28/08/2016
มาเข้าใจ LD กันเถอะ
มาเข้าใจ LD กันเถอะ
ขนมปัง เป็นเด็กชายอายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.3 ชอบร้องไห้ทุกเช้าเวลาจะไปโรงเรียน บ่นไม่อยากเรียนหนังสือ ครูดุ ชอบให้งานทำเยอะ เพื่อนก็ชอบล้อหาว่าโง่ ขนมปังมีปัญหาการอ่าน-เขียน อ่านหนังสือช้ามาก อ่านผิด ๆ ถูก ๆ มักจะอ่านข้ามคำที่อ่านไม่......
มาเข้าใจ LD กันเถอะ
ขนมปัง เป็นเด็กชายอายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.3 ชอบร้องไห้ทุกเช้าเวลาจะไปโรงเรียน บ่นไม่อยากเรียนหนังสือ ครูดุ ชอบให้งานทำเยอะ เพื่อนก็ชอบล้อหาว่าโง่ ขนมปังมีปัญหาการอ่าน-เขียน อ่านหนังสือช้ามาก อ่านผิด ๆ ถูก ๆ มักจะอ่านข้ามคำที่อ่านไม่ออก บางครั้งใช้วิธีเดาคำที่ไม่รู้ สับสนตัวสะกดแม่ต่าง ๆ ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้ ไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน จับใจความไม่ได้ การเขียนของขนมปังก็มีปัญหามาก เขียนหนังสือช้า เขียนตัวหนังสือกลับด้าน มักจะเขียนสลับกันระหว่าง ถ-ภ, ผ-พ, ด-ค สะกดคำผิดบ่อย ๆ เขียนตกหล่น สับสนสระและวรรณยุกต์ ลายมือไม่สวย ตัวหนังสือโย้ไปเย้มา เขียนตัวเล็กบ้างใหญ่บ้าง เขียนไม่ตรงบรรทัด อยู่โรงเรียนจะทำงานช้ามาก ไม่ตั้งใจเรียนในวิชาที่ต้องมีการเขียน-การอ่าน แต่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ คิดเลขในใจได้เร็วและถูกต้อง แต่ถ้าเป็นโจทย์คณิตศาสตร์ที่ต้องตีความหรือเขียนบรรยายจะทำไม่ได้เลย
ขนมปังเป็นเด็กพูดช้า ๆ กว่าจะเริ่มพูดเป็นคำก็ตอนขนมปังมีอายุเกือบ 3 ขวบ พอเริ่มพูดเป็นประโยคก็มักจะพูดผิด พูดสลับประธานกับกริยา เล่าเรื่องยาว ๆไม่ได้ กล้ามเนื้อมือก็ไม่ค่อยแข็งแรง หยิบจับอะไรไม่ค่อยคล่อง สับสนซ้าย-ขวา ใส่รองเท้าสลับข้างจนถึงอายุ 7 ขวบ พัฒนาการด้านอื่นเป็นปกติ คุณแม่ขนมปังมั่นใจว่าขนมปังเป็นเด็กที่ฉลาด ช่างคิด ไหวพริบดี อารมณ์ดี ร่าเริง ยกเว้นเวลาที่ถูกเรียกให้ทำการบ้าน อ่านหนังสือ ขนมปังจะ “ออกอาการ” ทันที
{mosimage}
หมูแฮม เป็นเด็กชายอายุ 14 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.3 ผู้ปกครองพามาปรึกษาแพทย์เรื่องปัญหาการเรียน อาจารย์แนะแนวของโรงเรียนแจ้งว่า หมูแฮมอาจจะไม่มีสิทธิ์เรียนต่อชั้น ม.4 ของโรงเรียน เนื่องจากเกรดเฉลี่ยของหมูแฮมต่ำกว่า 1.5 และแนะนำว่าหมูแฮมน่าจะเปลี่ยนไปเรียนสายอาชีพแทน
หมูแฮมเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซน-สมาธิสั้น (ADHD) ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เนื่องจากหมูแฮมมีอาการซนอยู่ไม่นิ่ง ชอบลุกเดินในห้องเรียน ชวนเพื่อนคุย วอกแวกง่าย ขาดสมาธิ ไม่ตั้งใจเรียน ทำงานที่ครูให้ทำในห้องเรียนไม่เสร็จ หลีกเลี่ยงการอ่าน-เขียนหนังสือ สอบได้ที่เกือบสุดท้ายของห้อง หมูแฮมได้รับการรักษาโดยรับประทาน “ยาเพิ่มสมาธิ” อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงที่รักษาหมูแฮมมีอาการดีขึ้นชัดเจน สนใจการเรียนมากขึ้น มีสมาธิยาวนานขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น แต่ผู้ปกครองได้พยายามฝึกหมูแฮมให้มีสมาธิยาวนานขึ้น โดยการส่งไปฝึกนั่งสมาธิ เล่นกีฬาและดนตรี แต่การเรียนของหมูแฮมก็แย่ลงเรื่อย ๆ หมูแฮมอ่านหนังสือช้ามาก อ่านผิด ๆ ถูก ๆ อ่านข้ามคำ ข้ามบรรทัด ผันเสียงวรรณยุกต์เพี้ยนบ่อย ๆ การเขียนของหมูแฮมก็มีปัญหา หมูแฮมเขียนหนังสือช้า ลายมือไม่สวย สะกดคำผิดบ่อย ๆ แม้แต่คำง่าย ๆ คนอื่นมักจะอ่านสิ่งที่หมูแฮมเขียนและไม่เข้าใจว่าหมูแฮมต้องการสื่อความหมายอะไร
