𝐵𝑜𝓌𝓌𝒾𝑒 𝒮𝒽𝑜𝓅

𝐵𝑜𝓌𝓌𝒾𝑒 𝒮𝒽𝑜𝓅 สินค้าฮิตติดเทรนด์ตามกระแส พร้อมส่ง

13/01/2026

Jan 13, 2026 ขออีกปี! ธนาคารซิตี้กรุ๊ปปลดพนักงานครั้งแรกในปี 69 ตกงานอีก 1,000 คน เป็นการปลดครั้งที่ 2 ในรอบ 6 เดือนผ่านมา ลั่นรัดเข็มขัดเป็นปีสุดท้าย
ธนาคารซิตี้กรุ๊ป (Citigroup) อินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ในสหรัฐอเมริกา และเป็นธนาคารพาณิชย์ชื่อดังระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า เตรียมปลดพนักงานครั้งแรกในปี 2026 จำนวน 1,000 คนภายในสัปดาห์นี้ หรือคิดเป็น 0.4% ของพนักงานทั้งหมด 229,000 คน การปลดพนักงานในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับโครงสร้างธุรกิจและควบคุมค่าใช้จ่ายตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้ เพื่อให้มีจำนวนพนักงานลดลงรวม 20,000 คนภายในสิ้นปี 2026 นี้
โฆษกธนาคารซิตี้กรุ๊ป เปิดเผยว่าการปลดพนักงานสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างเพื่อให้จำนวนพนักงาน สถานที่ตั้ง และทักษะความเชี่ยวชาญ ทั้งหมดสอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจในปัจจุบัน ขณะนี้ เครือข่ายสาขาธนาคารเพื่อรายย่อยของซิตี้กรุ๊ปในสหรัฐมีขนาดเล็กกว่าคู่แข่งรายใหญ่ มีสาขาประมาณ 650 แห่ง กระจุกตัวอยู่ในเขตมหานครหลักเพียง 6 แห่ง
ย้อนกลับไปเมื่อ 5 มิถุนายน 2025 ธนาคารซิตี้ กรุ๊ป อินคอร์ปอเรชั่น ประกาศปลดพนักงานครั้งใหญ่จำนวน 3,500 คนที่เมืองเซี่ยงไฮ้ และเมืองต้าเหลียน ประเทศจีน โดยพนักงานที่เข้าข่ายถูกปลดในครั้งนี้ ซึ่งอยู่ที่ศูนย์กลางบริการลูกค้าของทั้ง 2 เมืองดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มงานเทคโนโลยี ที่ประกอบไปด้วยบริการไอที งานพัฒนาโปรแกรม งานบริการทดสอบและดูแลรักษาโปรแกรม และงานบริการระบบปฏิบัติการลูกค้า อย่างไรก็ตาม จะมีพนักงานเหลืออยู่จำนวนหนึ่งซึ่งไม่มากนัก จะถูกโยกย้ายไปทำงาน ที่ศูนย์เทคโนโลยีของธนาคารซิตี้กรุ๊ปในที่อื่นๆ ซึ่งไม่ได้มีการระบุรายละเอียดเพิ่มเติม
สาเหตุในการปลดพนักงานครั้งใหญ่ของธนาคารซิตี้กรุ๊ปในประเทศจีนครั้งนี้เนื่องจากธนาคารต้องการตัดลดและควบคุมค่าใช้จ่ายในธุรกิจธนาคารอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในประเทศจีน ความไม่แน่นอนของกิจการ และธุรกิจธนาคารมีสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามภาษีการค้าและการค้าระหว่างสหรัฐอและจีนรวมถึงทั่วโลก สำหรับการปรับโครงสร้างธุรกิจและสายงานการบังคับบัญชาให้สั้นลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้นั้น มีขึ้นในสหรัฐอเมริกาอินโดนีเซีย โปแลนด์ และฟิลิปปินส์ด้วย
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2024 ธนาคารซิตึ้กรุ๊ป ได้ปลดพนักงานธนาคารซิตี้กรุ๊ปในประเทศสิงคโปร์ออกเป็นจำนวน 500 คน ส่งผลให้จำนวนพนักงานประจำ และพนักงานสัญญาจ้างรวมกันลดเหลืออยู่ที่ 8,000 คน จากเดิมมีอยู่ที่ 8,500 คนเมื่อเดือนตุลาคมปี 2023 ผ่านมา ขณะที่เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2024 ธนาคารซิตึ้กรุ๊ป เปิดเผยว่า สิ้นสุดไตรมาสที่ 1 ปี 2024 ธนาคารได้ปลดพนักงานออกเป็นจำนวน 2,000 คน ซึ่งเป็นการทยอยปลดพนักงานที่กำหนดไว้ราว 7,000 คนเมื่อถึงสิ้นสุดในไตรมาสที่ 2 นี้
นายมาร์ค เมสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน ธนาคารซิตี้กรุ๊ป ในช่วงเวลานั้น กล่าวว่า การปลดพนักงานที่มีขึ้นใน 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่ระบุว่าภายใน 2 ปีจากนี้ไป พนักงานของธนาคารซิตี้กรุ๊ปจะต้องถูกปลดออกมากถึง 20,000 คน ซึ่งถือเป็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่ในรอบหลายปีผ่านมา ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 87,500 ล้านบาท
อ่านเพิ่มเติม คลิก 👉https://tinyurl.com/27o3obcz
Website: https://btimes.biz
Facebook: https://web.facebook.com/btimesch3
YouTube: https://www.youtube.com/
TikTok : https://www.tiktok.com/
#ซิตี้แบงก์ #ธนาคาร #ปลดพนักงาน #ตกงาน #เศรษฐกิจ

