม่เท่ากัน แต่โดยรวมแล้วเด็กทุกคนควรมีระดับการแสดงออกที่เหมาะสมตามวัย ทั้งด้านการพูด การส่งเสียง สีหน้าท่าทางและกิริยาทางร่างกาย คุณพ่อคุณแม่จึงควรปลูกฝังและกระตุ้นถึงวิธีการแสดงออกของความรู้สึกความต้องการ เพื่อนำไปสู่การตอบสนองที่ถูกต้อง ซึ่งเริ่มได้ตั้งแต่แรกเกิดเลยค่ะ

1-3 เดือนแรก แม้ร้องแค่ อือ..อา ก็มีความหมาย

คนส่วนใหญ่รับรู้ว่าการแสดงออกของลูกน้อยในช่วงแรกเกิดนั้น นอกจากร้องไห้แล้วจะเปล่งเสียงได้เพียงสั้น ๆ เช่นคำว่า อา อือ อู้ อี้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าพัฒนาการต่าง ๆ ยังเติบโตไม่เต็มที่และไม่พร้อมที่จะสื่อสารกับพ่อแม่ด้วยการพูด เส้นเสียงของลูกน้อยยังไม่สมบูรณ์การขยับปากและลิ้นยังควบคุมไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการเปล่งเสียงและขยับตัวไปมานั้นก็มีความหมายอย่างมากระหว่างคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันให้เกิดขึ้น การที่ลูกน้อยเปล่งเสียงออกมาได้ไม่ว่าจะมากหรือน้อย สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของระบบการออกเสียงที่ปกติ ส่วนการแสดงออกอื่น ๆ เช่น การเอียงคอ มองตาม การยิ้ม และตอบรับใด ๆ นั้นแสดงถึงกลไกการทำงานที่สำคัญ ได้แก่ ระบบการได้ยิน ระบบการแปลงข้อมูลในสมองที่ปกติ และสิ่งเร้าจากภายนอกที่มีอิทธิพลต่อเด็ก สิ่งเร้าที่ว่านี้ก็อย่างเช่น เสียงพูดของพ่อแม่เมื่อพูดแล้วจะเกิดคลื่นเสียงซึ่งเดินทางผ่านหูของลูกน้อยไปยังสมอง เกิดการแปลงข้อมูล และตีความกลับมาเป็นคำสั่งให้ร่างกายแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ขึ้นนั่นเอง

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่เริ่มต้นสื่อสารกับลูกทั้งโดยการพูด การร้องเพลง การเปิดเพลงให้ฟัง เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการฝึกการแสดงออกของลูก เพราะหากไม่มีสิ่งเร้าภายนอกที่ว่านี้แล้วการแปลงข้อมูลในสมองและการพัฒนาระบบการได้ยินก็จะทำงานได้น้อยตามไปด้วย และลูกก็จะแสดงออกน้อยไปด้วยค่ะ

4-6 เดือน ตั้งใจฟังหน่อย หนูสื่อสารได้แล้วนะคะ

ช่วงเวลานี้เองที่คนมักกล่าวกันว่า เสียงหัวเราะของทารกคือเสียงที่ไพเราะที่สุดในโลก ไม่ใช่เพราะแค่ว่าเป็นเสียงที่บริสุทธิ์สดใสน่าฟังเท่านั้น แต่เสียงหัวเราะของทารกวัยนี้คือการบอกพ่อกับแม่ว่าหนูเริ่มมีความรู้สึกนึกคิดและต้องการแสดงออกแล้วนั่นเอง

การแสดงออกของเด็กในช่วงวัย 4-6 เดือนส่วนใหญ่ ได้แก่ การหัวเราะเสียงดัง การทำเสียงอืออาในลำคอ การแสดงสีหน้าที่พอดูได้ว่าพอใจหรือไม่ หากพอใจและมีความสุขก็จะยิ้มและมีแววตาเป็นประกายสดใส แต่หากไม่พอใจหรือโกรธก็จะทำหน้าบึ้ง บางครั้งเบะปากและมีแววตาฉงน ซึ่งการดีความกิริยาเหล่นี้ขึ้นอยู่กับการสังเกตของพ่อแม่ เพราะเด็กยังไม่สามารถพูดออกมาได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรกระตุ้นตอบสนองตามการสื่อสารของลูกเสมอ เช่น ช่วยเหลือดูแลเมื่อลูกงอแงไม่สบายตัว หยอกล้อให้ลูกอารมณ์ดีและหัวเราะบ่อย ๆ เล่นกับลูกเมื่อต้องการ และถามคำถามลูกเสมอ ๆ ว่าหิวหรือยัง ง่วงหรือเปล่า อยากเล่นหรือไม่ ขอให้จำเอาไว้ว่า เมื่อเด็กเข้าใจภาษาแล้วจึงจะสื่อสารกลับมา แต่หากไม่มีการกระตุ้นจากคนรอบข้างเด็กก็จะไม่สื่อสารกลับมาเช่นกันค่ะ

หัวใจสำคัญของการแสดงออกก็คือ ปล่อยให้ลูกได้แสดงอารมณ์ที่เขาต้องการ รับฟังทุกอารมณ์ของลูก และไม่บังคับให้ลูกทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับอารมณ์ เช่น บังคับให้เล่นในเวลาที่ลูกง่วง หรือบังคับให้ลูกนอนในเวลาที่ต้องการเล่นเพราะจะทำให้ลูกหงุดหงิดและมักแสดงออกถึงอารมณ์ในด้านลบอยู่เสมอ

