04/06/2024
ดีใจที่ได้ให้ข้อคิดดีๆ กับใครก็ตามที่ต้องสานต่องานที่บ้านนะคะ ขอบคุณเพจทำที่บ้าน ด้วยค้า🥰💝
สินค้าที่นำเสนอความเป็นไทยยังคงขึ้นชื่อในเรื่องความมีเอกลักษณ์และคุณภาพของชิ้นงานอยู่เสมอ และปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มลูกค้าสูงวัยอย่างที่เคยคุ้นตากันเพียงเท่านั้น วันนี้เรามีโอกาสคุยกับ “จุฬา พรรณเชษฐ์” ทายาทรุ่นที่ 2 ของแบรนด์ “คุณแจ็ค” แบรนด์เสื้อผ้าไทยทอมือสไตล์โมเดิร์น ที่นำเอาชื่อเล่นของคุณแม่มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ เน้นปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าให้ดูทันสมัย เพื่อขยายตลาดสู่กลุ่มวัยทำงานมากขึ้น คุณจุฬามีมุมมองและทัศนคติที่น่าสนใจในการเริ่มต้นปรับมุมมองของตัวเอง เพื่อการทำธุรกิจที่บ้านอย่างมีความสุขและยั่งยืน
จุดเริ่มต้นธุรกิจเสื้อผ้าช่วยเหลือชุมชน
ก่อนจะมาเป็นแบรนด์ “คุณแจ็ค ไทยแลนด์” จำหน่ายผ้าไทยสไตล์โมเดิร์น ครอบครัวของคุณจุฬาทำธุรกิจเสื้อผ้าเชิงช่วยเหลือชุมชน (CSR) อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ คุณแม่เริ่มต้นธุรกิจด้วยการซื้อผ้าพื้นเมืองจากชาวบ้านบนดอย และนำมาขายต่อในเมือง หลังจากคลุกคลีอยู่ในวงการเสื้อผ้าอยู่สักพัก คุณแม่จึงเริ่มต่อยอดมาออกแบบและผลิตเสื้อผ้าเอง ก่อให้เกิดแบรนด์ “ดรุณีผ้าฝ้าย” ปัจจุบันธุรกิจนี้เติบโตมากว่า 20 ปีแล้ว
“เราเห็นธุรกิจนี้มาตั้งแต่เด็ก ถือเครื่องคิดเลขช่วยแม่ โตมากับกองเสื้อผ้า ทักษะการค้าขายอยู่ในเส้นเลือด แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้ไปคลุกคลีกับชุมชนมากนัก เพราะการเดินทางยังค่อนข้างลำบากและใช้เวลา แต่เราได้พูดคุยกับชาวบ้านที่ลงมาอีกทีหนึ่ง เลยทำให้พอเข้าใจอยู่บ้างว่าเขาทำงานกับที่บ้านเราอย่างไร”
สำรวจตัวเองก่อนว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร
คุณจุฬายอมรับว่า จริงๆ แล้ว เรื่องหลักๆ ที่เธอไม่ชอบในการทำที่บ้าน มีอยู่สองอย่าง คือ 1. การสื่อสารกับคนในครอบครัว เพราะไม่ได้สื่อสารสิ่งที่ตัวเองอยากทำออกมาได้จริงๆ และ 2. การทำงานกับชุมชน เพราะคาดเดาได้ยาก ไม่เหมือนการสั่งสินค้าจากโรงงาน และยังมีปัจจัยอื่นพ่วงมาด้วยอีกมากมาย เช่น วิถีชีวิตของชาวบ้าน รวมถึงการพูดคุยและเข้าถึงชุมชน