17/11/2025

รู้จักคู่สามีภรรยา ที่ “เกือบรวย” 10,000 ล้านดอลลาร์ จากการเป็นเพื่อนบ้านกับ Warren Buffett | MONEY LAB

ถ้าอยู่ ๆ มีเด็กข้างบ้านที่คุณเห็นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ มาขอให้คุณร่วมลงทุนในธุรกิจใหม่ของเขา คุณจะตัดสินใจลงทุนกับเขาไหม ?

เรื่องนี้เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของคุณ Donald และคุณ Mildred คู่สามีภรรยา ที่บังเอิญคุณ Donald เกิดและเติบโตมาเป็นเพื่อนบ้านของคุณ Warren Buffett ตั้งแต่เด็ก

ซึ่งต่อมาคุณ Donald และคุณ Mildred ก็กลายเป็นนักลงทุนรายแรก ๆ ที่ตัดสินใจนำเงินไปให้คุณ Warren Buffett ช่วยบริหาร

เพียงแต่ว่า แม้พวกเขาจะลงทุนกับคุณ Warren Buffett มาตั้งแต่แรก แต่พวกเขากลับไม่ได้ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี หรือ Billionaire ผู้มีความมั่งคั่งมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในบั้นปลายเสียอย่างนั้น

แล้วเรื่องราวของทั้งคู่ มีความเป็นมาอย่างไร ? ทำไม 2 สามีภรรยาคู่นี้ ถึงเกือบจะได้เป็นมหาเศรษฐีพันล้าน

MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ

คุณ Donald และคุณ Mildred Othmer เกิดที่เมืองโอมาฮา ในละแวกบ้านของคุณ Warren Buffett โดยทั้งคู่เกิดก่อนคุณ Warren Buffett ประมาณ 20 ปี

ด้วยความที่คุณ Donald มีความสนใจในวิชาเคมีตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย เมื่อโตขึ้นเขาจึงเข้าเรียนต่อในคณะวิศวกรรมเคมี ที่มหาวิทยาลัยเนแบรสกา

