ลัคกี้แมน

ลัคกี้แมน อยากให้คุณรู้สึกโชคดีที่พบเจอกัน - ลัคกี้แมน

เคยรู้สึกมั้ยครับว่าพอโตเป็นผู้ใหญ่  เวลาชีวิตมันผ่านไปเร็วเกินไป?ตอนเด็ก ๆ ปิดเทอมเพียง 2 เดือน แต่กลับเหมือนยาวเป็นปีแ...
25/08/2025

เคยรู้สึกมั้ยครับว่าพอโตเป็นผู้ใหญ่ เวลาชีวิตมันผ่านไปเร็วเกินไป?
ตอนเด็ก ๆ ปิดเทอมเพียง 2 เดือน แต่กลับเหมือนยาวเป็นปี
แต่พอทำงานผ่านไปทั้งปี กลับรู้สึกเหมือนแป๊บเดียวสิ้นปีอีกแล้ว
นี่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกไปเองนะครับ แต่มีเหตุผลทางจิตวิทยารองรับ
นักจิตวิทยาอธิบายว่า สมองของเราวัด “ความยาวของเวลา” จาก “ความแปลกใหม่” ของประสบการณ์
เพราะตอนเด็ก ๆ ทุกอย่างคือ “ความแปลกใหม่” ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนวันแรก การเล่นเกมใหม่ ๆ เพื่อนใหม่ ๆ หรือการเดินทางครั้งแรกกับครอบครัว ทำให้สมองบันทึกข้อมูลจำนวนมาก เวลาจึงถูกตีความว่ายาวนาน
แต่เมื่อโตขึ้น ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยกิจวัตรซ้ำๆ เวลาจึงเหมือนหายไปเร็วขึ้น นี่คือเหตุผลที่ทำให้เมื่ออายุมากขึ้น เรามักรู้สึกว่าแต่ละปีผ่านไปไวเหลือเกิน
แต่ยังมีวิธีหนึ่งที่จะช่วย “ยืดเวลา” ให้เราได้ครับ 🙂

งานวิจัยจาก Journal of Travel Research ระบุว่า การได้พบเจอสิ่งใหม่ ๆ ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นผู้คน สถานที่ อาหาร หรือวัฒนธรรมช่วยให้สมองสร้าง ความทรงจำที่หนาแน่นขึ้น (dense memory) ซึ่งเป็นตัวการทำให้เรา “รู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง”
ความแปลกใหม่ แม้แต่การทำความเข้าใจภาษาใหม่ ยังกระตุ้นสมองให้หลั่งโดพามีนและเอนดอร์ฟิน ที่เป็น ฮอร์โมน ที่ทำให้เรารู้สึกสดชื่น ตื่นเต้น และมีความสุขมากขึ้น
ลองนึกถึงปีที่คุณเคยไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ—ภาพผู้คนที่ไม่คุ้นเคย รสชาติอาหารใหม่ ๆ ถนนที่คุณไม่เคยเดิน และวัฒนธรรมที่แตกต่าง ปีนั้นมักจะเต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่คุณจำได้ชัดเจนในขณะที่ปีที่เต็มไปด้วยกิจวัตรซ้ำ ๆ มักจะหายไปจากความทรงจำอย่างรวดเร็ว

การเดินทางคือการคืนเวลาชีวิต
ถ้าปีไหนคุณบ่นกับตัวเองว่าเวลาเดินเร็วเหลือเกินบางทีปีนั้น คุณอาจจะอยู่ในการทำงานที่มากเกินไป
เพราะฉะนั้น การท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียง “การพักผ่อน”
แต่มันคือวิธีคืนเวลาที่หายไปจากชีวิตของเรา
ทำให้เรากลับมารู้สึกมีชีวิตกับ 1 ปีที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง เรื่องราว และความหมายในชีวิต
ครั้งหน้าถ้ามีงานท่องเที่ยว ลองแวะไปเยี่ยมชมหรือตามรอยสถานที่ใหม่ๆ เพราะสุดท้าย สิ่งที่ทำให้ชีวิตยาวนานขึ้น อาจไม่ใช่จำนวนปีที่มี แต่คือจำนวน “เรื่องราวใหม่ ๆ” ที่เราได้สร้างและพบเจอในแต่ละปีครับ

#โชคดีที่ได้อ่านเรื่องนี้ #ลัคกี้แมน
#ยืดเวลาให้ชีวิต
#เติมเรื่องใหม่ให้ชีวิต

เคยมั้ยครับที่ วันหยุดทั้งทีอยากพัก นั่งดูซีรีส์ เล่นมือถือทั้งวัน แต่สุดท้ายก็ยังรู้สึกเหนื่อย เครียด หรือหมดไฟอยู่ดีนั...
24/08/2025

เคยมั้ยครับที่ วันหยุดทั้งทีอยากพัก นั่งดูซีรีส์ เล่นมือถือทั้งวัน แต่สุดท้ายก็ยังรู้สึกเหนื่อย เครียด หรือหมดไฟอยู่ดี
นั่นเพราะจริง ๆ แล้ว คุณยังไม่ได้ “พัก” อย่างแท้จริง
แต่กำลังพักแบบที่สมองยังไม่ได้หยุดทำงาน
เวลาเราพูดถึง “การพัก”
หลายคนมักจะนึกถึงการนอน การนั่งเฉย ๆ หรือการไม่ทำอะไรเลย
แต่ในโลกของนักกีฬา มีสิ่งที่เรียกว่า Active Rest
คือการพักที่ยัง “ขยับเบา ๆ” เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำช้า ๆ หรือปั่นจักรยานแบบไม่เร่ง
สิ่งนี้ช่วยให้เลือดหมุนเวียน
ล้างของเสียออกจากกล้ามเนื้อ
และทำให้ร่างกายพร้อมสำหรับวันต่อไป
แต่ Active Rest ไม่ได้ใช้แค่กับร่างกาย
มันใช้ได้กับ “สมอง” ด้วย
ดังนั้นแทนที่เราจะหยุดแล้วไปไถมือถือ หรือเสพสื่อ Social ถ้าเราเปลี่ยนเป็นการอ่านหนังสือ ฟังเพลง ทำอาหาร หรือเดินเล่น ได้ สมองจะเข้าสู่โหมดที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Default Mode Network (DMN)
โหมดนี้ทำให้สมองเริ่มจัดระเบียบความทรงจำ เชื่อมโยงข้อมูลเก่า ๆ เข้ากับไอเดียใหม่ ๆ ในขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้สมองได้พักเพื่อฟื้นพลังและสร้างความคิดใหม่ไปพร้อมกัน
วันหยุดที่นั่งซีรีส์ทั้งวัน แล้วรู้สึกเหนื่อยกว่าเดิม
อาจไม่ใช่เพราะคุณทำงานหนักเกินไป
แต่เพราะคุณอาจจะยัง “พักไม่เป็น”
วันหยุดครั้งต่อไปลองหากิจกรรมและทดลองทำ active rest เพื่อพักสมองอย่างแท้จริง เพื่อให้พร้อมกับกาเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่แบบมีพลังเต็มที่ครับ
#พักแต่ไม่หยุด #พักผ่อนวันหยุด #ชีวิตการทำงาน #ลัคกี้แมน

📌 ถ้าคุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์ ลองแชร์ต่อให้เพื่อน ๆ ได้คิดและเลือกวิธีพักของตัวเองกันด้วยนะครับ

Elon musk ชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลก // โดย ลัคกี้แมน  ."ผมยินดีที่จะตายที่ดาวอังคาร มากกว่าบนโลกนี้"Elon musk บุคคลที่ขึ้น...
18/01/2021

Elon musk ชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
// โดย ลัคกี้แมน

.