“สิ่งที่ยากที่สุดในการทำธุรกิจคือการสื่อสาร การพูดคุยกับชุมชนเป็นเรื่องสำคัญมาก ตอนนั้นเราก็ยังไม่เก่งด้วย เป็นเด็กจบใหม่ที่ถนัดเชิงทฤษฎีมากกว่า แต่เราคิดว่า ยังไงก็ต้องทำให้ได้ แม้ว่าเราจะไม่ชอบก็ตาม แต่เราหาเรื่องที่เราชอบเจอ คือเราชอบแต่งตัว ชอบพูดคุยกับลูกค้า และได้ใช้ความรู้ทางการตลาดที่เรียนมา เราเลยยังอยู่ตรงนี้ต่อไปได้ พอมาทำธุรกิจ มันอาจมีสิ่งที่เราไม่ชอบ เราก็ต้องค้นหาให้เจอว่ามีมุมไหนที่เราพอจะชอบบ้าง เพื่อที่จะให้เรามั่นคงไปกับธุรกิจนี้ได้”
นอกจากหาสิ่งที่ชอบให้เจอ คุณจุฬายังเลือกทำงานกับตัวเองเพิ่มเติม ด้วยการปรับทัศนคติของตัวเอง ทำความเข้าใจคนอื่นเพื่อกลับมาเข้าใจตัวเองให้มากขึ้น “เราต้องเปลี่ยนทัศนคติของตนเอง เพราะเราปรับคนอื่นไม่ได้ อย่างเรื่องการสื่อสารกับคนในครอบครัว เราก็ต้องใช้เวลาค่อยๆ ทำให้เขาเห็น ค่อยๆ เชื่อใจเราไปทีละขั้น เขาจะค่อยๆ เปิดใจและเปิดทางให้เรามากขึ้น ส่วนการทำงานกับชุมชน เราพยายามเข้าใจเขาว่า มีปัจจัยอะไรที่ทำให้งานออกมาไม่ตรงสเป็ก เราต้องพยายามเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของเขา เราต้องมีความเข้าใจ เห็นใจเขาให้มากขึ้น นั่นคือความท้าทายในการทำงานกับชุมชน สุดท้ายมันต้องแก้ที่เรา เพราะปัจจัยอื่นๆ มันเปลี่ยนไปตลอด เราต้องเข้าใจตัวเองก่อน”
จุดเริ่มต้นการทำแบรนด์ของตัวเอง
ในช่วงแรก คุณจุฬามาช่วยคุณแม่ในเชิงดูแลงานหน้าร้าน ช่วยพูดคุยกับลูกค้า มีโอกาสไปออกบูทกับพี่ชาย ได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับลูกค้ามากขึ้น เธอจึงคิดว่าน่าจะพอมีช่องทางขยายตลาดและกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น เข้าถึงกลุ่มคนวัยทำงานมากขึ้น บวกกับความตั้งใจของเธอที่อยากสานต่อธุรกิจผ้าพื้นเมืองเพื่อดูแลคนในชุมชนให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ เธอจึงเลือกขยับขยายธุรกิจด้วยการสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา
“พอคุยกับลูกค้าแล้วเราคิดว่า มันน่าจะขยายกลุ่มลูกค้าได้มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่คนสูงอายุ ถ้าเราออกแบบให้สไตล์มันไม่ล้าสมัย คนวัยทำงานเขาก็ชอบใส่กัน พอเริ่มหาเงินเองได้ เขาจะประณีตในการเลือกเสื้อผ้ามากขึ้น สนใจเส้นใย ความสบายเวลาสวมใส่มากขึ้น แบรนด์เรามีจุดเด่นที่ว่า ผ้าไทยทอมือสไตล์โมเดิร์น นิ่มกว่าตลาดทั่วไป ใส่สบายมาก เราอยากให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่รู้ถึงคุณภาพผ้าทอมือ พอเขารับรู้ว่ามันดี เขาจะกลับมาซื้อเรื่อยๆ ช่วยรักษาความเป็นไทยได้ด้วย ลูกค้ากลุ่มนี้จะ niche มาก ไม่หวือหวาแต่ทำกำไรได้มั่นคง และได้ช่วยชาวบ้านด้วย มันตอบโจทย์เราได้หลายอย่างเลย”