ความสนใจในการเรียนของหมูแฮมลดลงมากตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยม ไม่รับผิดชอบ ไม่ทำงานส่งอาจารย์ และแอบหนีเรียนไปเล่นเกมที่ร้านเกมละแวกโรงเรียนบ่อย ๆ เวลาถูกตำหนิเรื่องการเรียนพฤติกรรม หมูแฮมมักจะพูดว่าตัวเขามันไม่ดีเอง เกิดมาโง่ เป็นภาระให้กับพ่อแม่ ชีวิตนี้คงดีไปกว่านี้ไม่ได้ สมควรตายให้รู้แล้วรู้รอดไป
ขนมปังและหมูแฮมเป็นตัวอย่างของเด็กที่เป็น LD (Learning Disabilities, Learning Disorders) หรือภาวะบกพร่องในทักษะการเรียน
ภาวะบกพร่องในทักษะการเรียน (LD) คืออะไร?
{mosimage}
เด็กที่มีภาวะบกพร่องในทักษะการเรียน (LD) คือเด็กที่มีสติปัญญาปกติ (หรือบางคนอาจสูงกว่าปกติ) แต่มีปัญหาการเรียนรู้เฉพาะด้านซึ่งอาจจะเป็นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง (อ่านเขียน หรือการคำนวณ) หรือหลายด้านผสมกัน ทำให้ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ พบได้ประมาณร้อยละ 6-10 ของเด็กวัยเรียน
ส่วนใหญ่ของเด็กที่เป็น LD จะแสดงความบกพร่องให้เห็นตั้งแต่ชั้นประถม โดยเฉพาะในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเด็กในชั้นนี้ควรเริ่มอ่านหนังสือออก เขียนคำง่าย ๆ ได้ เข้าใจหลักการในการบวก ลบเลข หากเด็กไม่ได้รับการวินิจฉัยและช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มแรก จะทำให้เด็กไม่ประสบความสำเร็จทางด้านการเรียนเท่าที่ควร มีโอกาสเรียนตกซ้ำชั้นทั้ง ๆ ที่สติปัญญาดี
ประมาณร้อยละ 40 ของเด็กที่เป็น LD จะออกจากโรงเรียนก่อนที่จะเรียนจบ เด็ก LD บางคนอาการอาจจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น แต่ในเด็กส่วนใหญ่อาการหรือความผิดปกติมักจะคงอยู่หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ เด็กมักจะมีการเรียนที่ล้มเหลวและปัญหาทางอารมณ์ และเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่นจะเริ่มท้อ หมดกำลังใจ ปฏิเสธการเรียน มีภาวะซึมเศร้า หรือมีปัญหาพฤติกรรมตามมา เช่น หนีโรงเรียน ติดเกม ติดสารเสพติด หนีออกจากบ้าน ฯลฯ ซึ่งก็ทำให้ปัญหาการเรียนที่มีอยู่นั้นเลวลงไปอีก
เด็กที่มีภาวะบกพร่องในทักษะการเรียน (LD) คือเด็กที่มีสติปัญญาปกติ (หรือบางคนอาจสูงกว่าปกติ) แต่มีปัญหาการเรียนรู้เฉพาะด้านซึ่งอาจจะเป็นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง (อ่านเขียน หรือการคำนวณ) หรือหลายด้านผสมกัน ทำให้ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ พบได้ประมาณร้อยละ 6-10 ของเด็กวัยเรียน