"ผมยินดีที่จะตายที่ดาวอังคาร มากกว่าบนโลกนี้"
Elon musk บุคคลที่ขึ้นกลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกให้สัมภาษณ์ถึงความฝันของเขา
เขาก่อตั้งและบริหาร บริษัทที่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ด้วยเทคโนโลยี

* Paypal เงินดิจิตอลสกุลแรกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก
(ขายกิจการ)
* SpaceX บริษัทที่มีเป้าหมายในการนำมนุษย์ไปตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร
* Tesla บริษัทรถยนตร์ไฟฟ้า ที่ต้องการให้โลกนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้น้ำมัน
*Solar City บริษัทที่ต้องการให้มนุษย์นำพลังงานที่ยิ่งใหญ่มาใช้อย่างเต็มที่ “พลังงานจากแสงอาทิตย์”

*Boring company บริษํทที่ต้องการสร้างการเดินทางรูปแบบใหม่ของโลก อย่าง Hyper loop และ อุโมงค์ลิฟต์โดยสารสำหรับรถยนตร์

ก่อนหน้านี้คงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าบริษัทที่มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากผู้ชายคนนี้แค่คนเดียว

Elon musk เกิดในประเทศแอฟริกาใต้ ในปี 1971 ปัจจุบันอายุ 47 ปี

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเขาว่าสมัยเด็กๆเขานั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดจนไม่มีหนังสือให้อ่านภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์

แม่ของเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าในวันหยุดเขาสามารถอ่านหนังสือ 2 เล่มจบได้ภายใน 1 วันเท่านั้น

เคยมีคนถามว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างจรวดได้อย่างไร ? คำตอบของเขาคือ “ผมอ่าน” (I'm read)

(Elon musk เรียนรู้การสร้างจรวดจากการอ่านหนังสือเองจนได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศคนหนึ่ง)

หากเรามองอย่างผิวเผิน ดูเหมือนว่าทุกบริษัทที่เขาสร้างล้วนสอดคล้องประสานกันเหมือนเขามองเห็นจุดเชื่อมต่อหรือเป็นคนที่มาจากอนาคตที่ต้องการมาเปลี่ยนแปลงโลกนี้

แต่ถ้าเราศึกษาชีวิตของเขาให้ดี เราจะเห็นว่าเขาเป็นคนที่ตั้งเป้าหมายที่ะสร้างความแตกต่างขึ้นมาให้ได้ก่อนหลังจากนั้นทุกอย่างก็เหมือนถูกกำหนดมาให้เขาทำมัน และนี่คือสิ่งที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับเขา

- เกิดในปี 1971 ที่ แอฟริกา และมีเชื้อสายแคนนาเดียน (ชาวแคนาดา)
- ชอบอ่านหนังสือและมีสมาธิสูงมาก แม่ของเขาเคยพาเขาไปพบแพทย์เพราะกลัวว่าเขาจะหูหนวก
- เคยถูกเพื่อนที่โรงเรียนตามแกล้งเพราะความที่เขาเป็นคนฉลาดและชอบเก็บตัว
- หลงไหลใน วิทยาการคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เด็กและตั้งเป้าหมายว่าอยากไปทำงานใน Silicon valley
- ในปี 1988 ได้รับ สัญชาติแคนาดาจากการที่รัฐบาลแคนาดาออกกฎหมายใหม่ให้สามารถโอนถ่ายสัญชาติจากแม่ของเขา และย้ายไปอาศัยอยู่กับ ลุง ที่ประเทศแคนาดา เพื่อหาโอกาสไปทำงานที่ ประเทศ อเมริกา
- ในปี 1992 ได้รับทุนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย เพนซิลวาเนีย และเคยทำแผนธุรกิจกี่ยวกับการใช้ประโยน์จากพลังงานแสงอาทิตย์
- จบปริญญาตรีด้าน ฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัย เพนซิลวาเนีย และ เศรษฐศาสตร์ จาก Wharton School of Business
- ในปี 1995 ก่อตั้งบริษัทแรก Zip2 เว็บท่าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ โดยเขาเป็นคนเขียนโปรแกรมแกรมเกือบทั้งหมด
- ในปี 1999 HP เข้าซื้อ Zip2 เป็นมูลค่า 341 ล้านเหรียญโดยเขาได้รับเงินมูลค่า 22 ล้านเหรียญ (748 ล้านบาท) จากการขายนี้
- ในปี 1999 เขาก่อตั้ง X .com บริษัทที่ให้บริการชำระเงินผ่าน E-mail โดยเใช้เงินที่ได้จากการขาย Zip2 กว่า 330 ล้านบาทมาจัดตั้งบริษัท
- ในปี 2001 X .com ควบรวมกับ Confinity ของ Peter thiel บริษัทคู่แข่งทีให้บริการเดียวกันในชื่อ Paypal เพื่อลดการแข่งขันกันเองโดยเขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ (มีการถกประเด็นนี้กันหลายครั้งว่าเขาควรถูกนับว่าเป็น ผู้ก่อตั้ง Paypal หรือไม่ หรือเขาเป็นเพียงผู้ซื้อ (ควบกิจการ) Paypal
- ปี 2002 ebay ขอซื้อ Paypal ด้วยมูลค่า 1.6 billion US (ประมาณ 5 หมื่น 3 พันล้านบาท) โดย Elon musk ได้รับค่าหุ้นมูลค่า 165 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 5,400 ล้านบาท
เขานำเงินที่ได้มาจากการขาย Paypal ประมาณ 3,300 ล้านบาทมาก่อตั้ง SpaceX บริษัทที่มีเป้าหมายที่จะสร้างอาณานิคมของมนุษย์บนดาวอังคาร
- ในปี 2003 เขาลงทุนในบริษัท Startup ก่อตั้งโดย Martin Eberhard และ Marc Tarpenning ที่ต้องการที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อมาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง Elon musk ลงทุนและนั่งเป็นกรรมการบริหาร จากนั้นในปี 2008 ก็เป็น CEO ของ Tesla นับจากนั้น (มีรายละเอียดที่น่าสนใจในช่วงที่เขาเริ่มลงทุนใน Tesla จนขึ้นมาเป็น CEO ซึ่งเราจะขยายและเขียนให้อ่านเพิ่มเติมในบทความอื่นนะครับ)
- ในปี 2006 Elon musk ให้เงินทุนก่อตั้งและร่วมก่อตั้ง Solar city กับ ลูกพี่ลูกน้องของเขา Lyndon and Peter Rive จากนั้นในปี 2012 เขาประกาศที่จะร่วมกันพัฒนา Battery ที่เก็บไฟฟ้าของ Tesla และ Solar city และในปี 2016 เขาก็เข้าซื้อกิจการทั้งหมดของ Solar city ปัจจุบัน Solar city ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากเป็นอันดับ 2 ของ อเมริกา มีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตรถยนต์ Tesla อาจจะไม่ต้องชาร์จไฟฟ้าแต่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการขับเคลื่อนแทน
- ในปี 2015 Elon musk ประกาศจัดตั้ง Open AI องค์กรวิจัยไม่แสวงหากำไรที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างแท้จริง เขากังวลและพูดหลายครั้งว่า ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนตร์ที่มีความคิดเป็นของตนเองเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และหากเกิดขึ้นโดยไม่มีการศึกษาที่ดีพอ นั่นอาจจะเป็นจุดจบของมนุษย์
- ปี 2016 เขาร่วมก่อตั้ง Neuralink บริษัท startup ที่ต้องการพัฒนาการเชื่อมต่อสมองของมนุษย์กับระบบ ปัญญาประดิษฐ์ มีเป้าหมายในการสร้าง อุปกรณ์ที่จะเชื่อมต่อสมองของมนุษย์เข้ากับ Software หรือ อุปกรณ์ Computer ต่างๆ เพื่อสั่งการหรือเพิ่มศักยภาพทางด้านสมองของมนุษย์
- ปี 2017 เขาได้ก่อตั้ง Boring company โดยต่อยอดมาจากการพัฒนา concept Hyper loop การเดินทางด้วยท่อลม หรืออุโมงค์ขนาดใหญ่ใต้พื้นดิน ที่เขาเคยศึกษาและรายงานผลในปี 2013 โดยปัจจุบัน Boring Company ได้เริ่มทำการทดสอบและขุดอุโมงค์ Hyper loop แล้วใต้ที่ทำการบริษัท Tesla ของเขาเอง