Learning by Doing
ช่วงที่มาช่วยคุณแม่ทำงานแรกๆ คุณจุฬาเล่าว่า เธอกับแม่มีความเห็นไม่ตรงกันหลายเรื่อง จนเธอเลือกจะอยู่เฉยๆ จนคุณแม่ยอมปล่อยให้เธอลองทำตามความคิดของตัวเอง พอเจอปัญหาถึงไปขอคำแนะนำจากคุณแม่ เหมือนเธอได้เรียนรู้ด้วยตนเองจากการลงมือทำ ธุรกิจที่เธอทำมีความเป็นตัวตนของเธอมากขึ้น และคุณแม่ก็เชื่อใจเธอมากขึ้นด้วย
“ตอนแรกเราเหมือนเป็นน้ำกับน้ำมันเลย ความคิดเราสองคนเข้ากันไม่ได้เลย คุยกันก็ทะเลาะกันอยู่ดี เราไม่รู้จะทำอย่างไร เลยเลือกจะไม่ทำอะไรเลย พอแม่เห็นเราเฉื่อยไป เลยปล่อยให้เราทำอะไรสักอย่าง ไปออกแบบเสื้อผ้าเล็กๆ น้อยๆ พอทำแล้วได้ออเดอร์มาเรื่อยๆ เราก็มั่นใจขึ้น พอแม่เห็น แม่ก็ยอมรับ แม่ปล่อยให้เราเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะแม่รู้ว่าสอนไม่ได้ เราหัวแข็ง เหมือนแม่ปล่อยให้เราตายในสนามรบไปเลย ทำเลย learning by doing พอเราตายแล้วเราค่อยเข้าไปหาเค้า แต่เราก็จะรู้วิธีว่าจะเข้าไปยังไง ใจเราก็ปรับเข้าไปหาเขา ใจเขาก็จะปรับมาหาเรา การทำที่บ้านก็มีข้อดีของมันอยู่นะ อย่างน้อยก็ยังมีคนคอยประคองเราอยู่”
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณแม่
ลักษณะเด่นของคุณแม่ที่คุณจุฬาได้ซึมซับ เรียนรู้ และเลือกนำมาปรับใช้กับตัวเองในการทำธุรกิจ คือความเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี ชอบพูดชอบคุย ทำให้ได้แลกเปลี่ยนมุมมองหลากหลาย และต่อยอดไอเดียให้กับธุรกิจได้ด้วย
“เราเป็นคนอินโทรเวิร์ต ไม่ชอบคุยกับคนเท่าไหร่ แต่แม่ชอบคุยกับคนมาก การคุยกับคนทำให้แม่ได้ไอเดียอะไรหลายอย่างเข้ามาในร้านของเรา ที่ไม่ใช่แค่การขายเสื้อผ้า เลยคิดว่าเราต้องลุกมาปรับนิสัยตัวเองบ้างแล้วนะ ตอนนี้กำลังพยายามทำอยู่ เพราะเห็นข้อดีว่า การออกไปคุยกับคนอื่น ทำให้เราได้ไอเดียขยายไปทำสิ่งอื่นอีก การทำธุรกิจไม่ควรอยู่ตัวคนเดียว แม้ว่าจะเป็น SMEs ที่เหมือนทำตัวคนเดียว แต่การได้ไอเดียจากข้างนอกเป็นสิ่งสำคัญมากเหมือนกัน เรากำลังพยายามปรับเปลี่ยนอยู่ คิดว่าจะทำให้ได้สักวันหนึ่ง ปรับตัวตนของตัวเองลงบ้าง มาพบกันครึ่งทางกับพ่อแม่”
สินค้าที่นำเสนอความเป็นไทย ขึ้นรถไฟขบวนเดียวกัน
แม้ว่าปัจจุบัน ตลาดที่ขายความเป็นไทยจะมีการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่คุณจุฬาไม่ได้มองว่าแบรนด์ของเธอจะลงมาแข่งกับใคร แต่เกาะกลุ่มไปด้วยกันเป็นทีมเดียวกันที่ช่วยทำให้ตลาดและกลุ่มลูกค้าขยายใหญ่ขึ้นมากกว่า