ส่วนใหญ่ของเด็กที่เป็น LD จะแสดงความบกพร่องให้เห็นตั้งแต่ชั้นประถม โดยเฉพาะในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเด็กในชั้นนี้ควรเริ่มอ่านหนังสือออก เขียนคำง่าย ๆ ได้ เข้าใจหลักการในการบวก ลบเลข หากเด็กไม่ได้รับการวินิจฉัยและช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มแรก จะทำให้เด็กไม่ประสบความสำเร็จทางด้านการเรียนเท่าที่ควร มีโอกาสเรียนตกซ้ำชั้นทั้ง ๆ ที่สติปัญญาดี
ประมาณร้อยละ 40 ของเด็กที่เป็น LD จะออกจากโรงเรียนก่อนที่จะเรียนจบ เด็ก LD บางคนอาการอาจจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น แต่ในเด็กส่วนใหญ่อาการหรือความผิดปกติมักจะคงอยู่หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ เด็กมักจะมีการเรียนที่ล้มเหลวและปัญหาทางอารมณ์ และเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่นจะเริ่มท้อ หมดกำลังใจ ปฏิเสธการเรียน มีภาวะซึมเศร้า หรือมีปัญหาพฤติกรรมตามมา เช่น หนีโรงเรียน ติดเกม ติดสารเสพติด หนีออกจากบ้าน ฯลฯ ซึ่งก็ทำให้ปัญหาการเรียนที่มีอยู่นั้นเลวลงไปอีก
{mospagebreak}
สาเหตุของ LDเกิดจากอะไร?
เชื่อว่าสาเหตุของ LD เกิดจากความผิดปกติของสมอง ทำให้เด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการด้านการเรียนช้า สมองของเด็กที่เป็น LD ไม่สามารถจัดการกับข้อมูลที่รับเข้าไปได้อย่างถูกต้อง ทำให้เด็กสับสนไม่เข้าใจเสียงหรือสัญลักษณ์ของพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ การถ่ายทอดออกมาเป็นการอ่านหรือเขียนจึงมีปัญหา
กรรมพันธุ์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สมองของเด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการที่ผิดปกติปัจจุบันได้มีการค้นพบความผิดปกติบนโครโมโซม (chromosome) ที่เกี่ยวข้องกับ LD แล้วหลายตำแหน่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสมองของเด็กระหว่างที่เด็กอยู่ในครรภ์ ปัญหาระหว่างคลอด การคลอดก่อนกำหนด การที่มารดาสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ได้รับสารพิษ หรือใช้ยาบางชนิด เหล่านี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเป็น LD
ชนิดของ LD
LD แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่
1. ความผิดปกติทางการอ่าน (reading disorder)
2. ความผิดปกติทางการเขียน (disorder of written expression)
3. ความผิดปกติทางการคำนวณ (mathematic disorder)
ลักษณะของเด็กที่เป็น LD ด้านการอ่าน
#อ่านช้า อ่านตะกุกตะกัก อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้
#อ่านข้ามคำยาก หรือคำที่อ่านไม่ออก อ่านข้ามบรรทัด
#อ่านผิดโดยอาจใช้การเดาหรือแทนที่คำที่อ่านไม่ออกด้วยคำอื่น
#สับสนตัวสะกดแม่ต่าง ๆ สับสนเสียงวรรณยุกต์ ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
#ไม่เข้าใจในเรื่องที่อ่าน จับใจความสำคัญไม่ได้ หรือจับใจความสิ่งที่เพิ่งอ่านไปได้น้อย
#แสดงอาการหงุดหงิด กังวล ไม่สบายใจระหว่างที่อ่าน
#อิดออดหรือพยายามหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือที่มีเนื้อหามาก ๆ
ลักษณะของเด็กที่เป็น LD ด้านการคำนวณ
@มีปัญหาในวิชาคณิตศาสตร์ ไม่เข้าใจแนวคิดของพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ (บวก ลบ คูณ หาร สูตรต่าง ๆ )