จากเด็กชายชาวแอฟริกันเชื้อสายแคนาดาธรรมดาคนนึงกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก Elon Musk ให้สัมภาษณ์เสมอว่าสิ่งที่ผลักดันเขาไม่ใช่ความร่ำรวยแต่เป็นความฝันที่จะสร้างความแตกต่าง

เดือนมกราคมปี 2015 Elon musk ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการใช้ดาวเทียมยิงสัญญาน internet มายังพื้นโลกเพื่อให้บริการ internet ความเร็วสูงในพื้นที่ๆไม่สามารถเดินสายไฟหรือสายเคเบิล หรือไม่มีสัญญานโทรศัพท์ และแน่นอนความฝันของเขาคือการให้บริการ Internet ในอวกาศ

“ผมคิดว่ามันจำเป็นมากที่เราต้องสร้างระบบ Internet รูปแบบใหม่ โดยเฉพาะระบบการสื่อสารบนดาวอังคาร (หากเราต้องการตั้งอาณานิคมบนนั้น) มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำและผมเห็นว่ายังไม่มีใครทำมัน”
Ashlee vance นักเขียนที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติของ Elon musk (How the billionaire CEO of SpaceX and tesla is shaping our future) ซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับ New york times bestseller เล่าให้ฟังในบทนำหนังสือของเขา ว่าเมื่อเขาบอก Elon musk ว่าต้องการเขียนหนังสือเกี่ยวกับเขา Elon musk ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือหรือข้อมูลใดๆ

วันหนึ่ง Ashlee ซึ่งยืนยันว่าจะเขียนหนังสือของเขาไม่ว่าเขาจะให้ความร่วมมือหรือไม่ ? วันนึงเขาก็ถูกเชิญให้ไปรับประทานอาหารร่วมกับ Elon musk

Elon บอกกับ Ashlee ว่าเขาชอบใจที่ Ashlee ยืนยันที่จะเขียนหนังสือของเขาต่อถึงแม้ว่าเขาจะปฏิเสธที่จะให้การช่วยเหลือใดๆ

ทั้งสองคนพูดคุยเกี่ยวกับเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของเขารวมถึง สิ่งที่ เขากังวลเกี่ยวกับ AI ที่วันนึงอาจจะเป็นภัยต่อมนุษชาติ

เมื่อถึงเวลาที่จะทั้งคู่จะต้องแยกจากกัน
Ashlee เขียนบรรยายในหนังสือของเขาว่า

เขา (Elon Musk) ลุกขึ้นยืน โดยใช้สองมือยันตัวเองให้ลุกขึ้น จากนั้นเขาก็หยุดและจ้องตาผม
พร้อมกับคำถามที่ทำให้ผมต้องพูดไม่ออก และไม่รู้ว่าจะตอบเขาอย่างไร ?
เขาถามผมว่า.....

“คุณคิดว่าผมเสียสติรึเปล่า”
(Do you think I’m insane ?)

Elon Musk

"จงฝันให้เหมือนว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป และจงใช้ชีวิตให้เหมือนว่าคุณต้องจะตายในวันนี้"Dream as if you'll live foreve...
09/08/2019

"จงฝันให้เหมือนว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป และจงใช้ชีวิตให้เหมือนว่าคุณต้องจะตายในวันนี้"

Dream as if you'll live forever. Live as if you'll die today.

เจมส์ ไบรอน ดีน นักแสดงชาวอเมริกัน ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึงสองครั้งและถึงแม้หลายคนจะไม่เคยได้เห็นผลงานการแสดงของเขา แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะต้องเคยเห็นรูปภาพหรือเคยได้ยินชื่อของเขา 


เจมส์ ดีน เริ่มต้นชีวิตการแสดงจากการเป็นเด็กรับรถที่สตูดิโอ CBS จนมีคนเห็นแววและให้โอกาสเขาได้เรียนการแสดง เขารักการแสดงมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งตัดสินใจออกจากบ้านมาเพื่อมาเรียนต่อด้านการแสดงและหาเงินเลี้ยงตัวเองเพื่อทำตามความฝันที่นิวยอร์ค
หลังจากที่เรียนการแสดงและไปออดิชันตามที่ต่างๆเขาก็เริ่มได้รับบทตัวประกอบและไต่เต้าจากจุดนั้น สุดท้ายเขาก็ได้โอกาสแสดงภาพยนตร์ที่ทำให้เขาฉายแววนักแสดงมากพรสวรรค์ จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุแตกจากภาพยนตร์เรื่อง East of Eden ของ Elia Kazan ผู้กำกับชื่อดังในยุคนั้น กล่าวกันว่าหลายฉากที่ เจมส์ ดีน ต้องเล่น เขาต้องแสดงฉากเหล่านั้นโดยที่ไม่มีสคริปต์หรือบทให้เขาเลย 


หลังจากที่เขาแสดงความสามารถในเรื่อง East of Eden เขาก็ได้รับโอกาสให้แสดงในภาพยนตร์ชื่อดังสุดคลาสสิคเรื่อง Rebel Without a Cause ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เอง เป็นที่มาของทรงผมและการแต่งตัวของวัยรุ่นอเมริกันและทำให้เขาก็ได้กลายเป็นไอคอนของวัยรุ่นอเมริกันในยุคนั้น 

หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง เขาก็ยิ่งกลายเป็นดาราที่โด่งดังมากยิ่งขึ้นอีก เมื่อได้โอกาสเล่นภาพยนตร์เรื่อง Giant ประกบกับดาราชื่อดังอย่าง Elizabeth Taylor และ Rock Hudson
น่าเสียดายในขณะที่เขาอยู่บนจุดสูงสุดในชีวิตด้วยวัยเพียง 24 ปี เขากลับต้องมาจบชีวิตลงจากอุบัติเหตุก่อนที่ การผลิตหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิตของเขาจะเสร็จสิ้น
เจมส์ ดีน ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ และเป็นบุคคลแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ถึง 2 รางวัลแม้เขาจะจากโลกนี้ไปแล้ว 


เขาเป็นตัวอย่างของคนที่พยายามและแสวงหาโอกาสจนได้รับความสำเร็จ เขาเคยให้สัมภาษณ์ถึงอาชีพการแสดง ความหลงใหลและความรักที่เขามีให้แก่การแสดงอย่างลึกซึ้ง เขากลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนอเมริกัน ชีวิตที่เริ่มต้นจากความพยายามทำในสิ่งที่รักจนโด่งดังแต่ชะตาชีวิตกลับทำให้เขาต้องจากไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตของเขาหากจะมีคำบรรยายก็คงเหมือนกับคำพูดอันโด่งดังของเขาที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า



“คุณเป็นคนที่คุณอยากจะเป็นได้ จงเต้นรำให้เหมือนว่าไม่มีใครมองคุณอยู่ ให้ความรักกับทุกคนเหมือนเป็นคนที่คุณรู้จัก จงฝันให้เหมือนว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป และใช้จงใช้ชีวิตให้เหมือนว่าคุณต้องจะตายในวันนี้" - เจมส์ ดีน



You are who you are meant to be. Dance as if no one's watching. Love as if it's all you know. Dream as if you'll live forever. Live as if you'll die today.

