Zetar Scarf Enjoy our aroma scarf just "Rub&Sniff"
Contact Us:
Mobile: 083-448-9109 ,
086-789-2255
IG: zetarscarf
Email: [email protected]

ZETAR comes from the word “Seta” in Italian word which mean silk. Silk is kind of natural protein that can be woven into fabric. ZETAR brand is a scarf with a unique and chic design. We use high quality materials and standard process to ensure that our items will make you satisfied. ZETAR Scarf is designed to meet customer’s modern lifestyle nowadays. Our Scarves are ideal gift for you and someone

special. Thank you all lovely customer for supporting us. We hope that our items will bring joy and fond memories you each time you use them, and will be like your best friends.

Special offer Buy1 Get1 FREE Premium Scarf *free size 60x60cm
08/10/2016

Special offer Buy1 Get1 FREE Premium Scarf *free size 60x60cm

แวะชม แวะช็อป แล้วอย่าลืมแวะมาเยี่ยมชมบูธ Zetar Scarf และโปรโมชั่นดีๆ ผ้าพันคอลดเหลือ 850- จาก 1290- ได้ที่ Seacon ศรีนค...
07/10/2016

แวะชม แวะช็อป แล้วอย่าลืมแวะมาเยี่ยมชมบูธ Zetar Scarf และโปรโมชั่นดีๆ ผ้าพันคอลดเหลือ 850- จาก 1290- ได้ที่ Seacon ศรีนครินทร์ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 10 ต.ค. 2559 เท่านั้นนะคะ

โปรโมชั่นพิเศษร่วมกับ Central Online  #ซื้อ1แถม1  เหลือ 6 ชิ้นสุดท้ายแล้วนะคะhttp://central.co.th/p/zetar-bangkok-%E0%B8...
20/05/2016

โปรโมชั่นพิเศษร่วมกับ Central Online #ซื้อ1แถม1 เหลือ 6 ชิ้นสุดท้ายแล้วนะคะ

http://central.co.th/p/zetar-bangkok-%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%AD-%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-butterfly-am-%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%94-110-x-110-%E0%B8%8B%E0%B8%A1-%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9

ราคา 1,450 บาท

Hot Promotion 50% Off ..... #โปรโมชั่นพิเศษสุดๆ  #ผ้าพันคอZetar ผ้าพันคอเนื้อนุ่ม  #ลายผีเสื้อพาสเทล ผืนใหญ่พิเศษ ขนาด 1...
26/02/2016

Hot Promotion 50% Off .....

#โปรโมชั่นพิเศษสุดๆ #ผ้าพันคอZetar ผ้าพันคอเนื้อนุ่ม #ลายผีเสื้อพาสเทล ผืนใหญ่พิเศษ ขนาด 110 x 110 cm.
จากราคาปกติ 1290 บาท ลดเหลือ 645 บาท จนถึงสิ้นเดือนนี้เท่านั้น

Detail >> Collection : Butterfly
Colors : Pink,Purple
Material : Silk Satin
Size : 110 x 110 cm.
Normal Price : 1,290 Bath >> Special Price : 645 Baht
Orders>>
Tel : 094-952-5569 , 083-448-9109
Line ID : noom1923
IG : Zetarscarf
( Free EMS Shipping in Thailand )

สิ่งที่ควรรู้...เมื่ออาหารเป็นพิษเคยไหมระหว่างเดินทาง เกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน ปวดท้อง อาเจียน จนกระทั่งอาจมีอาการปวดศีร...
13/06/2015

สิ่งที่ควรรู้...เมื่ออาหารเป็นพิษ

เคยไหมระหว่างเดินทาง เกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน ปวดท้อง อาเจียน จนกระทั่งอาจมีอาการปวดศีรษะและปวดเมื่อยตามเนื้อตัวตามมา ทั้งหมดที่ว่ามานี้คืออาการของอาหารเป็นพิษ ซึ่ง "อาหารเป็นพิษ" คือ อาการท้องเดินเนื่องจากการกินอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อนเข้าไปอาจเป็นสารพิษ ที่มาจากเชื้อโรค สารเคมี หรือพืชพิษ รวมถึงอาหารที่ปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ อาหารกระป๋อง อาหารทะเล หรืออาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่นก็ทำให้เป็นโรคนี้ได้เช่นกัน โดย จะเกิดอาการท้องร่วง คลื่นไส้ และอาการปวดท้องอันเนื่องมาจากเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้ อาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัวตามมาด้วย

แต่ถ้าคุณมีอาการท้องเสียมาก ๆ ร่างกายจะเกิดอาการขาดน้ำและเกลือแร่ บางคนอาจมีอาการรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากมีการติดเชื้อและเกิดการอักเสบที่ อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย และเมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตก็ทำให้เกิดโลหิตเป็นพิษได้ แต่ถ้าพิษนั้นเกิดจากสารเคมีหรือพืชพิษบางชนิดจะมีผลต่อระบบประสาท เช่น ชัก หมดสติ และร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย

เมื่อเกิดอาการอาหารเป็นพิษควรทำอย่างไร

- ถ้าคุณท้องเสียมากเกินไปควรดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำของร่างกาย