@คิดเลขช้า ผิดพลาด สับสนในการยืม การทดเลข
@มีปัญหาในการคิดเลขในใจ
@ตีโจทย์เลขไม่ออก
@มีปัญหาในการชั่ง ตวง วัด
@อาจมีความสับสนซ้าย-ขวา ทิศทาง
@มีปัญหาในการนับเงิน ทอนเงิน
ลักษณะของเด็กที่เป็น LD ด้านการเขียน
#เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวสะกดผิด
#เขียนตัวหนังสือกลับด้าน หรือเขียนหัวพยัญชนะสลับด้าน เช่น เขียนสลับกันระหว่าง ถ-ภ, ผ-พ, ด-ค, ต-ฅ
#วนหัวของพยัญชนะอยู่หลายรอบ เหมือนตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลากเส้นต่อไปทางด้านไหนของหัว
#สะกดคำผิดบ่อย ๆ แม้แต่คำง่าย ๆ
#มักเขียนตามการออกเสียงของคำนั้น เช่น ขนม เขียนเป็น ขะหนม, สามารถ เขียนเป็น สามาด
#เรียงลำดับอักษรผิด เช่น เพลง เป็น พลเง
#ลายมือไม่สวย เขียนหวัด ลบบ่อย
#เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ตัวหนังสือโย้ไปเย้มา ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ
#เขียนประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ค่อยให้รายละเอียด
#สื่อความหมายผ่านการเขียนได้ไม่ดี ทำให้ผู้อื่นอ่านสิ่งที่เด็กเขียนไม่ค่อยเข้าใจ
#ไม่ค่อยจดงานเวลาอยู่ในห้องเรียน
{mospagebreak}
ลักษณะอื่น ๆ ที่พบร่วมในเด็กที่มีภาวะ LD
@ทำสมุดงาน สมุดการบ้านหายบ่อย ๆ
@ต่อต้านแบบดื้อเงียบ
@ทำงานช้า ทำงานสะเพร่า ทำงานไม่เสร็จในชั้นเรียน
@ยุกยิก อยู่ไม่นิ่ง
@สมาธิสั้น วอกแวกง่าย
@ดูเหมือนเด็กเกียจคร้าน
@อาจดูเหมือนความจำไม่ดี ได้หน้าลืมหลัง
@ขาดความมั่นใจ กลัวครูดุ กลัวเพื่อนล้อ
@ไม่อยากไปโรงเรียน โทษครูว่าสอนไม่ดี เพื่อนแกล้ง
@เบื่อหน่าย ท้อแท้กับการเรียน
@รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ด้อยกว่าคนอื่น ไม่มั่นใจในตัวเอง
@อารมณ์หงุดหงิด คับข้องใจง่าย
@ก้าวร้าวกับเพื่อน ครู พ่อแม่ (ที่จ้ำจี้จ้ำไข)
@เวลาให้ทำงาน มักบ่ายเบี่ยง พูดว่า “ทำไม่ได้”, “ไม่รู้”
@การวางแผนงานและจัดระบบ (organize) ไม่ดี ทำงานสับสนไม่เป็นขั้นตอน
@คิดแบบนามธรรม หรือคิดแก้ปัญหาไม่ค่อยดี
หลักสำคัญในการช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะ LD
1. ครูและผู้ปกครองควรปรับทัศนคติให้เป็นบวกในการมองปัญหาของเด็ก ควรมองว่า LD เป็นความผิดปกติ หรือความพิการอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กที่เป็น LD สมควรได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษแตกต่างจากเด็กปกติทั่วไป (การให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษไม่ได้หมายความว่าเป็นการให้ “อภิสิทธิ์” กับเด็กที่เป็น LD)
2. แก้ไขความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเฉพาะ
3. จัดทำแผนการศึกษาเฉพาะรายบุคคล (Individualized Education Plan-IEP) สำหรับเด็กที่เป็น LD ทุกคน วิธีการสอน จำนวนชั่วโมงการเรียน และเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลต้องมีการปรับเพื่อให้เข้ากับความบกพร่องและความต้องการของเด็กที่เป็น LD แต่ละราย
4.แก้ไขปัญหาทางอารมณ์ที่มักจะพบร่วมด้วยบ่อย ๆ ในเด็กที่เป็น LD