"จงทำให้ทางที่คุณเลือกสะท้อนความหวังของคุณ ไม่ใช่ความกลัว"(May your choices reflect your hopes, not your fears.)- เนลสัน...
01/06/2019

"จงทำให้ทางที่คุณเลือกสะท้อนความหวังของคุณ ไม่ใช่ความกลัว"
(May your choices reflect your hopes, not your fears.)
- เนลสัน แมนเดลา

/ โดย ลัคกี้แมน

มีหลายครั้งที่ชีวิตของบังคับให้เราต้องเลือกทางเลือกที่สำคัญของเราแต่เราอาจจะยอมให้ความกลัวมีอำนาจมากกว่าความฝัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอาชีพการงาน การเรียน หรือการเลือกที่จะเดินตามความฝันของตัวเอง

เนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีผิวสีของแอฟริกาใต้ บุรุษผู้เลือกความฝันของตัวเองมากกว่าความกลัว การมีความหวังส่งผลให้เขาต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำมากกว่า 27 ปีก่อนที่จะกลายเป็นผู้นำที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนนึงของโลก

แมนเดลา เกิดมาในยุคที่ แอฟริกาใต้ มีการแบ่งแยกสีผิวโดยชนผิวขาวที่ถึงแม้เป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศแต่กลับได้รับสิทธิมากกว่าคนผิวดำ โดยในยุคนั้นคนผิวขาวถือเป็น ชนชั้นปกครอง จากนโยบายการแบ่งแยกสีผิว (apartheid) ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมโดยการเข้าร่วมพรรคสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา ( African National Congress หรือ ANC) และได้ร่วมก่อตั้งสันนิบาตเยาวชนพรรค ANC ที่เป็นแกนนำการประท้วงนโยบายแบ่งแยกสีผิวซึ่งระยะหลังมีแนวทางการใช้ความรุนแรงเพื่อเรียกร้อง ส่งผลให้เขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

ชีวิตในคุกทำให้เขาได้ทบทวนแนวทางการต่อสู้ของตัวเอง เขาถูกจำคุกในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ และได้รับการปฏิบัติเยี่ยงนักโทษชั้นต่ำแต่สิ่งนั้นกลับทำให้เขาค้นพบการต่อสู้ด้วยสันติซึ่งทำให้หลังจากนั้นเขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่

หลังจากถูกจองจำนานกว่า 20 ปี นานาชาติได้เรียกร้องและมีการกดดันให้มีการปล่อยตัว เนลสัน แมนเดล่า เรื่อยมา จนในที่สุดเขาก็ได้รับการปล่อยตัวและได้รับอิสรภาพในปี 1990

หลังจากนั้น 3 ปีในปี 1993 เขาได้รับรางวัลโบเบลสาขาสันติภาพ และมีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องและประสานความสามัคคีของคนในชาติ และในที่สุดในปี 1994 แอฟริกาใต้ได้จัดให้มีการเลือกตั้งโดยให้สิทธิคนผิวดำเท่าเทียมกับคนผิวขาว แมนเดลา ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งโดยระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

ระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ในปี 1995 แอฟริกาใต้ได้จัดแข่งขัน รักบี้โลกโดยทีมชาติแอฟริกาใต้ที่ส่วนใหญ่มีแต่ผู้เล่นผิวขาว เขาได้ให้การสนับสนุนทีมชาติอย่างเต็มที่ส่งผลให้ทีมรักบี้ได้รับการเชียร์จากคนทั้งชาติทั้งผิวขาวและดำอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งเหตุการณ์นั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ

คำพูดหนึ่งซึ่งถือเป็นคำพูดที่โด่งดังของเขานั่นคือ "หากคุณต้องการสร้างสันติกับศัตรู คุณควรทำงานร่วมกับเขา เพราะสิ่งนั้นจะทำให้เขากลายเป็นพันธมิตรกับคุณ " ( If you want to make peace with your enemy, you have to work with your enemy. Then he becomes your partner )

แมนเดลา ก้าวลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1999 ตามสัญญาที่เขาให้ไว้ ระหว่างดำรงตำแหน่งเขาได้ดำเนินนโยบายที่ช่วยฟื้นฟู เศรษฐกิจของแอฟริกาใต้ และในเวลาเพียง 5 ปีเขาทำให้ประเทศที่ครั้งนึง เคยมีการแบ่งแยก ความรุนแรง กลับมาสมานสามัคคีกันได้อีกครั้ง

ในชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความหวังเสมอเขาเคยถูกวางแผนลอบสังหารหลายครั้งทั้งในและนอกเรือนจำ แต่ในที่สุดการต่อสู้ของเขาก็ได้รับผลสำเร็จเป็นที่จดจำของคนทั้งโลกรวมถึงเป็นตัวอย่างการเรียกร้องสิทธิโดยสันติที่ได้รับชัยชนะ

ความหวังคือแสงสว่างที่เขาส่งต่อให้กับคนทั่วโลกแม้จากโลกนี้ไปแล้ว เนลสัน แมนเดา เสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านเกิดของเขาในปี 2013

เขาใช้เวลามากกว่าครึ่งชีวิตในการต่อสู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ความสำเร็จในการสร้างความเท่าเทียมในแอฟริกาใต้ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเขา แต่คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาทำให้แก่โลกนี้นั้น

คือการที่เขาได้สร้างความหวังให้กับผู้คนทั่วโลกผ่านแนวคิด คำพูด และการต่อสู้ของเขาเอง

"เมื่อเราปล่อยให้แสงนำทางของเราส่องสว่าง.โดยไม่รู้ตัว เรากำลังส่งต่อแสงสว่างนั้นให้คนอื่นสามารถทำได้เฉกเช่นเดียวกัน" (As we let our own light shine, we unconsciously give other people permission to do the same.).

- เนลสัน แมนเดลา

"Life is never completely without its challenges." – Stan Lee "เราไม่มีทางมีชีวิตที่สมบูรณ์หากปราศจากความท้าทาย” ประโยคห...
13/11/2018

"Life is never completely without its challenges." – Stan Lee

"เราไม่มีทางมีชีวิตที่สมบูรณ์หากปราศจากความท้าทาย”

ประโยคหนึ่งที่ Stan Lee นักเขียน comic ที่โด่งดังที่สุดในฐานะผู้ปลุกวงการ comic ของอเมริกาให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้กล่าวเอาไว้หลังจากเขาเสียชีวิตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยวัย 95 ปี

Stanley Martin Lieber (เชื่อเดิมของเขา) เริ่มต้นด้วยการเป็นคนเติมหมึกให้กับนักเขียนของบริษัท Martin goodman ซึ่งภายหลังก็คือ Marvel Comics โดยผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เขาก็คือ The Fantastic Four (สี่มนุษย์จอมพลัง)

เขามีส่วนร่วมในการสร้างตัวการ์ตูนชื่อดังที่เรารู้จักเป็นอย่างดีทั้ง Amazing Spiderman และ X-men เคยทำงานเป็นหัวหน้านักเขียนและบรรณาธิการของ Marvel Comics สำหรับคนทั่วไปเขาถือเป็น ผู้สร้างและเป็น Idol ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนวงการ Comic ของอเมริกา

เคยมีคนถามถึงค่าตอบแทนที่เขาได้รับ รวมถึงลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนที่เขาสร้างสรรค์ (บางคนเข้าใจว่าเขาเป็นผู้ก่อตั้ง Marvel ด้วยซ้ำ) เขาเคยตอบนักข่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า
เขาพอใจกับรายได้ที่เขาได้รับ และลิขสิทธิ์ของตัวละครทั้งหมดย่อมควรตกเป็นของ Marvel ผู้ซึ่งให้โอกาสเขาได้ทำงานสร้างสรรค์ตัวละครเหล่านี้ขึ้นมา

นอกเหนือจากความสามารถของเขา อุปนิสัยและแนวคิดของเขายังเป็นที่ชื่นชมของบุคคลทั่วไปที่พบเจอ จึงไม่น่าแปลกใจที่คนทั่วไปทั้งที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ Marvel หรือคนที่เคยดูหรืออ่านการ์ตูนหรือภาพยนตร์ที่มาจากตัวละครของเขาจะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเขา

Stand Lee ถือเป็นตัวอย่างของคนที่พอใจและมีความสุขกับสิ่งที่ตนเองทำ ครั้งนึงเขาเคยให้สัมภาณ์ว่า เขาเคยรู้สึกอายที่เขาเป็นแค่นักเขียนการ์ตูนในขณะที่คนอื่นเป็นวิศวกรสร้างสะพานหรือทำงานอยู่ในวงการแพทย์ แต่สุดท้ายเขาก็คิดได้ว่า การเป็นนักเขียนการ์ตูนก็สร้างประโยชน์และสร้างความสุขให้กับคนอื่นได้เช่นกัน
เขาจึงเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำมีคุณค่าและเป็นสิ่งที่สำคัญ
เมื่อถามเขาเกี่ยวกับการเกษียณ เขาตอบว่า คนทั่วไปอาจจะอยากรีบเกษียณเพื่อจะได้มีเวลาว่างไปออกรอบตีกอล์ฟ เขาบอกว่าถ้าเขาเกษียณและออกไปตีกอล์ฟเขาคงจะรีบตีให้เสร็จเพื่อที่จะได้กลับไปทำงานอีกครั้ง ...