7-9 เดือน วัยเลียนแบบ ศักยภาพที่รอวันแสดงออก

มีงานวัยหลายสำนักที่กล่าวกันว่าเด็กทารกสามารถจดจำและเรียนรู้คำศัพท์ที่ได้ยินแล้วตั้งแต่วัย 7 เดือน เพียงแต่ยังไม่สามารถตอบโต้ได้ออกมาเป็นคำศัพท์แบบเดียวกับที่ได้ยิน และเวลาพูดเด็กจะแสดงออกด้านอื่น ๆ แทน เช่น การแสดงสีหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น การเคลื่อนไหวที่มากขึ้น ความพยายามที่จะเปล่งเสียงเพื่อบอกความต้องการซึ่งจะดังกว่าเดิม ยาวกว่าเดิมและพูดจาซ้ำ ๆ ซึ่งหากสังเกตเราจะพบเสียงที่มีความสูงต่ำต่างกันหลายโทนเสียงมากขึ้น ไม่ใช่เสียงโทนเดียวเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วค่ะ

ลูกน้อยในวัยนี้มีความสนใจใคร่รู้รอบด้าน การแสดงออกอย่างสม่ำเสมอของคุณพ่อคุณแม่จะกลายเป็นแบบอย่างที่ดีมากในการแสดงออกของลูก ต้นแบบของการเลียนแบบอยู่ที่คนใกล้ชิด ซึ่งหากพ่อแม่แสดงอารมณ์โกรธ หงุดหงิดเป็นประจำก็จะส่งผลถึงบุคลิกนิสัยของลูกด้วย คุณพ่อคุณแม่จึงควรแสดงอารมณ์ทางบวกกับลูกอยู่เสมอผสมผสานกับการบอกเล่าสิ่งต่าง ๆ เช่น บอกกับลูกว่า "วันนี้อากาศสดใสมาก แม่ชอบจังเลย" พร้อมพาลูกออกไปชมวิวทิวทัศน์ข้างนอกอย่างสบายใจ หากจะปฏิเสธลูกก็ให้ส่ายหน้าและพูดเหตุผลกับลูกดี ๆ เช่น "วันนี้ฝนตก เราออกไปเดินเล่นไม่ได้นะ ไว้พรุ่งนี้แม่จะพาไปนะจ๊ะ" เป็นต้น การทำเช่นนี้เป็นประจำจะทำให้ลูกรู้วิธีแสดงออกที่สอดคล้องกับอารมณ์และสถานการณ์ พร้อมเรียนการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเองอีกด้วย

10-12 เดือน ได้เวลาแสดงตัวตน

สำหรับวัยนี้สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ฝึกฝนมาแต่ต้นจะเห็นผลได้ชัดเจนมากขึ้นแล้วค่ะ เพราะลูกน้อยจะรู้จักวิธีคิดและเลือกการแสดงออกที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตนเองต้องการได้มากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการยื่นแขนให้อุ้มเมื่อต้องการให้อุ้ม การอ้อนในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น หอมแก้มคุณพ่อคุณแม่ เข้ามาใกล้แล้วกอด ซบหน้ากับอก เมื่อต้องการความรักความอบอุ่นและรู้สึกสบายใจ บางครั้งจะเลือกหยิบของเล่นที่ชอบแล้วยื่นให้เป็นการบอกว่า เล่นสิ่งนี้กับหนูหน่อย พร้อมทั้งการใช้เลือกคำที่คิดว่าสื่อสารในสิ่งที่พ่อแม่เข้าใจ เช่น พูดว่า "หม่ำ ๆ" เมื่อหิว หรือพูดคำว่า "อุ้ม ๆ" เมื่ออยากออกไปเดินเล่น เป็นต้น

การแสดงออกที่ชัดเจนมากขึ้นในวัยนี้กำลังจะเป็นพื้นฐานบุคลิกนิสัยที่จะติดตัวเด็กต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะการแสดงออกของอารมณ์โกรธ กลัว โมโห ชอบใจ ซึ่งหากสังเกตให้ดีก็จะยิ่งเข้าใจนิสัยใจคอของลูกมากขึ้นเพื่อที่จะได้ส่งเสริมกิจกรรมที่ลูกชอบและทำได้ดี หรือแก้ไขพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสมได้ทันท่วงทีด้วยเช่นกัน ซึ่งเคล็ดลับที่ช่วยให้ลูกแสดงออกได้ดีคือ รับฟังลูก ให้เวลาและโอกาสในการแสดงออกอย่างอดทนและใจเย็นด้วยค่ะ

เสื้อผ้าสงกรานต์เด็ก อัพเดทเทรนด์ใหม่สำหรับคุณหนู ๆ สดใสน่ารักสุด ๆ
25/04/2015

เสื้อผ้าสงกรานต์เด็ก อัพเดทเทรนด์ใหม่สำหรับคุณหนู ๆ สดใสน่ารักสุด ๆ

Hello World ...
23/04/2015

Hello World ...

ที่อยู่

34 หมู่บ้าน รัชธานี ลาดพร้าว 101 คลองจั่น บางกะปิ
Bangkok
10240

เบอร์โทรศัพท์

0804630401

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ChildrenWorldผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ChildrenWorld:

แชร์