5.ส่งเสริมจุดแข็งหรือความสามารถอื่น ๆ ของเด็ก ให้คำชม ส่งเสริมให้กำลังใจ และทำทุกวิถีทางเพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถ มีคุณค่า กระตือรือร้นที่จะพัฒนาปมเด่น และแก้ไขจุดบกพร่องของตัวเอง
วิธีการช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะ LD
1. สอนเด็กในช่องทาง (channel) ที่เด็กรับได้ เช่น หากเด็กมีปัญหาในด้านการรับเสียงแต่การรับภาพปกติ ก็สอนโดยใช้ภาพ เช่น ให้ดูรูปมากขึ้น หากเด็กมีปัญหาในการรับภาพ ก็สอนโดยใช้เสียงมากขึ้น
2. ใช้วิธีเรียนรู้หลายรูปแบบ (multimodal techniques) ตามช่องทางที่เด็กเรียนรู้ได้ดี
3. ใช้เครื่องมือต่าง ๆ เข้ามาช่วยเด็ก เช่น เด็กที่มีปัญหาการเขียนอาจใช้เครื่องพิมพ์ดีดหรือเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วย เด็กที่มีปัญหาการคำนวณควรอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข ส่วนเด็กที่มีปัญหาการอ่านก็ใช้เครื่องอัดเทปมาช่วย โดยคุณครูหรือผู้ปกครองอ่านหนังสือใส่เทปแล้วเปิดให้เด็กฟัง เป็นต้น
4. สอนเสริม โดยจัดให้เด็กเรียนในห้องเรียนพิเศษที่จัดไว้สอนเด็กที่มีปัญหาคล้าย ๆ กัน หรือให้มีการเรียนตัวต่อตัว ที่เรียกว่า resource room หรือ remedial classroom
5. สอนไปตามขั้นตอนเท่าที่เด็กรับได้ ไม่ควรกดดันหรือเร่งเด็กและจะต้องปรับให้เหมาะสมกับเด็กเป็นราย ๆ ไป โดยการเขียนแผนการศึกษาเฉพาะรายบุคคล (Individualized Education Plan-IEP)
6.ปรับเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการประเมินผล เช่น ใช้เป็นระบบ Progressive โดยเด็กแข่งกับตัวเอง ไม่ต้องถูกตัดเกรดกับเพื่อน ๆ วัดความก้าวหน้าของตัวเด็กเองเป็นหลัก เด็กควรได้เวลาในการสอบนานกว่าเด็กปกติ หากเป็นไปได้
7.สอนซ้ำ ๆ จนเด็กสามารถก้าวหน้าทีละชั้น เน้นไปในสิ่งที่เด็กทำได้ ให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเด็กก้าวหน้าขึ้น
8.ใช้สื่อการสอนที่สนุก เช่น เล่นเป็นเกมต่าง ๆ ที่สามารถกระตุ้นประสาทสัมผัสได้หลายด้านพร้อมกัน
9.แก้ไขอาการสมาธิสั้นที่อาจมีร่วมด้วย โดยอาจใช้ยา methylphenidate
10. ดูแลช่วยเหลือปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า หรือวิตกกังวล
11. มองหาจุดเด่น-จุดด้อยของเด็ก ช่วยให้เด็กมีความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง (Self-esteem) สูงขึ้น โดยค้นหาจุดเด่นของเด็ก ความสามารถในด้านอื่นที่ไม่ใช่การเรียน และส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสประสบความสำเร็จ เน้นการให้คำชมเพื่อให้เด็กเกิดกำลังใจ
12. แก้ไขความสัมพันธ์ในครอบครัว ครอบครัวของเด็กที่เป็นLD มักจะมีความตึงเครียดเนื่องมาจากการเรียนของเด็กและพ่อแม่มักไม่เข้าใจปัญหาที่เด็กมี การอธิบายพ่อแม่ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องและเปลี่ยนทัศนคติจากการตำหนิเด็กมาเป็นการช่วยเหลือเด็กเป็นสิ่งสำคัญมาก
ผศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล
จุลสารชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย
ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 ประจำเดือน ต.ค-ธ.ค 47