- ถ้ามีอาการทางระบบประสาท (เช่น ชัก หมดสติ) หรือสงสัยว่าจะเกิดจากยาฆ่าแมลงหรือสารพิษอื่น ๆ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

- ถ้าท้องเสีย อย่ากินยาหยุดถ่ายนะคะ อาการท้องร่วงส่วนใหญ่มักจะหายได้เองเพราะการขับถ่ายเป็นกลไกธรรมชาติของ ร่างกายที่จะต้องขับของเสียออกจากร่างกายอยู่แล้ว

วิธีง่ายๆ ที่จะป้องกันไม่ให้อาหารนั้นเป็นพิษ
- ล้างมือทันทีที่จับเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อไก้ดิบๆ และอาหารทะเล
- ใช้เขียงพลาสติดและนำไปแช่น้ำทันทีที่ใช้เสร็จ
- เช็ดถูทำความสะอาดเคาน์เตอร์หรือครัวด้วยทิชชู เพราะฟองน้ำและผ้าจะเก็บเชื้อโรค
- ทานอาหารที่แช่ตู้เย็นให้หมดภายใน 3 วัน
- เนื้อสัตว์ดิบๆ ที่แช่ในตู้เย็นไม่ควรแช่นานเกิน 3 วัน ควรทานให้หมด
- เนื้อไก่หรือเป็ดควรทำให้สุกจนข้างในไม่มเป็นสีชมพู และเนื้อแห้งดี เวลาหั่นต้องไม่มีน้ำซึมออกมา
- อาหารทะเลที่แช่ในตู้เย็นควรทำทานให้หมดภายใน 2 วัน หลีกเลี่ยงการทานหอยดิบปลาดิบ เวลาปรุงอาหารควรปรุงจนหนังปลามีสีเข้ม และใช้ซ่อมบิออกได้ง่าย
- นมและไข่ ควรทานนมให้หมดภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนผลิตภัณฑ์เนยนมอย่างอื่น ทานให้หมดภายใน 2 วัน ไข่ไม่ควรซื้อไข่บุบ เวลาทำอาหาร ควรให้สุกทั้งไข่แดงและไข่ขาว
- ผักและผลไม้ ล้างโดยเปิดน้ำให้ไหลผ่าน 10-15 วินาที เด็ดใบที่ไม่เขียวออกแล้วนำไปแช่ตู้เย็น ผลไม้ที่เปลือกแตกหรือช้ำ ควรทิ้งไปซะ ส่วนมากผลไม้มักจะเก็บไว้ได้ 4 วัน ส่วนแอ๊ปเปิ้ลหรือผลไม้ที่แข็งๆ จะเก็บไว้ได้ 2 สัปดาห์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : tlcthai.com+คู่หูเดินทาง

น้ำมันมะกอก มีคุณประโยชน์ต่อกระเพาะอาหารและลำไส้น้ำมันมะกอก มีคุณประโยชน์ต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ นอกจากน้ำมันมะกอกจะมีปร...
11/06/2015

น้ำมันมะกอก มีคุณประโยชน์ต่อกระเพาะอาหารและลำไส้

น้ำมันมะกอก มีคุณประโยชน์ต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ นอกจากน้ำมันมะกอกจะมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหารแล้วยังเป็นผลดีต่อลำไส้ด้วย โดยการรับประทานน้ำมันมะกอกประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ก่อนรับประทานอาหารเช้าขณะกระเพาะว่างจะช่วยให้
ผู้ที่เป็นโรคท้องผูกเรื้อรังมีอาการดีขึ้น ที่สำคัญยังมีประโยชน์ต่อระบบน้ำดี เพราะน้ำมันมะกอกเป็นผลดีอย่างมากต่อการอ่อนแอของถุงน้ำดี เนื่องจากน้ำมันมะกอกจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่รวดเร็ว นุ่มนวลและเนิ่นนานกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาและอาหารอื่น ๆ
ทั้งหลายที่ใช้รักษาอาการดังกล่าว โดยน้ำมันมะกอกจะช่วยยับยั้งการหลั่งน้ำดีจากตับในระหว่างที่ถุงน้ำดีไม่เกิดการสะสม จึงทำให้ได้น้ำดีที่บริสุทธิ์และมีคุณสมบัติทางยา
น้ำมันมะกอก มีคุณประโยชน์ต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ น้ำมันมะกอกออร์แกนิค Zakynthos จากประเทศกรีซ

จากผลงานการวิจัยของ Charbonnier กล่าวไว้ว่า น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันชนิดที่ทนทานต่อกระเพาะได้มากที่สุด เนื่องจากมีกรดโอเลอิคอยู่ในปริมาณสูง จึงมีผลในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบและอาการอักเสบที่กระเพาะและลำ ไส้ตอนต้น
จึงถือว่าเป็นคุณสมบัติในเชิงป้องกันโรค ซึ่งจากการทดลองโดยการเปลี่ยนน้ำมันมะกอกแทนไขมันสัตว์ในอาหารของผู้ป่วยที่
เป็นโรคเรื้อรัง ปรากฏว่าคนไข้จำนวน 33% สามารถลดอาการ
ของบาดแผลลงได้ และอีก 55% ก็ลดการรักษาที่ทำให้เกิดแผลเป็นได้อีกด้วย แต่การใช้น้ำมันมะกอกช่วยบำบัดต้องควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยา

