06/06/2014
การแทรกแซงค่าเงิน (1)
Verbal Intervention มหาประลัยของ BOJ
- ในตลาด FX การแทรกแซงจากธนาคารกลางจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ (เหตุผลหลักก็คือ ความเคลื่อนไหวของค่าเงินเป็นไปในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์และกระทบกับศก. ภาพรวม ของประเทศเจ้าของสกุลเงิน) ถือเป็นการ “แจกแต้ม” สำหรับบรรดานักเก็งกำไรในตลาด เพราะแรง push ของเซ็นทรัลแบงก์นั้นเคลื่อนตลาดไปได้สุดกู่เสมอและมักจะวิ่งทางเดียว นั่นเลยทำให้โฟกัสหนึ่งของผู้เล่นในตลาดก็คือการมองว่าเซ็นทรัลแบงก์แห่งไหนจะแทรกแซงค่าเงินของพวกเขาบ้าง
- ในปัจจุบันการแทรกแซงค่าเงินได้มีกระบวนการที่ซับซ้อนขึ้นมาก และโดยมากก็จะไม่ใช่การแทรกแซงตรงๆ (เช่น ธ กลางสวิส หรือ แม้แต่ ธ กลางยุโรป) แต่เป็นการแทรกแซงในเชิงนโยบายหรือความน่าจะเป็นของนโยบายเกี่ยวกับสภาพคล่องในระบบ ศก.มากกว่า (เช่น ล่าสุด การที่อีซีบีจ่อจะทำอะไรซักอย่างเพื่อจัดการกับเงินเฟ้อง่อยๆ ของพวกเขา ก็คือ การแทรกแซงสกุลเงินยูโรโดยทางอ้อมอยู่แล้ว – หมายเหตุ ยูโรไม่ควรจะแข็งค่าเหมือนเช่นที่เป็นมา ถ้าอีซีบีต้องการให้ ศก. ยุโรปไดร์ฟขึ้นมา)
- และเนื่องในโอกาสที่อีซีบีอาจจะทำอะไรก็ตามเพื่อทุบสกุลเงินยูโรของพวกเขาลงไปอีก (หรือไม่ทำอะไรเลย เพื่อให้เงินเฟ้อง่อยต่อไป และยูโรก็จะได้กลับมา – จากการอ่อนค่าของยูเอสดีด้วย ประการหนึ่ง) ลองมาศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ intervention กันซักเล็กน้อย เพื่อที่เราจะได้รู้ว่ามันคืออัลไล อะไรคือแรงผลักดันของมัน และ เราจะหาโอกาสจากการแจกแต้มนี้ได้อย่างไร
- ธนาคารกลางญี่ปุ่นปี 2004 พวกเขาคือเจ้าตำรับของสิ่งที่เราคุ้นหูกันในยุคนี้ นั่นคือ QE นั่นเอง ที่มาของการงัดเอามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในลักษณะที่เป็น Open Market Operation มาใช้คือความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดภาวะเงินฝืด ซึ่งมันคือหายนะทาง ศก. ที่บีโอเจจะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด ครั้งหนึ่งการงัดเอาคิวอีมาใช้ของบีโอเจทำให้ ศก. ญี่ปุ่นพ้นจากปากเหวไปได้ และมันคือ กรณีที่เทียบเคียงได้กับการที่เฟดเอามาใช้ในยุค 2008 และเจ้าตำรับเดิมจะเอามาเล่นต่ออีกครั้งเพื่อดันเงินเฟ้อให้ถึง 2% ในยุคปัจจุบัน (ทว่า ปัญหานั้นซับซ้อนกว่า เพราะเป็นเรื่องของ contagion จึงไม่มีใครกล้าฟันธงว่า ที่สุดแล้วสิ่งที่บีโอเจทำจะเวิร์ค)
- กรณีการใช้คิวอีมีผลต่อการ devaluation ค่าเงินก็จริง แต่มันไม่ใช่ผลกระทบโดยตรงและเป็นเรื่องของนโยบายมากกว่า แม้ว่า ที่สุดแล้วตลาดจะถูกพลังหล่อเลี้ยงจากการคาดหวังในคิวอีเป็นเครื่องมือในการไดร์ฟตลาด FX รวมถึงสินทรัพย์ประเภทอื่นก็ตาม (ความคาดหวังที่ว่านี้ คือสิ่งที่ส่งยูโรลงหลุมมาจนถึงตอนนี้) แต่ตอนนี้ เราจะพูดถึงเรื่องของการ intervention เพราะฉะนั้น จะตัดคิวอีออกไปก่อน
- ในภาพจะเห็นว่า ช่วงปี 2001 – 2003 usd/jpy พุ่งขึ้นไปแตะ 135.00 ก่อนที่ช่วงเดือนกันยายน 2003 มันจะดิ่งเหวลงมาที่ 115.00 สาเหตุนั้นเป็นผลมาจากการอ่อนค่าอย่างไม่ปกติของดอลล่าร์สหรัฐฯ และไม่บอกก็รู้ว่าการแข็งค่าของเยนในครั้งนี้คือสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ และบีโอเจต้องทำอะไรซักอย่าง (ด้วยความที่ญี่ปุ่นพึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญ นั่นจึงทำให้ภาคธุรกิจ รวมถึงตลาดหุ้นของพวกเขา ขึ้นอยู่กับความเคลื่อนไหวของสกุลเงินเยนด้วย ตย. เช่น การอ่อนค่าของเยนในปีที่แล้ว (จาก easing ของบีโอเจ) นำไปสู่ trading scenario สำคัญของปีอย่าง short jpy / long Nikkei)