เมื่อเรียนจบ เขาก็ได้เข้าไปทำงานที่บริษัท Eastman Kodak ผู้ผลิตฟิล์มรายใหญ่ของโลกในขณะนั้น ในตำแหน่งวิศวกรเคมี

ต่อมาเขาได้เปลี่ยนไปทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิค ประจำคณะวิศวกรรมเคมี ในรัฐนิวยอร์ก

ขณะที่คุณ Mildred ภรรยาของคุณ Donald ก็ทำงานเป็นครูสอนหนังสือเช่นกัน เรียกได้ว่าทั้งคู่มีชีวิตตามแบบครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดาทั่วไป

แม้ทั้งคู่จะไม่มีลูก แต่ก็ใช้ชีวิตด้วยความประหยัด ไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด ทั้งคู่เดินทางไปทำงานด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน เหมือน ๆ กับคนส่วนใหญ่ในนิวยอร์ก

ในช่วงปี 1960 ทั้งคู่ได้ตัดสินใจนำเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยในปัจจุบันหลังปรับเงินเฟ้อแล้วอยู่ที่ 18 ล้านบาท ไปลงทุนในกองทุน Buffett Partnership ของคุณ Warren Buffett

ต่อมาในปี 1969 ทางคุณ Warren Buffett ตัดสินใจปิดกองทุน และเสนอผู้ลงทุนว่าจะรับเงินลงทุนคืนเป็นเงินสด หรือเลือกที่จะแปลงเงินลงทุนเป็นหุ้น Berkshire Hathaway แทน

นักลงทุนหลายราย เลือกที่จะรับเงินเป็นเงินสด แต่ 2 สามีภรรยาคู่นี้กลับเลือกที่จะเชื่อใจคุณ Warren Buffett ต่อ โดยเลือกแลกเงินลงทุนเป็นหุ้น Berkshire Hathaway แทน

โดยทั้งคู่ได้หุ้น Berkshire Hathaway มาจำนวน 14,500 หุ้น ที่ต้นทุนหุ้นละ 42 ดอลลาร์สหรัฐ

หมายความว่าหลังจากผ่านไปเพียงแค่ 9 ปี ทั้งคู่สามารถเปลี่ยนเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้กลายเป็น 609,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นการเติบโตถึง 12 เท่า หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นสูงถึง 32% ต่อปีเลยทีเดียว

แต่นี่ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะอย่างที่บอกไปตอนต้นว่า คู่สามีภรรยาคู่นี้ ใช้ชีวิตด้วยความสมถะ ไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือย

ทำให้ทั้งคู่ไม่มีความจำเป็นต้องรีบถอนเงินออกมาใช้จ่าย และตัดสินใจที่จะลงทุนถือหุ้น Berkshire Hathaway ต่อไปเรื่อย ๆ แบบนักลงทุนที่ถือหุ้นระยะยาวไปตลอดชีวิต

และความผันผวนของราคาหุ้นก็ไม่ได้ทำให้จิตใจที่มั่นคงดั่งหินผาของทั้งคู่อ่อนไหวไปแม้แต่นิด

เพราะแม้ราคาหุ้น Berkshire Hathaway จะเคยปรับตัวลดลงไปมากถึง 49% ในเดือนมกราคม ปี 1974 ทั้งคู่ก็ไม่ได้ตกใจและขายหุ้นออกไปแม้แต่หุ้นเดียว

ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งไม่หวั่นไหวในการลงทุนระยะยาว ประกอบกับการเลือกหุ้นได้ถูกตัว

ถ้าหากปล่อยไปเรื่อย ๆ เงินลงทุนดังกล่าว ก็คงทำให้สามีภรรยาคู่นี้ กลายเป็นมหาเศรษฐีผู้มีความมั่งคั่งหลัก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ไม่ยาก

เพียงแต่เส้นทางสู่ความมั่งคั่งของทั้ง 2 ก็ต้องถูกหยุดไว้ เมื่อต้องเจอกับสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ นั่นก็คือ “ความตาย”..