นอกจากน้ำมันมะกอกจะมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหารแล้วยัง
เป็นผลดีต่อลำไส้ด้วย โดยการรับประทานน้ำมันมะกอกประมาณ
2 ช้อนโต๊ะ ก่อนรับประทานอาหารเช้าขณะกระเพาะว่างจะช่วยให้ผู้ที่เป็นโรคท้องผูก เรื้อรังมีอาการดีขึ้น ที่สำคัญยังมีประโยชน์ต่อระบบน้ำดี เพราะน้ำมันมะกอกเป็นผลดีอย่างมากต่อการอ่อนแอของถุงน้ำดี เนื่องจากน้ำมันมะกอกจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่รวดเร็ว นุ่มนวลและเนิ่นนานกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาและอาหารอื่น ๆ
ทั้งหลายที่ใช้รักษาอาการดังกล่าว โดยน้ำมันมะกอกจะช่วยยับยั้งการหลั่งน้ำดีจากตับในระหว่างที่ถุงน้ำดีไม่ เกิดการสะสม จึงทำให้ได้น้ำดีที่บริสุทธิ์และมีคุณสมบัติทางยา

สำหรับคุณสมบัติของน้ำมันมะกอกในการนำมาใช้ในการทอดอาหารนั้น Fedeli ได้ทำการทดสอบความคงสภาพของน้ำมันมะกอก โดยการทอดด้วยอุณหภูมิสูง และ Varela ก็ได้ทำการพิสูจน์โดยทดลองทอดเนื้อ ทอดปลาซาร์ดีนด้วยน้ำมันมะกอก
ผลปรากฏว่าประสิทธิภาพการย่อยอาหารจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แม้ว่าจะใช้น้ำมันนั้นทอดซ้ำ ๆ กันเกินกว่า
10 ครั้งขึ้นไปก็ตาม การวิจัยนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าน้ำมันมะกอก
เป็นน้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอด อาหารมากที่สุด เนื่องจาก
เป็นน้ำมันที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำมันชนิดอื่นใด

อย่างไรก็ตามน้ำมันมะกอกยังสามารถช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ อีกด้วย เพราะมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ขณะเดียวกันก็ยังมีสัดส่วนของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่สมดุลเหมาะสมต่อการ ป้องกันโรค โดยมีส่วนประกอบของอัลฟา-โทโคเฟอรอล หรือโพลีฟินอลที่ทำหน้าที่ในการขจัดอนุมูลอิสระ หลักโภชนาการนี้ได้รับการยืนยันจากการทดลองและงานวิจัยโรคระบาดแล้วว่า สามารถป้องกันภาวะไขมันอุดตันในเส้น เลือดและช่วยควบคุมพลาสมา คอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยไม่มีความเสี่ยงในเรื่องผลข้างเคียงแต่อย่างใด

ดังนั้นน้ำมันมะกอกจึงถือเป็นน้ำมันมหัศจรรย์ที่นอกจากจะใช้ในการเสริมความ งามแล้วยังนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารเพื่อสุขภาพและช่วยป้องกันรักษาโรคได้ อีกด้วย เมื่อทราบอย่างนี้แล้วอย่าลืมเลือกน้ำมันมะกอกมาใช้อย่างเหมาะสมเพื่อสุขภาพ ที่ดีของเรานะคะ

(ข้อมูลจาก โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี)
ที่มา: เดลินิวส์ 8 เมษายน 2555

ได้รับอนุญาตเผยแพร่โดยบ.ดีชัย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.greenshopcafe.com/greennews603.html

ดอกไม้งามที่มาพร้อมกับพิษ วันพระและวันสำคัญทางศาสนา รวมไปถึงวันปีใหม่ วันวาเลนไทน์ ตลอดจนเทศกาลต่างๆ เป็นวันที่ผู้คนใช้ด...
10/06/2015

ดอกไม้งามที่มาพร้อมกับพิษ

วันพระและวันสำคัญทางศาสนา รวมไปถึงวันปีใหม่ วันวาเลนไทน์ ตลอดจนเทศกาลต่างๆ เป็นวันที่ผู้คนใช้ดอกไม้กันมาก เพื่อสื่อถึงความรู้สึกต่างๆ เช่น การเคารพบูชา มิตรภาพ หรือความรัก ผู้ให้ก็ย่อมอยากให้สิ่งดีๆแก่ผู้รับ แต่ถ้าสิ่งที่ให้นั้นเป็นพิษเป็นภัยโดยผู้ให้เองก็ไม่รู้เท่าทัน ก็อาจเป็นการทำร้ายทั้งผู้รับและผู้ให้เองโดยไม่รู้ตัว

ดอกไม้ที่ขายกันสมัยนี้ มีสารเคมีไม่น้อยหน้าไปกว่าพืชผักผลไม้ มารู้จักกับสารเคมีหลักๆที่ใช้ในธุรกิจดอกไม้กัน 3 ชนิด ได้แก่
1)ออร์กาโนฟอสเฟต
2)อีพีเอ็น
3)ฟอร์มาลีน