Stand Lee เด็กชายชาวยิวที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่อเมริกาเริ่มต้นจากการเป็นแค่พนักงานเติมหมึกในสำนักพิมพ์ วันนี้เขาจากโลกนี้ไปพร้อมกับความอาลัยจากคนที่รู้จักและรู้สึกผูกพันกับผลงานที่เขาสร้างสรรค์ไว้
คำสัมภาษณ์ในช่วงท้ายๆหลังจากที่เขาเริ่มป่วยและมีอายุมากขึ้นเขาได้พูดถึงธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

“.... มุ่งไปข้างหน้าต่อไป เมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องจากโลกนี้ไป เราก็ต้องจากไป เพราะไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป"

”Keep moving forward, and if it's time to go, it's time. Nothing lasts forever." - Stand Lee (1922-2018)

R.I.P

Steve Jobs ในบทความเดียว /โดย ลัคกี้แมน“เวลาของคุณมีจำกัด, อย่าเสียเวลาใช้ชีวิตในแบบของคนอื่น อย่ายึดติดกับค่านิยม หรือ ...
27/08/2018

Steve Jobs ในบทความเดียว /โดย ลัคกี้แมน

“เวลาของคุณมีจำกัด, อย่าเสียเวลาใช้ชีวิตในแบบของคนอื่น อย่ายึดติดกับค่านิยม หรือ สิ่งที่คนอื่นคิด(หรือคาดหวัง)เกี่ยวกับตัวคุณ อย่าให้เสียงของความคิดเห็นของคนอื่น ดังกว่าเสียงที่อยู่ในตัวของคุณเอง และที่สำคัญที่สุด จงกล้าที่จะเดินไปตามทางที่หัวใจและสามัญสำนึกของคุณเรียกร้อง และเมื่อคุณรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆแล้ว สิ่งอื่นก็จะไม่สำคัญอีกต่อไป”
สุนทรพจน์ในพิธีมอบปริญญาบัตรมหาวิทยาลัย Standford

สตีฟ พอล จ๊อบส์ หรือ สตีฟ จ๊อบส์ เกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 1955 ที่ ซานฟรานซิสโก รัฐ แคลิฟอเนียร์ ประเทศ สหรัฐอเมริกา แท้ๆยกให้กับ โดยเขาถูก พ่อแม่ของเขายกให้กับ Paul Jobs และ Clara Hagopian พ่อและแม่บุญธรรมของเขาที่ เขานับถือเป็นอย่างมากและมีส่วนช่วยให้เขาประสบความสำเร็จในการสร้างกิจการ Apple

ช่วงวัยรุ่น จ๊อบส์ เขาเข้าเรียนที่ Reed collage และ drop เรียนเพื่อแสวงหาตัวตนที่ประเทศ อินเดีย เขาศึกษา พุทธศาสนา นิกายเซ็น และปรัชญาของ เซ็น เป็นปรัชญาที่เขายึดใช้ในชีวิตประจำวันและการออกแบบสินค้าที่เปลี่ยนโลกทั้ง iPhone และ iPod

ในขณะที่ทุกคนมองเขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนนึงในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัท Apple ร่วมกับ สตีฟ วอซเนียก เพื่อนรุ่นพี่ที่ถือ เป็นอัจฉริยะด้านวิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขา เขากลับไม่มองว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจ

“ผมไม่อยากเป็นนักธุรกิจเพราะผมไม่อยากเป็นเหมือนนักธุรกิจที่ผมรู้จัก ผมไม่อยากเหมือนพวกเขา” - สตีฟ จ๊อบส์ (จากหนังสือ Becoming Steve Jobs)

จ๊อบส์ เป็นเศรษฐีพันล้านในอายุเพียง 25 ปี เขาประสบความสำเร็จในฐานะคู่แข่งของ บิลเกตส์ และผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่กล้าต่อกรกับ ไอบีเอ็ม ที่ถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการคอมพิวเตอร์สมัยนั้น

เขามักชอบให้คนมองตัวเองเป็น ขบถ นักปฏิวัติอุตสาหกรรมและสินค้าของเค้าส่วนใหญ่ ก็ปฏิวัติอุตสาหกรรมของโลกใบนี้อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ทั้ง iPod ที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมดนตรี ซึ่งหากไม่มี iPod และ iTune ทุกวันนี้เราอาจจะต้องซื้อเพลงทั้งอัลบั้ม หรือ iPhone ที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมมือถือและ internet ถ้าหากไม่มี iPhone ทุกวันนี้เราน่าจะยังกดปุ่มมือถือเพื่อโทรศัพท์และเข้า internet ผ่าน computer กันอยู่

อย่างไรก็ดี จ๊อบส์ มักจะถูกวิพากย์วิจารณ์ถึงความก้าวร้าว ปัญหาส่วนตัวเรื่องการปฏิเสธการรับผิดชอบต่อบุตรสาวของเขา และด้วยบุคลิกที่เป็นคนขี้โมโหและมุทะลุ ในช่วงวัยหนุ่มเขาถูกไล่ออกจาก apple โดยฝีมือของ จอห์น สกัลลี CEO ที่เขาเป็นคนขอให้มาร่วมงานด้วยตัวเขาเองและ บอร์ด บริหารของ Apple ที่ไม่เชื่อว่าเขาจะนำพาบริษัทให้อยู่รอดจากการแข่งขันได้ แต่เขาเองก็ไม่ยอมแพ้โดยเขานำเงินส่วนตัวไปลงทุนสร้างบริษัทที่ผลิตคอมพิวเตอร์เมนเฟรมสมรรถนะสูงที่ชื่อ NeXT และเข้าซื้อกิจการ Pixar ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการสร้างหนัง อนิเมชันเรื่องแรกที่ไม่ใช้คนแสดงเต็มเรื่อง (toy story) โดยเขาเป็นผู้ถือหุ้นสูงสุดก่อนที่จะถูกซื้อกิจการไปโดย disney

ในช่วงที่ Apple ตกต่ำจนถึงขีด Apple ได้ติดต่อขอซื้อ NeXT บริษัทของ จ๊อบส์ และเขาถูกขอให้กลับมาเป็นที่ปรึกษา เป็น CEO ชั่วคราวและสุดท้ายบอร์ดบริหารก็ตัดสินใจให้เขาดำรงตำแหน่ง CEO สูงสุดอีกครั้งเมื่อเขาสามารถพิสูจน์ว่าเขาเป็นคนที่เป็นจิตวิญาณและเป็นผู้สร้าง Apple อย่างแท้จริงด้วยการเปิดตัว iMac ที่สร้างยอดขายถล่มทลายและกลายเป็นสัญลักษณ์นวัตกรรมที่มีแต่ Apple ที่จะทำได้เท่านั้นอีกครั้ง