“เราไม่ได้มองว่าเราแข่งกับเทรนด์ตรงนี้ แต่มองว่า เราเกาะเทรนด์ไปพร้อมกันมากกว่า ช่วยเพิ่มพูนฐานให้คนสนใจมากขึ้น มีกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่เห็นศักยภาพความเป็นไทยของเราเยอะเหมือนกัน แสดงว่ามันก็ต้องมีดีของมัน ต่างชาติก็สนใจอยู่แล้ว ผ้าไทยเป็นแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ เทรนด์รักธรรมชาติมันก็มาด้วย เทรนด์กลับไปพัฒนาบ้านเกิด มันก็มาด้วยอีก มันมาพร้อมๆ กัน มันจะดียิ่งขึ้นถ้ามีคนใหญ่ๆ มาสนับสนุน ช่วยเสริมกันได้มากขึ้น มันคือรถไฟขบวนเดียวกัน ถ้ามีคนกระโดดลงมาทำเรื่องนี้เยอะ ตลาดก็โตขึ้น กลุ่มลูกค้าก็ใหญ่ขึ้น สินค้าไทยขายได้ ชุมชนก็อยู่ได้ด้วย”
ลักษณะเด่นอีกอย่างของผ้าไทยที่เป็นที่ยอมรับ คือความเป็นเอกลักษณ์ของชิ้นงาน เสน่ห์ของความคิดสร้างสรรค์ ช่วยดึงดูดให้ลูกค้าหันมาสนใจ คุณจุฬามองว่า นี่เป็นจุดแข็งให้กับตลาดผ้าไทยที่คนรุ่นใหม่กันมาสนใจมากขึ้น
“ตลาดเสื้อผ้าทอมือมี capacity ของ supplier น้อยมาก ทำให้ขยายตลาดได้ค่อนข้างยาก คนที่ทำธุรกิจตรงนี้ก็พยายามหาเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่เลียนแบบกันเลย พยายามดึงตัวตนของตัวเองให้โลกเห็นได้มากที่สุด คู่แข่งไม่เยอะ มันไม่หวือหวา แต่ก็ยั่งยืน เราไม่อยากกดดันชาวบ้านให้เร่งผลิตด้วย เพราะงานทอมือเป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ถ้าไปกดดันมาก งานก็ไม่ดี เราไม่อยากทำอย่างนั้น”
สิ่งที่ตกผลึกได้จากการทำงานร่วมกับชุมชน
“เรื่องความเข้าใจซึ่งกันและกันค่ะ พูดคุยกับเขาให้มากๆ ให้ลองไปกินนอนกับเขาเลย จะได้เข้าใจว่าทำไมเขาคิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ ต้องเข้าใจเขาให้ได้มากๆ และเข้าใจเราให้ได้มากๆ ด้วย จะไปตามใจเขา 100% ก็ไม่ได้ ต้องเข้าใจใน business ของเราด้วยเช่นกัน การทำธุรกิจกับชาวบ้าน เราต้องรู้เขารู้เรา และต้องเห็นใจเขาด้วยเหมือนกัน ทักษะที่ตกผลึกได้ คือ การสื่อสารเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจกับชาวบ้าน ต้องเก่งด้านการสื่อสารมากๆ ต้องทำให้สมดุลระหว่าง empathy กับ business มันละเอียดอ่อนมาก ไม่ใช่แค่ซื้อมาขายไป คิดว่าคนที่มาทำธุรกิจนี้ต้องเป็นคนใจดี เห็นอกเห็นใจ ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้ทันคน หัวไว มีความคิดสร้างสรรค์ เหมือนต้องเป็นเป็ดที่ทำได้หลายอย่าง”