1)ออร์กาโนฟอสเฟต เป็นยาฆ่าแมลงที่มีฟอสฟอรัสเป็นส่วนประกอบสำคัญ เมื่อสัมผัสโดน หรือสูดดม หรือรับประทานเข้าไป พิษของสารเคมีชนิดนี้ ถ้าสัมผัสทางใดทางหนึ่งในปริมาณมากพอ จะทำให้การทำงานของเอ็นไซม์ผิดปกติ มีอาการคลื่นไส้ วิงเวียน ตาพล่า กล้ามเนื้อหดตัว อ่อนเพลีย แน่นหน้าอก หายใจลำบาก อาเจียน น้ำลายประดังดันขึ้นมา ตาพร่า ท้องเสีย
ถ้าไดัรับมากหรือแพ้ อาจถึงขั้นหมดสติ น้ำลายฟูม ชัก หรือปัสสาวะ อุจจาระราด ไปจนถึงหยุดหายใจ

2)อีพีเอ็น เป็นสารประกอบที่ใช้ในยาฆ่าแมลง ถ้าเข้าสู่ภายในร่างกาย มีพิษทำลายระบบประสาท ทำให้ไขสันหลังผิดปกติ และสมองหดตัวฝ่อลง มีอาการแน่นหน้าอก สูญเสียการทรงตัว ท้องเสีย ปอดบวม ถ้าได้รับปริมาณมาก และร่างกายต้านทานไม่ไหว อาจถึงขั้นหยุดหายใจ

3)ฟอร์มาลีน สมัยนี้ไปทางไหน ดูจะไม่พ้นเจอกับฟอร์มาลีน ทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่ !!! สารเคมีชนิดนี้ใช้เพื่อให้ดอกไม้คงความสดได้นาน
ถ้าสูดดมเข้าไป จะทำให้ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ มีอาการแสบจมูก เจ็บคอ ไอ แน่นหน้าอก นัยน์ตาระคายเคือง ปอดอักเสบ ถ้าสูดดมเข้าไปปริมาณมาก จะทำให้น้ำท่วมปอด และถึงขั้นเสียชีวิตได้

สารเคมีเหล่านี้ ถึงแม้ได้รับสัมผัสในปริมาณไม่มากนัก และไม่ถึงกับเกิดอาการปรากฏภายนอกดังที่กล่าวมา ก็ยังสามารถสะสมเป็นสารพิษอยู่ภายในร่างกายได้ ก่อให้เกิดinflammation หรือการอักเสบขึ้นที่เซลล์เนื้อเยื่อภายใน โดยอาจไม่มีอาการภายนอกปรากฏให้เห็น

ดังนั้น เมื่อต้องสัมผัสดอกไม้ที่มาจากร้านจำหน่ายทั่วไป ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่เลือกได้ ก็ควรเลือกดอกไม้ที่มาจากเกษตรอินทรีย์ หรือปลอดสารเคมีอันตรายจะดีกว่า แต่หากอยู่ในสถาการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยให้เลือกได้ หลังจากสัมผัสแล้ว ็ควรรีบล้างมือ และที่สำคัญ หลีกเลี่ยงการสูดดม
ดอกไม้สมัยนี้บางทีก็สวยแต่รูป จูบแล้วเป็นพิษ ต้องรู้ทัน!!!

***************
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Dr.Chandarajjanand

สาระน่ารู้สมุนไพรลดความดันโลหิตสูง พืชมหัศจรรย์ใกล้ตัวสมุนไพรลดความดัน ทั้ง 10 ชนิดสำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูง เรามาดูก...
09/06/2015

สาระน่ารู้
สมุนไพรลดความดันโลหิตสูง พืชมหัศจรรย์ใกล้ตัว

สมุนไพรลดความดัน ทั้ง 10 ชนิดสำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูง เรามาดูกันว่าพืชใกล้ตัวชนิดไหนที่เป็นสมุนไพรรักษาความดันโลหิตสูงบ้าง

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคใกล้ตัวที่เราจะมองข้ามไม่ได้ เพราะปัจจุบันมีคนป่วยด้วยโรคนี้ต้องรับการรักษาไม่น้อย ซึ่งนอกจากการรักษาด้วยการรับประทานยาแล้ว การรับประทานอาหาร และการใช้สมุนไพรบางชนิดก็ช่วยให้ความดันโลหิตที่เคยสูงลดลงได้ ซึ่งสมุนไพรไทยลดความดันโลหิตสูงก็ไม่ใช่สมุนไพรที่หายากเลยค่ะ แถมยังสามารถรับประทานได้ง่าย ไม่ต้องผ่านกรรมวิธีมากมาย อยากรู้กันแล้วใช่ไหมละ ว่าสมุนไพรไทยรักษาความดันโลหิตสูงนั้นมีอะไรบ้าง และสามารถนำมารับประทานกันได้อย่างไร ไปดูกันเลย