- การแข็งค่าของเยนในครั้งนี้ถือว่าฉับพลันทันใด และเป็นผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ที่แม้ว่าจะทำประกันความเสี่ยงความผันผวนของค่าเงินเอาไว้ก็ถึงกับคางเหลืองเพราะเป็นการแข็งค่าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก
- บีโอเจจึงต้องทำอะไรซักอย่าง
- การแทรกแซงของบีโอเจ นั้นเราเรียกกันว่า verbal intervention ซึ่งโดยปกติก็คือ บีโอเจจะออกมาพูดอะไรซักอย่างในแนวทางว่า พวกเขาจะเข้าแทรกแซงเยนแล้วนะ เช่น จะเข้าไปซื้อยูเอสดี และขายเยน เป็นต้น การออกมาเกริ่นทำนอง heavy lifting นี้ คือ จะไม่กำหนดเวลาที่แน่นอน แต่จะกำหนดเป็นกรอบของช่วงระยะเวลามากกว่า) คำพูดที่เป็นเสมือนความหมายว่า ซื้อดอลล่าร์ ขายเยน ตามบีโอเจ กันเถอะ ก็คือ ถ้อยคำที่ว่า “watching exchange rate closely” หรือ “exchange rate should reflect fundamental” ซึ่งโดยปกติเมื่อข้อความเหล่านี้ออกมา นั่นคือความหมายว่า บีโอเจจะเข้าแทรกแซงเยน และถ้าไม่อยากตกรถ ผู้เล่นในตลาดก็ต้องตามไป
- คำพูดที่เป็นเสมือน coded message นี้ ส่งให้ usd/jpy วิ่งขึ้นจาก 105 ไป 112 ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2004 ความเคลื่อนไหวจาก verbal intervention ในระดับ 700 pips นี้ คือการ “แจกแต้ม” สำหรับผู้เล่นในตลาดที่ไม่ตกรถ
- ข้อดีอย่างหนึ่งที่ทำให้การแจกแต้มที่ว่านี้สวยงามมากก็คือ การแทรกแซงของเซ็นทรัลแบงก์นั้นจะไม่ทำอย่างเป็นความลับ พวกเค้าจะเปิดเผยกันโต้งๆ เสมอ ในเวลาที่จะทำการแทรกแซงสกุลเงินใดสกุลหนึ่งเพียงแต่เราจะต้องอ่านโค้ดนี้ให้ออกเท่านั้น สาเหตุก็เพราะว่า ในเวลาที่เซ็นทรัลแบงก์ประกาศแทรกแซงค่าเงิน พวกเขาต้องการกองหนุนอย่างผู้เล่นทั้งหมดในตลาด ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ เซ็นทรัลแบงก์ไม่ได้แข่งขันกับเรา พวกเขาไม่สนใจว่าเราจะเข้าที่เท่าไหร่และได้กำไรเท่าไหร่ (ต่างกับนักลงทุนสถาบัน กองทุน หรือเฮดจ์ฟันด์ ในกรณีของการเข้าซื้อสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่งในตลาด เช่นหุ้น ซึ่งพวกเขาจะไม่ประกาศให้ชัดเจนและทำอย่างเงียบเชียบที่สุด เพราะถ้ากระโตกกระตากนั่นก็หมายความว่า จะมีการเข้าซื้อในราคาที่ถูกกว่าหรือเท่ากัน และทำกำไรได้สำหรับผู้ที่เข้าซื้อ นั่นก็หมายความว่า พวกเขาจะต้องเสียตรงนี้ให้กับเรา ในเงื่อนไขของสถานการณ์นี้ นักลงทุนทั่วไปก็คือฝ่ายตรงข้ามของพวกเขานั่นเอง ซึ่งกรณีนี้แตกต่างกันอย่างมากกับกรณีที่มองเหมือนคล้ายกันอย่างการแทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลาง – เหมือนกันคือการไล่ซื้อหรือไล่ขายหนักๆ ด้วยโวลุ่มสูงๆ ) แต่สนใจว่าเราและเขาจะพาสกุลเงินที่เข้าแทรกแซงไปถึงตรงไหนด้วยระยะเวลาเท่าไหร่ ตรงนี้เป็นผลให้การแจกแต้มเป็นเรื่องเปิดเผยและเสี่ยงน้อยมาก หากแต่ผู้เล่นในตลาดจะต้องสังเกตสังกาให้ดี
- ตอนต่อไปจะไปที่ ธ กลางอังกฤษ ในศึกสัประยุทธกับมหาบุรุษที่ชื่อ จอร์จ โซรอส