สตีฟ จ๊อบส์ เคยกล่าวใน สุนทรพจน์ ที่โด่งดังที่สุดของเขาที่ Stanford ที่มีคนเข้าชมรวมกันเกือบ 100 ล้านครั้งว่า การถูกไล่ออกจาก apple ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดของเขา มันทำให้เขากลับมาทบทวนตัวเอง หลุดจากกรอบความสำเร็จและสามารถกลับมาเป็นผู้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

สตีฟ จ๊อบส์ ถูก วินิจฉัยว่าเป็น โรค มะเร็งตับอ่อน ในช่วงกลางปี ค.ศ. 2004 เขา่ได้เข้ารับการรักษาตัวเรื่อยมาและยังคงดำรงตำแหน่งประธานบริหารของ apple อยู่เรื่อยแต่ในท้ายที่สุดแล้วเขาก็ตัดสินใจลาออกจาก apple เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2011 และในวันที่ 5 ตุลาคม apple ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าโลกได้สูญเสีย ขบถ นักปฏิวัติ และบุคคลที่สำคัญที่สุดคนนึงไปแล้ว

สุนทรพจน์ของ สตีฟ จ๊อบส์ แม้จะผ่านเวลาไปนานแค่ไหนก็ยังมีคนเข้าไปแสดงข้อความไว้อาลัยและยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนนับล้านคนได้ตลอดไปและคำพูดเหล่านั้นถือเป็นมรดกที่สำคัญที่สุดของเขานอกเหนือจากสิ่งประดิษฐ์ที่เขาสร้างไว้บนโลกใบนี้


Stay hungry Stay foolish
- Steve jobs (1955-2011)

The theory of Stephen Hawking  : สตีเฟน ฮอว์กิง / โดย ลัคกี้แมน14 มีนาคม 2018 ครอบครัวฮอว์กิงประกาศว่า สตีเฟน ฮอว์กิง ได...
27/03/2018

The theory of Stephen Hawking : สตีเฟน ฮอว์กิง / โดย ลัคกี้แมน

14 มีนาคม 2018 ครอบครัวฮอว์กิงประกาศว่า สตีเฟน ฮอว์กิง ได้เสียชีวิตอย่างสงบในบ้านพักของตัวเอง ที่เคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ด้วยวัย 76 ปี จากอาการของโรค ALS (โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง) นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

ฮอว์กิง เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่โด่งดังไม่ต่างจากไอน์สไตน์ งานของเขาได้รับการยอมรับในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านจักรวาล การค้นพบหลุมดำและความพยายามที่จะอธิบายปรากฎการณ์ทางฟิสิกส์ที่สำคัญ

เขาเชื่อว่าในอนาคตมนุษย์จะสามารถไปตั้งรกรากบนต่างดาวรวมถึงความเป็นไปได้ในการเดินทางย้อนเวลา

ครั้งนึงเขาได้จัดงานสำหรับนักท่องเวลาโดยไม่ได้บอกกล่าวใครล่วงหน้า เพราะถ้าการย้อนเวลาสามารถทำได้จริงก็น่าจะมีนักเดินทางข้ามเวลามาในงานเลี้ยงของเขา แต่ปรากฏว่าไม่มีใครมาร่วมงาน 🙂

ฮอว์กิงเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขามีความสามารถในการคิดใน 11 มิติพร้อมๆกัน ในวัยเด็ก สตีเฟน ฮอว์กิง เป็นเด็กฉลาด แต่ไม่ได้ฉายแววโดดเด่น สตีเฟน ฮอว์กิง เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดเมื่ออายุได้ 17 ปี เขามีความสนใจด้านคณิตศาสตร์ แต่ในเวลานั้นมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดยังไม่มีปริญญาเฉพาะทางด้านนี้ สตีเฟนจึงหันไปศึกษาฟิสิกส์และจักรวาลวิทยาแทน

จุดพลิกผันใชีวิตของเขาเกิดขึ้นเมื่อเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ALS หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงตอนอายุ 21 ปี ซึ่งเกิดจากการที่เส้นประสาทควบคุมกล้ามเนื้อเสื่อมและหยุดการทำงาน ในขณะนั้น หมอบอกเขาว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 2 ปีครึ่ง

เขาให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่าการเกิดโรคนี้กับเขาทำให้เขาหันมาสนใจที่จะค้นคว้าทางด้านฟิสิกส์อย่างจริงจังเพราะคิดว่าตัวเองคงเหลือเวลาไม่มาก แต่ปรากฎว่าเขาสามารถทำงานค้นคว้าและมีชีวิตได้นานกว่าที่แพทย์ทำนายไว้ถึง 50 ปี

ฮอว์กิงเคยบอกว่าก่อนเกิดโรคนี้เขาเคยคิดว่าเราเกิดมาทำไมและเขาไม่รู้ว่าจุดมุ่งหมายในชีวิตของเขาคืออะไร ? แต่เมื่อเขามีอาการของโรคมากขึ้นจนไม่สามารถเดินได้ เขาก็ค้นพบความหมายของการมีชีวิตโดยใช้ความเป็นอัจฉริยะของเขาค้นคว้าความลับต่างๆของจักรวาลนี้

นอกเหนือจากงานทางด้านวิชาการเขายังเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญของผู้คนทั่วโลกและสามารถพิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นว่าไม่มีสิ่งใดที่เราไม่สามารถทำได้ถ้าเรามีความพยายาม

- สตีเฟน ฮอว์กิง เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ.1942 ซึ่งเป็นปีครบรอบปีที่ 300 การจากไปของกาลิเลโอพอดี เป็นบุตรคนโตของ แฟรงก์ และ อิโซเบล ฮอว์กิง ทั้งคู่ล้วนมีความสามารถโดดเด่นในเชิงวิชาการ พ่อของเขา แฟรงก์ เป็นนักวิจัยทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเขตร้อน ส่วนแม่ อิโซเบล เป็นผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่สามารถสอบเข้าและจบจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดได้ในช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การศึกษายังไม่เปิดกว้างสำหรับสตรี

- ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และการเมืองที่ร้อนระอุทำให้ชีวิตของครอบครัวฮอว์กิงไม่สุขสบายนัก ทั้งยังถูกมิตรสหายมองว่าเป็นครอบครัวแปลกๆ ที่ทานข้าวเย็นกันอย่างเงียบกริบและอ่านหนังสือเกือบตลอดเวลา คุณนายอิโซเบลมักจะพาลูกๆ ไปนอนดูดาวที่สวนหลังบ้าน ซึ่งช่วงนี้เองที่หล่อนเห็นแววอัจฉริยะของลูกชายคนโต เพราะสตีเฟนมักจะตั้งข้อสงสัยในมุมมองแปลกๆ เสมอเมื่อมองดูดวงดาวบนฟากฟ้าอันไกลโพ้นเหล่านั้น

- ในวัยเด็ก สตีเฟน ฮอว์กิง เป็นเด็กฉลาด แต่ไม่ได้ฉายแววโดดเด่น สตีเฟนสนใจสิ่งอื่นนอกเหนือจากกิจกรรมในห้องเรียน นั่นคือเกมกระดาน และยังเคยทำเกมกระดานขึ้นมาเองกับเพื่อนด้วย เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เขารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ สร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมาจากชิ้นส่วนรีไซเคิลเพื่อนำมาใช้แก้สมการคณิตศาสตร์พื้นฐาน

- ปี 1962 สตีเฟนได้รับปริญญาเกียรตินิยมสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกด้านจักรวาลวิทยาที่ทรีนิตี้ฮอลล์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

- เมื่ออายุได้ 21 ปี เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS หลังจากนั้นเขาต้องเข้ารับการทดสอบทางการแพทย์หลายครั้งอยู่เกือบ 2 อาทิตย์

- ระหว่างรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เขามีเพื่อนร่วมห้องเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ทำให้เขาคิดได้ว่าอาการของเขาก็ไม่ได้แย่นักหากเทียบกับอาการของเด็กคนนั้น