1. กระเทียม
เจ้าสมุนไพรกลิ่นฉุนและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเรานิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหารชนิดต่าง ๆ มีสรรพคุณในการลดความดันโลหิตสูงได้ดีเชียวละค่ะ แถมยังหาง่ายอีกด้วย โดยเรื่องนี้ถูกยืนยันโดยนักวิจัยจากออสเตรเลีย อย่างอาจารย์คาริน รีด อาจารย์ประจำคณะแพทย์เวชทั่วไป แห่งมหาวิทยาลัยอเดเลด ออสเตรเลีย ที่พบว่า สารสกัดจากกระเทียมสามารถลดความดันโลหิตลงได้ แต่ก็ควรเป็นหัวกระเทียมแก่นะคะ เพราะหากเป็นกระเทียมที่ยังอ่อนอยู่หรือกระเทียมที่ผ่านการปรุงสุกแล้วละก็ จะได้สรรพคุณไม่เทียบเท่ากับหัวกระเทียมแก่ค่ะ

2. ใบกะเพรา
ใบกะเพราที่เรานิยมนำมันมาผัดกับเนื้อสัตว์ นอกจากจะช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารแล้วยังช่วยลดความดันโลหิดได้อีกด้วยละค่ะ ซึ่งคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แนะนำให้ผู้ที่มีความดันสูงรับประทานใบกะเพราเป็นประจำ
โดยวิธีการรับประทานใบกะเพราก็มีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การนำใบมาเคี้ยวรับประทานกันสด ๆ นำไปคั้นแล้วผสมกับน้ำอุ่น นำไปตากแห้งเป็นใบชามาชงผสมกับชาและดอกคาโมมายด์ หรือจะนำไปผัดกับเนื้อสัตว์เป็นแล้วรับประทานเป็นกับข้าวก็ทำได้ทั้งนั้นเลย

3. กระเจี๊ยบแดง
เจ้าดอกไม้สีแดงเข้มที่เรามักนิยมนำมาต้มเพื่อนำน้ำมาดื่มนี้ ถูกศึกษาและวิจัยจนพบว่าสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ เนื่องจากในกระเจี้ยบแดงมีสารแอนโธไซยานิน (anthocyanins) ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วก็จะไปช่วยเสริมสร้างให้หลอดเลือดแข็งแรง

วิธีรับประทานกระเจี้ยบก็ไม่ยาก เพียงนำกลีบเลี้ยงของดอกกระเจี๊ยบไปตากแห้งแล้วนำมาบดชงดื่มวันละ 3 ครั้ง เป็นประจำทุกวันก็จะทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ค่ะ

4. บัวบก
คงเคยได้ยินกันใช่ไหมคะว่าน้ำใบบกช่วยแก้อาการช้ำในได้ แต่จริง ๆ แล้วบัวบกไม่ได้มีสรรพคุณแค่นั้นนะ แต่ยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย โดยเฉพาะสรรพคุณในลดความดัน โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้แนะนำว่าการดื่มน้ำใบบัวบกเป็นประจำทุกวันทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ แถมเจ้าบัวบกนี้ยังช่วยทำให้หลอดเลือดดำและเส้นเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น และช่วยคลายเครียดได้ ซึ่งความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตสูง

วิธีรับประทานก็ไม่ยากค่ะ เพียงนำบัวบกทั้งต้นมาคั้นเอาแต่น้ำดื่ม โดยอาจจะเติมน้ำตาลเล็กน้อยหรือจะผสมกับน้ำใบเตยเพื่อลดรสชาติเหม็นเขียวค่ะ

5. ตะไคร้
ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรที่เรามักจะนำไปเป็นเครื่องปรุงต้มยำ เหตุก็เพราะว่าตะไคร้มีกลิ่นหอม ซึ่งนอกจากมันจะมีสรรพคุณในการขับปัสสาวะและขับลมแล้ว ยังช่วยลดความดันโลหิตได้ด้วยละ นอกจากนี้กลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยยังช่วยบรรเทาอาการปวดหัวที่เนื่องมาจากความเครียดได้อีกด้วย และที่สำคัญตะไคร้ยังเป็นพืชสมุนไพรที่หาง่ายและสามารถปลูกเป็นพืชผักสวนครัวได้

วิธีการรับประทานตะไคร้ ก็สามารถทำได้ตั้งแต่นำมาทำยำตะไคร้ ใส่เป็นเครื่องปรุงต้มยำ หรือแม้แต่นำมาต้มน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยก่อนอาหาร อาจจะเติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งเล็กน้อยเพื่อให้รสชาติกลมกล่อมมากขึ้นค่ะ

6. ขึ้นฉ่าย
ขึ้นฉ่าย เป็นสมุนไพรที่ชาวเอเชียนำมาใช้เป็นยาลดความดันโลหิตต่อเนื่องกันมายาวนานกว่าว่า 2,000 ปี โดยชาวจีนและเวียดนามเชื่อว่าการรับประทานขึ้นฉ่ายวันละ 4 ต้น จะทำให้ความดันโลหิตเป็นปกติ แถมในการแพทย์อายุรเวทของอินเดียยังมีการนำเมล็ดขึ้นฉ่ายมาใช้เพื่อขับปัสสาวะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการบวมน้ำอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยขึ้นฉ่ายกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่าขึ้นฉ่ายมีฤทธิ์ในการลดความดันโลหิต คุมกำเนิด ยับยั้งมะเร็ง ลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ได้อีกด้วย