“เรื่องทักษะงานฝีมือที่อาจจะร่อยหรอลงไปในอนาคต คุณแม่เองก็เคยพูดว่ามันจะหายไปเรื่อยๆ เพราะชาวบ้านก็อยากให้ลูกหลานไปทำอย่างอื่นที่สบายกว่า แต่แม่ก็ยังอยากให้เราทำต่อไป จะได้ช่วยเหลือชุมชน สนับสนุนเขาทั้งในแง่เงินทุนในการซื้ออุปกรณ์ และในแง่การป้อนงานให้เขาได้ทำต่อ เพราะแม่เชื่อว่า ถ้ามันเป็นอาชีพทำเงินได้ เขาจะเอาไปสอนคนอื่นต่อ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหลานก็ได้ แต่การที่เราจะมีงานอยู่เรื่อยๆ เราก็ต้องเก่งที่จะบริหารธุรกิจด้วยเหมือนกัน มันจะเป็นทอดต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้เราสนับสนุนเขาเต็มที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
เสื้อกิโมโน สินค้าที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
หากจะให้แนะนำสินค้าของแบรนด์คุณแจ็คสักตัว คุณจุฬานำเสนอเสื้อกิโมโนที่มีเรื่องราวเบื้องหลังที่เธอภาคภูมิใจ “เสื้อกิโมโนตัวนี้เราออกแบบเอง เรื่องของเรื่องคือ ชาวบ้านทอผ้ามาผิดสเป็ก ขายไม่ได้ ตอนแรกผ้าเป็นสีขาว เราก็คิดว่าจะแก้ยังไงดี ตอนนั้นแม่คิดอะไรไม่ออก ก็บอกให้ปล่อยไป แต่เรายอมไม่ได้ที่ทุนมันจม พอเราเห็นว่าแม่ไม่แก้ เราเลยเข้าไปแก้แทน เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส”
“รอบแรกเราส่งไปให้ชาวบ้านมัดย้อม พอส่งกลับมา ผิดอีก ไม่ได้ดั่งใจ เราเลยเปลี่ยนให้มันดูโมเดิร์นขึ้น มีความเป็นยุโรปและเอเชียผสมกัน เลยออกแบบกิโมโนเองให้ใส่ได้หลายสไตล์ ตอนที่วางขายหน้าร้าน ขายดีมากจนตกใจ เราเลยภูมิใจกับมันมาก เพราะมันเกิดจากสตอรี่ที่ผิดพลาด แต่กลายเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในร้าน จากทุนจมกลายเป็นกำไร เหมือนเราได้พิสูจน์ตัวเอง หลังจากนั้น เวลามีอะไรเสียๆ มา ก็ส่งมาให้เราแก้เลย ได้เครดิต ได้ความไว้ใจ พอเราทำตรงนี้ได้ดี อย่างอื่นมันจะตามมาเอง ตอนนี้แม่แทบจะปล่อยให้ทำร้านเอง แม่คอยสนับสนุน ช่วยเหลือ และให้ไอเดียอีก เราต้องสร้างตัวเองให้เขาไว้ใจก่อน พอถึงเวลา เขาจะปล่อยมือเลย และเป็นฝ่ายสนับสนุนเราแทน”
แนะนำคนทำงานสินค้าชุมชน
“เริ่มจากซื้อมาขายไปก่อนก็ได้ จะได้ดูว่าตัวเองชอบแบบไหน เพราะงานทอมือมันมีหลายรูปแบบ ลองดูว่าเราชอบแบบไหน ถ้าเราชอบ เราจะนำเสนอได้อย่างสบายใจ อีกอย่างที่อยากแนะนำ คือการพาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เช่น สมัครสมาชิกกลุ่ม OTOP จะได้รู้ว่ามีใครบ้างที่อยู่ในแวดวง connection เป็นเรื่องสำคัญ ทำให้เรามีข้อมูลและมีสังคมที่กว้างขึ้น ค่อยเป็นค่อยไป มันจะไปได้เรื่อยๆ ไม่หวือหวา แต่ยั่งยืน”