- ปี 1963 เขาพบรักกับนักศึกษาปริญญาตรีด้านภาษา Jane Wilde และได้แต่งงานกันในปี 1965 ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 3 คนได้แก่ โรเบิร์ต ลูซี และทิโมธี

- ปี 1968 สตีเฟนได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสถาบันดาราศาสตร์แห่งเคมบริดจ์ ทำให้เขามีโอกาสได้ศึกษาค้นคว้าด้านจักรวาลวิทยาสะดวกขึ้น

- ปี 1969 เขาไม่สามารถเดินได้เองอีกต่อไป และจำเป็นต้องใช้วีลแชร์

- ปี 1970 ครอบครัวฮอว์กิงได้รับนักศึกษาปริญญาโทเข้ามาช่วยดูแลสตีเฟน เขายังคงทานอาหารได้เอง ลุกจากเตียงได้เอง แต่การพูดของเขาเริ่มช้าลงมาก จนมีแต่คนใกล้ชิดเท่านั้นที่เข้าใจว่าเขาพูดอะไร

- ปี 1973 สตีเฟนตีพิมพ์หนังสือของตัวเองเล่มแรก ร่วมกับ จี. เอฟ. อาร์
เอลลิส ในชื่อ The Large Scale Structure of Space-Time

- ปี 1979 สตีเฟนได้เข้าทำงานในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราภิชานด้านคณิตศาสตร์ (Lucasian Professor of Mathematics) ซึ่งเป็นตำแหน่งเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 1663

- ปี 1985 เขาพูดไม่ได้อย่างถาวรหลังจากผ่าตัดใส่ท่อหลอดลม หลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาจำเป็นต้องมีพยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ดีเขาก็ได้รับการช่วยเหลือจากโปรแกรมเมอร์ท่านหนึ่งจากแคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้พัฒนาโปรแกรมช่วยพูดที่ควบคุมได้ด้วยการขยับหัวหรือดวงตา นวัตกรรมนี้ทำให้เขาสามารถเลือกคำศัพท์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อให้โปรแกรมเปล่งเสียงสังเคราะห์ออกมาได้ ในระยะแรกเขายังคงขยับนิ้วได้ จึงเลือกคำศัพท์บนหน้าจอด้วยการใช้นิ้วคลิก แต่ในท้ายที่สุด เขาก็สูญเสียการควบคุมร่างกายทุกส่วนไป จึงเปลี่ยนไปสั่งการโปรแกรมผ่านเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่กับกล้ามเนื้อแก้มแทน

ด้วยโปรแกรมเสียงสังเคราะห์และคณะผู้ช่วย สตีเฟนเขียนผลงานออกมามากมายซึ่งมีเรื่องเด่นๆ ดังนี้ :

A Brief History of Time ประวัติย่อของกาลเวลา

สตีเฟน ฮอว์กิง เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับสากลจากหนังสือ A Brief History of Time ซึ่งอธิบายภาพรวมอย่างกว้างๆ ของปริภูมิ-เวลา (space and time) ตัวตนของพระเจ้าและอนาคตเอาไว้อย่างสั้นๆ หนังสือเล่มนี้ขายดีมากจนติดอันดับ Best-seller ของ London Sunday Times นานกว่า 4 ปี ได้รับการแปลกว่า 40 ภาษารวมถึงภาษาไทย
มียอดติพิมพ์และจำหน่ายหลายล้านเล่มทั่วโลก

The Universe in a Nutshell จักรวาลในเปลือกนัท

A Brief History of Time แม้จะเป็นหนังสือที่พยายามเขียนด้วยสำนวนภาษาที่เข้าใจง่ายแล้ว แต่ก็ยังมีเนื้อหาที่เข้าถึงยาก ในปี 2001 สตีเฟน ฮอว์กิง จึงเปิดตัวหนังสือ The Universe in a Nutshell ที่นำเสนอเนื้อหาด้วยรูปแบบที่เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

The Grand Design การออกแบบที่ยิ่งใหญ่

หนังสือที่พูดถึงการก่อกำเนิดของจักรวาลและการสร้างโลกหรือจักรวาลนี้อาจจะเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์เท่านั้น

หนังสือทั้ง 3 เล่มนี้ และงานวิจัยหลายชิ้นของเขา กระตุ้นให้นักฟิสิกส์ค้นหาจอกศักดิ์สิทธิ์แห่งวิทยาศาสตร์ นั่นคือทฤษฎีที่สามารถอธิบายจักรวาลวิทยาและกลศาสตร์ควอนตัมได้ในทฤษฎีเดียว ซึ่งจะเป็นการไขความลับทุกอย่างของเอกภพ


สตีเฟน ฮอว์กิง ยังไม่สามารถไขความลับของจักรวาลได้อย่างสมบูรณ์แต่ก็ถือว่าเขาได้ทำประโยชน์ให้กับมนุษยชาติและก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในชีวิตของเขาอาจไม่ใช่ความรู้ทางทางวิทยาศาสตร์ที่เขาค้นพบเท่านั้น แต่ประวัติชีวิตการต่อสู้และทัศนคติของเขาที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนที่พบเห็นก็ถือว่าเป็นมรดกอย่างนึงที่เขาทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลัง

แม้เขาจะเป็นคนที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในยุคปัจจุบันแต่เขายังคงถ่อมตนและให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เพื่อที่จะหาคำตอบของความลับที่ยิ่งใหญ่ของจักรวาลแห่งนี้
.............................

มองขึ้นไปบนดวงดาว ไม่ใช่ที่เท้าของคุณ พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่คุณเห็น
อะไรก็ตามที่ก่อให้เกิดจักรวาลนี้ช่างน่าอัศจรรย์
จงอย่าละทิ้งความสงสัย

สตีเฟน ฮอว์กิง

R.I.P

Look up at the stars and not down at your feet.
Try to make sense of what you see, and wonder about what makes the universe exist.
Be curious.

Pony Ma  ชายผู้ที่ (เคย) มั่งคั่งกว่า Jack ma // โดย ลัคกี้แมน หากพูดถึงเจ้าของกิจการชาวจีนที่ร่ำรวยจากการประกอบธุรกิจ i...
06/02/2018

Pony Ma ชายผู้ที่ (เคย) มั่งคั่งกว่า Jack ma // โดย ลัคกี้แมน

หากพูดถึงเจ้าของกิจการชาวจีนที่ร่ำรวยจากการประกอบธุรกิจ internet เชื่อว่าทุกคนอาจจะคิดถึง แจ๊ค หม่า แห่ง Alibaba แต่ รู้หรือไม่ว่าในเดือน ตุลาคม ปี 2017 แจ็ค หม่า ไม่ใช่บุรุษที่มั่งคั่งที่สุดในจีน แต่เป็นเจ้าของ Tencent (ที่ซื้อ สนุกดอทคอม) และเจ้าของ Application “WeChat” ที่มีคนใช้และเป็นที่นิยมมากที่สุดในจีน Pony Ma ชายผู้ที่ชอบเก็บตัวและไม่ต้องการเป็นที่รู้จักมากนัก

(หลังจากการประกาศของนิตยสาร forbe ในเดือนตุลาคมว่า Pony Ma เป็น บุรุษที่มั่งคั่งมากที่สุดในจีน หุ้น Alibaba ก็พุ่งสุงขึ้นทำให้ Jack Ma กลับมาเป็นบุรุษที่มั่งคั่งกว่า Pony Ma แต่ก็ถือว่าเขาเป็นเจ้าของกิจการที่มีประวัติที่น่าศึกษาและน่าสนใจ)

Pony Ma หรือ หม่า ฮั่วเถิง เกิดวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1971 ที่อำเภอเฉาหยาง จังหวัดซ่านโถว มณฑลกว่างตง ประเทศจีน ชื่อภาษาอังกฤษ Pony มาจากแซ่หม่า ซึ่งแปลว่าม้า ต่อมาในปี 1984 เมื่อ Pony Ma อายุได้ 13 ปี บิดาของเขา หม่า เฉินสู่ ได้งานเป็นผู้จัดการท่าเรือในเซินเจิ้น ใกล้กับฮ่องกง จึงย้ายตามบิดาไปอาศัยอยู่ในเซินเจิ้นตั้งแต่นั้น และเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมท้องถิ่น