7. ฟ้าทะลายโจร
สมุนไพรที่มีรสชาติขมปี๋จนใคร ๆ ต้องหลีกไกลอย่างฟ้าทะลายโจรนี้ เป็นสมุนไพรที่มากสรรพคุณจนคนที่เคยไม่ชอบมันจะต้องเปลี่ยนความคิดเล โดยเฉพาะสรรพคุณในการลดความดันโลหิต ซึ่งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับฟ้าทะลายโจรและพบว่า สารสกัดจากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ในการลดความดันโลหิต ช่วยในการขยายตัวของหลอดเลือด และลดอัตรการเต้นของหัวใจไม่ให้เร็วจนเกินไป

นอกจากนี้ฟ้าทะลายโจรยังมีฤทธิ์เย็น ช่วยบรรเทาอาการร้อนในได้อีกด้วย แต่ก็ไม่ต้องรับประทานสด ๆ ให้ต้องรู้สึกลำบากใจ เดี๋ยวนี้ฟ้าทะลายโจรมีการนำมาทำเป็นแคปซูลและอัดเม็ดให้เลือกรับประทานได้สะดวกขึ้นด้วยนะ

8. ขิง
ขิง เป็นสมุนไพรโบราณที่นำมาใช้ในการรักษาโรคมากกว่า 5,000 ปี ซึ่งไม่เพียงช่วยย่อยอาหาร ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วย แต่ก็ควรใช้อย่างระมัดระวังเนื่องจากขิงเป็นพืชที่มีฤทธิ์ร้อน หากรับประทานมากไปอาจจะทำให้เกิดร้อนใน และแผลในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีและรับประทานยาละลายลิ่มเลือดควรปรึกษาแพทย์และระมัดระวังในการใช้ด้วยค่ะ

9. มะกรูด
มะกรูด เป็นสมุนไพรที่มากด้วยสรรพคุณทางยา แถมยังนิยมส่วนของใบและน้ำของผลมะกรูดมาใช้ในการทำอาหารอีกด้วย นอกจากนี้ เภสัชกรหญิงจุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก เภสัชกร 8 วช. ศูนย์บริการการสาธารณสุข ยังได้แนะนำเอาไว้ในหนังสือ สมุนไพรลดความดันโลหิตสูง ว่า มะกรูดมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาช่วยลดความดันโลหิด และช่วยต้านเชื่อแบคเรียได้อีกด้วย โดยการนำใบมะกรูด 7-10 ใบมาต้มน้ำดื่มเช้าเย็นเป็นประจำทุกวันก็จะช่วยให้ความดันโลหิตเป็นปกติได้ค่ะ

10. อบเชย
อบเชย สมุนไพรที่มีกลิ่นหอมหวานชนิดนี้ มีการวิจัยใน
ญี่ปุ่นพบว่ามันมีสรรพคุณในการช่วยลดความดันโลหิต โดยการนำผงอบเชยสำเร็จรูปหรือนำอบเชยมาบดให้เป็นผงชงกับน้ำดื่ม
เช้า เย็นและก่อนนอน นอกจากนี้อบเชยยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ใครที่กำลังป่วยเป็นโรคเบาหวานและมีอาการความดันโลหิตสูงแทรกซ้อนละก็ ไม่ควรมองข้ามสมุนไพรชนิดนี้เลยละค่ะ เพราะให้ประโยชน์ตั้ง 2 ชั้นเชียวนะ

สมุนไพรลดความดัน แม้ว่าจะดีต่อการลดระดับความดันโลหิตในร่างกายและช่วยรักษาสุขภาพของหลอดเลือดให้แข็งแรงแล้ว แต่ก็ควรเลือกรับประทานอย่างระมัดระวัง เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจส่งผลต่อร่างกายได้ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง ดังนั้นทางที่ดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะเริ่มนำสมุนไพรเหล่านี้มาช่วยในการลดความดันโลหิตนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หมอชาวบ้าน ,สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์, กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ZETAR AROMA SCARFCollection : ButterflyColors : Pink,PurpleMaterial : Silk SatinSize : 110x110 c.m.Price : 1,290 BathOrd...
08/06/2015

ZETAR AROMA SCARF

Collection : Butterfly
Colors : Pink,Purple
Material : Silk Satin
Size : 110x110 c.m.
Price : 1,290 Bath

Orders>>
Tel : 095-490-8993
Line : Zetarbkk
IG : Zetarscarf
( Free EMS Shipping in Thailand )

ผักและสมุนไพรที่ช่วยต้านเบาหวานได้เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าผักและสมุนไพรไทยหลากหลายชนิดที่มีสรรพคุณทางยาในการช่วยป้อง...
08/06/2015