ด้วยความที่ทั้งคู่ไม่มีลูก ก็ทำให้ไม่มีทายาทมาสืบทอดมรดก ทั้งคู่จึงตัดสินใจเขียนพินัยกรรมว่า

เมื่อทั้งคู่จากโลกนี้ไป ให้ขายหุ้น Berkshire Hathaway ที่แต่ละคนถืออยู่ แล้วนำเงินไปบริจาคตามที่ต่าง ๆ ทั้งโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย รวมถึงมูลนิธิเพื่อการกุศล

ในปี 1995 พินัยกรรมฉบับนี้ก็เริ่มทำงาน เมื่อคุณ Donald จากโลกนี้ไป

หุ้นของคุณ Donald จำนวน 7,000 หุ้น ก็ถูกขายออกไปทั้งหมด เป็นจำนวนเงินประมาณ 210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันหลังปรับเงินเฟ้อแล้วอยู่ที่ 14,500 ล้านบาท

ต่อมาในปี 1998 คุณ Mildred ก็จากโลกนี้ไปอีกคน หุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมดจึงถูกขายออกมา เป็นจำนวนเงินประมาณ 578 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันหลังปรับเงินเฟ้อแล้วอยู่ที่ 37,000 ล้านบาท

เมื่อรวมมูลค่าหุ้นที่ถูกขายออกมา หลังจากที่ทั้งคู่เสียชีวิตไปแล้ว จะคิดเป็นเกือบ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากจำนวนเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น

แปลว่าในตลอดระยะเวลา 38 ปีที่ทั้งคู่ลงทุนมา ทั้งคู่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 29% ต่อปี เลยทีเดียว

ความมั่งคั่งที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อทั้งคู่เสียชีวิตไปแล้ว ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับเพื่อนบ้าน และคนรู้จักของทั้งคู่อย่างมาก เพราะทั้งคุณ Mildred และคุณ Donald ต่างใช้ชีวิตอย่างสมถะ เหมือนคนชนชั้นกลางทั่วไปมาโดยตลอด

และนี่ก็คือเรื่องราวของคู่สามีภรรยา ที่เกือบรวยเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน จากการถือหุ้นในบริษัทที่ดีเพียงตัวเดียว แต่ถือไปตลอดชีวิต

ที่น่าสนใจก็คือ ถ้าทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน หรือหุ้นของทั้งคู่ยังไม่ถูกขายออกมา มูลค่าหุ้น Berkshire Hathaway ของทั้งคู่จะมีมากถึง 10,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบ 340,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจากเรื่องราวของทั้งคู่จะแสดงให้เราเห็นถึงพลังของผลตอบแทนทบต้น ที่เมื่อเราเจอหุ้นของบริษัทที่มีคุณภาพสูง แล้วถือหุ้นในระยะยาว ก็จะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้เราได้อย่างมหาศาลได้แล้ว

ยังแสดงให้เห็นอีกว่า แม้ความมั่งคั่งมากมาย ตอนที่เราตายจะเอาติดตัวไปไม่ได้เลยแม้แต่สตางค์เดียว

แต่เราก็สามารถเลือกฝากฝังมันไว้ให้กับหน่วยงานสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ได้ ที่ความมั่งคั่งซึ่งเราฝากไว้ สามารถช่วยให้ผู้คนมากมายมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ทำให้แม้สามีภรรยาคู่นี้ จะพลาดโอกาสเป็นมหาเศรษฐีผู้มีความมั่งคั่ง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปเพราะความตาย

แต่สุดท้าย คุณประโยชน์จากความมั่งคั่งที่ทั้งคู่ได้ฝากไว้ผ่านการทำพินัยกรรม ซึ่งอาจจะช่วยให้ใครสักคนได้มีชีวิตรอดจากโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือแพทย์ที่ดีขึ้น หรือช่วยให้เด็กยากไร้คนหนึ่งได้มีทุนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

ก็เป็นอีกเรื่องราวการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ ไม่แพ้การที่พวกเขาได้เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คน ที่เชื่อใจและลงทุนไปกับตำนานนักลงทุนของโลกอย่างคุณ Warren Buffett ตั้งแต่วันแรก ๆ เลย..