ปี 1989 Pony Ma เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเซินเจิ้น และจบการศึกษาในปี 1993 ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่บริษัท China Motion Telecom Developmen ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านโทรคมนาคม ในตำแหน่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยได้รับเงินเดือนประมาณ 6,000 บาทเท่านั้น

ปี 1998 Pony Ma ร่วมกับเพื่อนอีก 4 คนก่อตั้งบริษัท Tencent ในปีต่อมา เขามีโอกาสได้เข้าชมพรีเซนเทชันเกี่ยวกับโปรแกรม ICQ ซึ่งเป็นโปรแกรม Instant Messenger ตัวแรกของโลก จึงเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างโปรแกรมแชท Open ICQ ขึ้นมา ทว่าในช่วงแรกนั้น โปรแกรมดังกล่าวมีแต่คนมาลงทะเบียนทิ้งไว้ ไม่มีใครใช้งานเป็นเรื่องเป็นราว เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการสร้างแอคเคาท์ปลอมโดยใช้รูปโพรไฟล์เป็นสาวสวย รวมถึงพิมพ์ข้อความด้วยภาษาแบบผู้หญิง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยขึ้น นอกจากปลอมตัวเพื่อสร้างกระแสแล้ว ในช่วงที่บริษัทยังไม่มีรายได้ Ma ยังต้องรับหน้าที่หลายอย่างตั้งแต่ CEO, นักออกแบบเว็บไซต์ ไปจนถึงภารโรง เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้บริษัทอยู่รอด

ปี 2000 Tencent ได้เปลี่ยนชื่อ ICQ เป็น QQ และกลับมาให้บริการ Instant Message อีกครั้ง นอกจากนี้ยังได้เข้าหาบริษัทด้านการลงทุน IDC และ Pacific Century CyberWorks (PCCW) ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในฮ่องกง ให้เข้ามาซื้อหุ้น Tencent ทั้งหมด 40% มูลค่ารวม 2.2 ล้านดอลลาร์

Pony Ma เห็นโอกาสในการเติบโตของตลาดมือถือ จึงได้ปรับปรุง QQ ให้ส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือได้ และตกลงรับส่วนแบ่งค่าบริการส่งข้อความร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่าย ซึ่งได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของ Tencent ในเวลาต่อมา

ปี 2004 Tencent เปิด web portal ของตัวเองในชื่อ QQ.com และเริ่มหันมาจับตลาดเกมออนไลน์ โดยการซื้อลิขสิทธิ์เกมจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มาเปิดให้บริการในประเทศจีน พร้อมกับขายสินค้าในเกมไปด้วย จนกระทั่งกลายเป็นผู้ให้บริการเกมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีนในเวลาต่อมา

ปัจจุบัน Tencent เริ่มพัฒนาเกมออนไลน์และเข้าไปลงทุนกับบริษัทเกมต่างประเทศระดับแนวหน้าหลายราย เช่น Riot Games, Epic Games, Supercell และ CJ Games

ปี 2005 Tencent เปิดแพลทฟอร์มใหม่ paipai.com เว็บไซต์ e-commerce เพื่อมาแข่งขันกับ Alibaba โดยเฉพาะ

ปี 2007 Pony Ma ถูกยกให้เป็นบุคคลทรงอิทธิพลของโลกโดยนิตยสาร Times

ปี 2010 Pony ตั้งทีมวิศวกรขึ้นมา 2 ทีมและให้แข่งขันกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จนกระทั่งได้ผลลัพธ์เป็นแอปพลิเคชันแชต Weixin (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น WeChat) และได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อเปิดให้บริการ จนกระทั่ง Weixin ก้าวขึ้นเป็นบริการ Instant Message ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ในจีน ด้วยการครองตลาดถึง 3 ใน 4 Pony Ma จึงนำ Tencent เข้าตลาดหุ้นฮ่องกง ส่งผลให้เข้ากลายเป็น 1 ในเศรษฐีที่ร่ำรวยทีสุดในแวดวงโทรคมนาคมจีน หลังจากที่มูลค่าหุ้น IPO ของ Tencent แตะ 200 ล้านดอลลาร์

นอกจากด้าน Instant Message แล้ว Weixin ยังเป็นต้นแบบของการผนวกเอาบริการต่างๆ มาอยู่บนแอปพลิเคชันแชท เช่นบริการโอนเงินออนไลน์ เรียกรถแท็กซี่ สั่งอาหาร ซื้อสินค้า e-commerce และบริการอื่นๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ Tencent ยังไปลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ IT เช่นอสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพ เป็นต้น รวมถึงเซ็นสัญญาเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทสื่ออเมริกันอย่าง HBO, NBA, Warner Bros. เพื่อเป็นผู้จัดจำหน่ายคอนเทนต์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศจีนอีกด้วย

ปี 2014 Pony Ma ถูกยกให้เป็นบุคคลทรงอิทธิพลของโลกอีกครั้ง โดยนิตยสาร Times

ปี 2015 WeChat กลายเป็นแพลตฟอร์ม Instant Message ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีผู้ใช้ถึง 48% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด และในปีเดียวกันนี้เอง เขาได้ประกาศจะสร้าง Internet Hospital ในเมืองวูเจิ้น เพื่อให้บริการตรวจโรคและการช่วยเหลือทางการแพทย์แบบ delivery
ปี 2015 Pony Ma ถูกยกให้เป็นบุคคลทรงอำนาจของโลก โดยนิตยสาร Forbes

ปี 2016 Pony Ma โอนถ่ายเงิน 2 พันล้านดอลลาร์เขามูลนิธิการกุศลของตัวเอง

ปี 2017 Pony Ma ถูกยกให้เป็นนักธุรกิจชั้นนำแห่งปี โดยนิตยสาร Fortune

ปี 2018 Pony Ma ครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในจีนและเอเชีย ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 4 หมื่น 9 พันล้านดอลลาร์
ปัจจุบัน Pony Ma เป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 46 ของโลกตามการจัดอันดับของ Forbes ในปี 2016 (Jack Ma อยู่อันกับ 33) แต่ชีวิตของเขากลับปิดลับต่อสาธารณะ และหันไปสนใจงานด้านการกุศลมากกว่าไลฟ์สไตล์หรูหราฟุ่มเฟือย

*บทสรุปชีวิต Pony Ma

เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า สตีฟ จ๊อบส์ ถือเป็นไอดอลคนนึงของเขา แต่ถ้าดูจากลักษณะการใช้ชีวิตแล้วเขามีความสมถะและคล้ายคลึงกับ บิล เกตส์ กับ วอเร็น บัฟเฟตส์ มากกว่า

Tencent ถือเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ Alibaba โดยเฉพาะ application WeChat ที่มีผู้ใช้เป็นอันดับ 1 ในจีน ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นฐานในการเสริม Application ต่างๆเข้าไปในระบบทั้งระบบจ่ายเงิน WeChat pay ที่สามารถขยายฐานผู้ใช้ได้โดยอัตโนมัติจากฐานผู้ใช้ของ WeChat เอง

เรื่องราวส่วนใหญ่ของ Pony Ma มักมาจากบริษัทของเขาเองแตกต่างจาก Jack Ma ที่ชื่นชอบการพบเจอผู้คนและทำตัวโดดเด่น Pony Ma ให้สัมภาษณ์สื่อน้อยครั้งมาก ในขณะที่เขาชอบที่จะบริหารงานบริษัทในเครืออย่างเงียบๆรวมถึงการทำงานและบริจาคเงินให้กับการกุศลและมูลนิธิของเขาเอง

ที่อยู่

Bangkok
10500

เบอร์โทรศัพท์

+66802107722

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ลัคกี้แมนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์