ผักและสมุนไพรที่ช่วยต้านเบาหวานได้

เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าผักและสมุนไพรไทยหลากหลายชนิดที่มีสรรพคุณทางยาในการช่วยป้องกันและรักษาโรคต่างๆได้เป็นอย่างดีเยี่ยม รวมทั้งโรคเบาหวานด้วย ยกตัวอย่างเช่น สมุนไพรที่มีส่วนประกอบของสารที่มีสรรพคุณช่วยเสริมการทำงานของสารอินซูลิน ซึ่งจะทำให้ร่างกายสามารถนำน้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือดนำไปใช้งานได้เร็วยิ่งขึ้น หรือจะเป็นสมุนไพรที่มีวิตามินซีและวิตามินอีในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยไม่ให้ตับอ่อนนั้นถูกทำลาย ทัังยังช่วยลดการเสื่อมสลายของเซลล์ที่สร้างอินซูลินและช่วยลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการเป็นโรคเบาหวานนั่นเอง

มาดูกันว่าผักและสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยต้านเบาหวาน มีอะไรบ้าง

1.เมล็ดธัญพืชไม่ขัดสี ข้าวซ้อมมือและธัญพืชไม่ขัดสีต่างๆจะประกอบไปด้วยวิตามินอี แมกนีเซียม และที่สำคัญคือใยอาหาร ในปริมาณที่สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและปริมาณอินซูลินในกระเแสเลือด อีกทั้งใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ในธัญพืชไม่ขัดสีบางชนิด ซึ่งพบได้มากในข้าวบาร์เล่ย์และข้าวโอ๊ต มีสรรพคุณที่ดีเยี่ยมในการช่วยชะลอการย่อยและดูดซึมน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด ส่งผลให้ระดับน้ำตาลไม่สูงมาก การรับประทานธัญพืชไม่ขัดสียังมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนหลักที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะเป็นได้ในอัตราสูงมาก

2.ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเปลือกแข็งจะมีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลได้ อีกทั้งยังช่วยในการทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลินได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้วในถั่วเปลือกแข็งยังมีสารอาหาร ใยอาหาร และแมกนีเซียม ซึ่งมีประโยชน์ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แต่มีข้อพึงระวังในการรับประทานถั่วเปลือกแข็ง กล่าวคือ ให้ทานถั่วเปลือกแข็งแทนการทานเนื้อสัตว์ หรือแทนการทานพวกขนมขบเคี้ยวที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น พวกมันฝรั่ง หรือคุกกี้ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะถั่วเปลือกแข็งมีไขมันและพลังงานที่ค่อนข้างสูงนั่นเอง โดยที่ไขมันที่ว่าเป็นประเภทไขมันดีชนิดเดียวกับที่มีในน้ำมันมะกอก ถ้าทานในปริมาณไม่มากก็ไม่เป็นอันตรายใดๆต่อร่างกาย

3.กระเทียมและหัวหอม กระเทียมและหัวหอมมีสารที่มีคุณสมบัติที่ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด อีกทั้งยังมีสารที่ช่วยละลายลิ่มเลือด ทำให้ลดปัญหาอาการหลอดเลือดตีบ และคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งคือช่วยลดระดับไขมันในกระแสเลือดด้วย

4.ตำลึง ในทุกๆส่วนของตำลึง ไม่ว่าจะเป็นราก ลำต้น ใบ และผล ล้วนสามารถที่จะช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้เป็นอย่างดี และมีสารเบต้าแคโรทีนซึ่งช่วยในการชะลอความแก่และต้านมะเร็ง ตำลึงจึงเป็นผักที่ต้องเป็นอาหารหลักเลยของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

5.สะตอ นับว่าเป็นอาหารยอดนิยมชนิดนึง และมีสรรพคุณที่สำคัญในการช่วยลดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดและช่วยลดความดันได้ดีอีกด้วย

6.ผักบุ้ง ผักบุ้งมีสรรพคุณทางยาที่เป็นที่รับรู้กันดีคือ ช่วยบำรุงสายตาเพราะอุดมไปด้วยวิตามินเอ นอกจากนี้ผักบุ้งยังช่วยลดอาการร้อนในและอาการท้องผูกได้อย่างดีเยี่ยม และที่สำคัญในผักบุ้งมีสารคล้ายอินซูลินทำให้สามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดได้ จึงควรใช้ผักบุ้งทำเป็นอาหารให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

7.ใบมะยม ในใบมะยมมีวิตามินเอและวิตามินซีในปริมาณสูงมาก จึงสามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดได้เป็นอย่างดี

8.มะระจีน ในมะระจีนมีสารสำคัญที่ช่วยในการลดการดูดซึมของน้ำตาลกลูโคส และยังช่วยลดการเกิดต้อกระจกซึ่งเป็นอาการข้างเคียงของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

9.ขมิ้นและอบเชย จะมีสารที่ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้อย่างดี

10.ฟักทอง การรับประทานฟักทองทั้งเปลือกจะส่งผลดีให้ได้รับสารสำคัญซึ่งมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการหลั่งสารอินซูลินซึ่งช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต อีกทั้งฟักทองมีกากใยในปริมาณที่สูงมากจึงช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้น ไม่ทำให้อ้วนเนื่องจากมีแคลอรี่ไม่สูง จึงทำให้สามารถป้องกันโรคเบาหวานได้