#ลงทุน
#หลักการลงทุน

17/11/2025

Nov 16, 2025 แอปเพลงจอด! จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เลิกและปิดธุรกิจแอปฟังเพลงออนไลน์ เพลิน อย่างถาวร ปิดฉาก 4 ปีกับความหวังผู้นำบริการสตรีมมิ่งเพลงไทยเบอร์ 1 ในไทย
บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ") ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม "Plern" ซึ่งให้บริการผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือและเว็บไซต์รวมถึงบริการคาราโอเกะผ่านกล่อง TV Box ("Plern" หรือ"แพลตฟอร์ม") ขอแจ้งให้ ผู้ใช้งาน ทราบว่า บริษัทฯ จะหยุดให้บริการในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทฯ จะดำเนินการหยุดการให้บริการ และให้ความช่วยเหลือลูกค้าตามแผน และมาตรการต่างๆ
กรอบระยะเวลาสำหรับการหยุดการให้บริการ และการช่วยเหลือลูกค้า
14 พฤศจิกายน 2568 ประกาศแจ้งการหยุดการให้บริการอย่างเป็นทางการ ต่อมา 17 พฤศจิกายน 2568 ปิดระบบการต่ออายุสมาชิกอัตโนมัติสำหรับรอบบิลถัดไป ตั้งแต่เวลา 12:00 น. เป็นต้นไป
สำหรับสมาชิกแบบเสียค่าบริการในปัจจุบัน จะยังสามารถใช้บริการ Plern Premium ได้จนถึง วันสิ้นสุดรอบบิลปัจจุบัน (และจะไม่ถูกเรียกเก็บค่าบริการในรอบบิลถัดไป) หลังจากสิ้นสุดสถานะ Premium แล้ว จะยังสามารถใช้งานแอปพลิเคชัน Plern (ในรูปแบบปกติ) ได้จนถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 12:00 น. ยุติการรับสมัครสมาชิกใหม่ สำหรับ Plern Premium ทุกช่องทาง ตั้งแต่เวลา 12:00 น. เป็นต้นไป
17 ธันวาคม 2568 หยุดการให้บริการแพลตฟอร์ม Plern ทั้งหมด บริการทั้งหมดภายในแพลตฟอร์ม ทั้งบริการแอปพลิเคชันฟังเพลงบนมือถือ และบริการคาราโอเกะบนกล่อง TV Box จะไม่สามารถใช้งานได้หลังจาก วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 12:00 น. กรณีที่ลูกค้ายังคงมีสถานะเป็นสมาชิก Plern Premium สถานะสมาชิกดังกล่าวจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ (และจะไม่ถูกเรียกเก็บค่าบริการในรอบบิลถัดไป)
สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น บริษัทฯ จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานไว้เท่าที่บริษัทฯ สามารถอาศัยฐานทางกฎหมาย (รวมถึงเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย และกฎระเบียบที่ใช้บังคับ) และบริษัทฯ จะลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมายลำดับรองเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลดังกล่าวลง ซึ่งบริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญสูงสุดกับความเป็นส่วนตัว และสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน
ข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวกับบัญชี บริษัทฯ จะเก็บรักษาข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวกับบัญชีไว้ตามระยะเวลาที่ประมวลรัษฎากร พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายอื่น ๆ ที่ใช้บังคับ ด้านข้อมูลธุรกิจอื่นๆ ข้อมูลธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์มจะไม่ถูกโฮสต์หรือเก็บรักษาโดยบริษัทฯ ภายหลังการหยุดให้บริการ และเลิกประกอบธุรกิจ
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2021 นาย อัศวิน โรจน์เมธาทวี รองกรรมการผู้อำนวยการ หน่วยงาน GMM Stream กล่าวว่า การเปิดตัวมิวสิคสตรีมมิงแอปพลิเคชัน “Plern” ในครั้งนี้ ถูกสร้างโดยคนทำเพลงตัวจริง และออกแบบอิงจากช่องว่างในตลาดการฟังเพลง ที่ผู้ใช้งานยังไม่ได้รับการเติมเต็ม โดยเราเริ่มตั้งต้นจากการทำวิจัยตลาด พบว่าผู้ใช้งานปัจจุบันนิยมฟังเพลงผ่านสมาร์ตโฟน และกลุ่มที่ใช้สมาร์ตโฟนในประเทศไทย มีขนาดของตลาดถึง 45 – 50 ล้านคน แต่ผู้ใช้แอปฯสตรีมมิงรวมกันกลับมีจำนวนเพียง 10 ล้านคนเท่านั้น
อ่านเพิ่มเติม คลิก 👉https://tinyurl.com/22f9pcwo
Website: https://btimes.biz
Facebook: https://web.facebook.com/btimesch3
YouTube: https://www.youtube.com/
TikTok : https://www.tiktok.com/
#เพลิน #จีเอ็มเอ็ม #แกรมมี่ #สตรีมมิ่งเพลง #เพลงออนไลน์ #เศรษฐกิจ

12/10/2025

เมคอัพของ sisley ที่ออกใหม่ มันดู หรูหรา ราชนิกุลอยู่นะ พาเลทตาสีสวยมากอ่ะ เพิ่งเริ่มวางขายเลย แอบ Swatch สีมาให้ดูด้วย ส่องในเม้นนะคะ

#คุณแม่สายบิวตี้

05/05/2025

ยิ่งมี Ego ยิ่งหยุด พัฒนา!

24/11/2024

ทำใจมั้ยนะ

ปฏิทินทำปีละครั้ง สนใจทางนี้ได้เลยนะครับ….เอาไปแจกปีใหม่ได้เลยน้า
https://s.shopee.co.th/9KQw032uMn

24/11/2024

💯ตัวแม่คอนเฟิร์ม! นาฬิกาที่ซื้อมาแล้วคุ้มค่าสุดๆ มีตั้งแต่ราคาหลักแสนต้นๆ ไปจนหลักล้านค่ะคุณแม่ ความคุ้มค่าที่ว่านี้... จริงๆ ก็แล้วแต่บุคคลเลยนะแม่ หลักๆ คือน้องใช้งานได้จริง สวยหรูสมบารมี และที่สำคัญยังเก็บเป็นทรัพย์สินได้ เพราะบางรุ่นราคาก็ขึ้นเอาทุกปี เชื่อว่าใช้อีก 10 ปี ก็ยังคุ้มอยู่!

--------------------------
💣ตัวแม่ >> เจาะลึกสตอรี่ 📍อัปเดตเทรนด์ตัวแม่ 🔥มือวางป้ายยาอันดับหนึ่ง💸

20/08/2024

🥰ตัวแม่ทาสรัก Chanel มาทางนี้ค่ะ!! นี่เทียบให้ดูเต็มๆ 3 รุ่นฮิตขวัญใจเหล่าตัวแม่ ที่ต้องมีติดกายไว้ เพราะค่าตัวน้องขึ้นทุกปีนะคะ! ซื้อมายังไงก็ได้ใช้แน่นอน หรือจะเก็บเป็นสมบัติให้ลูกให้หลานก็ได้ อิอิ

--------------------------
💣ตัวแม่ >> เจาะลึกสตอรี่ 📍อัปเดตเทรนด์ตัวแม่ 🔥มือวางป้ายยาอันดับหนึ่ง💸

ที่อยู่

Buriram

เบอร์โทรศัพท์

+66849955499

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ 𝐵𝑜𝓌𝓌𝒾𝑒 𝒮𝒽𝑜𝓅ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์