โรคเบาหวานนับได้ว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงและเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่างๆอีกมากมาย ดังนั้นเราต้องหมั่นดูแลและใส่ใจในการรับประทานอาหาร โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ตามใจปาก เพื่อเป็นการป้องกันและหลีกไกลจากโรคร้ายนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://drinkingalkalinewater.com/

ขอบตาดำ ทำไงดี ? มีวิธีการรักษาอย่างไร ? มาดูกันวิธีการรักษาขอบตาดำ สามารถทำได้ด้วยตัวคุณเอง ซึ่งมีทั้งวิธีแบบธรรมชาติ ห...
06/06/2015

ขอบตาดำ ทำไงดี ? มีวิธีการรักษาอย่างไร ? มาดูกัน

วิธีการรักษาขอบตาดำ สามารถทำได้ด้วยตัวคุณเอง ซึ่งมีทั้งวิธีแบบธรรมชาติ หรือการใช้สารเคมีช่วย ซึ่งมีวิธีดังต่อไปนี้…

1. วิธีการรักษาแบบธรรมชาติ โดยเริ่มจากการทานผักผลไม้ และดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ เพราะในผักผลไม้มีวิตามินที่ช่วยบำรุงและซ่อมแซมผิว อีกวิธีคือ การนำลูกแพร์ แตงกวา มันฝรั่ง ฝานบางๆ แล้วนำมาวางที่ใต้ดวงตา สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ผ้าขนหนูผืนเล็ก หรือใช้สำลีชุบน้ำเย็น บีบพอหมาดๆ นำมาวางประคบที่ดวงตา ซึ่งช่วยให้หายเมื่อย และลดความคล้ำลงได้

2. วิธีการนวดรอบดวงตา เป็นวิธีที่เหมาะกับสาวๆที่ขอบตาดำ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่เลือดไหลเวียนไม่ดี ด้วยการนวดรอบดวงตา เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ดีขึ้น ยังช่วยลบริ้วรอยของขอบตา และหลังจากที่ทำการนวดขอบตาแล้ว ลองใช้โลชั่นที่ทำให้ผิวขาวเทใส่สำลีเล็กน้อย ปิดตรงใต้ตาที่ดำไว้ประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง เป็นประจำทุกวัน

การนวดรอบดวงตา นอกจากจะช่วยทำให้ขอบตาหายคล้ำ ยังเป็นการช่วยคลายความเครียด และหายปวดศีรษะได้ โดยเฉพาะคนที่ต้องใช้สายตามากหรือสวมแว่นตาเป็นประจำทุกวัน จะเป็นการพักผ่อนสายตาไปในตัว

3. การรักษาด้วยวิธีการทางเคมี สำหรับสาวๆที่ต้องการให้เห็นผลการรักษาขอบตาดำที่เห็นผลอย่างรวดเร็ว ต้องใช้วิธีการรักษาด้วยเลเซอร์ โดยเลเซอร์ที่ใช้รักษาขอบตาดำที่นิยมมากที่สุดคือ Nd-yag laser นอกจากนี้ยังสามารถรักษาอาการปานโอตะได้อีกด้วย หลังยิงเลเซอร์ ผิวบริเวณนั้นจะเป็นสะเก็ด ซึ่งสะเก็ดจะหลุดออกภายใน 1-2 อาทิตย์ และผิวใต้ตาที่คล้ำก็จะดูขาวขึ้น

ZETAR  AROMA  SCARF       ผ้าพันคอกลิ่นหอมอโรมา โดยนำนวัตกรรมไมโครเอนแคปซูเลท (Microencapsulate) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับน...
04/06/2015

ZETAR AROMA SCARF
ผ้าพันคอกลิ่นหอมอโรมา โดยนำนวัตกรรมไมโครเอนแคปซูเลท (Microencapsulate) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับนาโนที่นำอนุภาคของกลิ่นอโรมาบำบัดจากเอสเซ้นเชียลออยบริสุทธิ์ 100% ที่ผสมผสานขึ้นเป็นกลิ่นของดอกลาเวนเดอร์ บรรจุลงแคปซูลขนาดเล็กและไปยึดเกาะกับเส้นใยของผ้าพันคอ Microcapsule จะค่อยๆแตกตัวให้กลิ่นหอมเบาๆ เพื่อช่วยบำบัดความเครียดในขณะที่คุณสวมใส่ผ้าพันคอ โดยกลิ่นสามารถรักษาระดับความหอมให้คงอยู่บนผ้าพันคอได้นานกว่า 8-12 เดือน นอกจากนี้กลิ่นยังสามารถคงอยู่ได้หลังจากนำไปทำความสะอาด ด้วยวิธีการซักล้างได้มากกว่า 10 ครั้ง

สนใจสินค้าหรือต้องการสอบถามรายละเอียด
Contact>>
Tel : 095-490-8993
Line : Zetarbkk
IG : Zetarscarf
( Free EMS Shipping in Thailand )

ที่อยู่

55 Srinakarin Road, Nongbon Prawet,
Bangkok
10250

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Zetar Scarfผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Zetar Scarf:

แชร์