สถาบันส่งเสริมพัฒนาการเด็ก "Smart Child's"

สถาบันส่งเสริมพัฒนาการเด็ก "Smart Child's" ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก สถาบันส่งเสริมพัฒนาการเด็ก "Smart Child's", ร้านขายเสื้อผ้าเด็กอ่อนและเด็กเล็ก, Chiang Rai.

28/08/2016

มาเข้าใจ LD กันเถอะ
มาเข้าใจ LD กันเถอะ
ขนมปัง เป็นเด็กชายอายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.3 ชอบร้องไห้ทุกเช้าเวลาจะไปโรงเรียน บ่นไม่อยากเรียนหนังสือ ครูดุ ชอบให้งานทำเยอะ เพื่อนก็ชอบล้อหาว่าโง่ ขนมปังมีปัญหาการอ่าน-เขียน อ่านหนังสือช้ามาก อ่านผิด ๆ ถูก ๆ มักจะอ่านข้ามคำที่อ่านไม่......
มาเข้าใจ LD กันเถอะ
ขนมปัง เป็นเด็กชายอายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.3 ชอบร้องไห้ทุกเช้าเวลาจะไปโรงเรียน บ่นไม่อยากเรียนหนังสือ ครูดุ ชอบให้งานทำเยอะ เพื่อนก็ชอบล้อหาว่าโง่ ขนมปังมีปัญหาการอ่าน-เขียน อ่านหนังสือช้ามาก อ่านผิด ๆ ถูก ๆ มักจะอ่านข้ามคำที่อ่านไม่ออก บางครั้งใช้วิธีเดาคำที่ไม่รู้ สับสนตัวสะกดแม่ต่าง ๆ ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้ ไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน จับใจความไม่ได้ การเขียนของขนมปังก็มีปัญหามาก เขียนหนังสือช้า เขียนตัวหนังสือกลับด้าน มักจะเขียนสลับกันระหว่าง ถ-ภ, ผ-พ, ด-ค สะกดคำผิดบ่อย ๆ เขียนตกหล่น สับสนสระและวรรณยุกต์ ลายมือไม่สวย ตัวหนังสือโย้ไปเย้มา เขียนตัวเล็กบ้างใหญ่บ้าง เขียนไม่ตรงบรรทัด อยู่โรงเรียนจะทำงานช้ามาก ไม่ตั้งใจเรียนในวิชาที่ต้องมีการเขียน-การอ่าน แต่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ คิดเลขในใจได้เร็วและถูกต้อง แต่ถ้าเป็นโจทย์คณิตศาสตร์ที่ต้องตีความหรือเขียนบรรยายจะทำไม่ได้เลย
ขนมปังเป็นเด็กพูดช้า ๆ กว่าจะเริ่มพูดเป็นคำก็ตอนขนมปังมีอายุเกือบ 3 ขวบ พอเริ่มพูดเป็นประโยคก็มักจะพูดผิด พูดสลับประธานกับกริยา เล่าเรื่องยาว ๆไม่ได้ กล้ามเนื้อมือก็ไม่ค่อยแข็งแรง หยิบจับอะไรไม่ค่อยคล่อง สับสนซ้าย-ขวา ใส่รองเท้าสลับข้างจนถึงอายุ 7 ขวบ พัฒนาการด้านอื่นเป็นปกติ คุณแม่ขนมปังมั่นใจว่าขนมปังเป็นเด็กที่ฉลาด ช่างคิด ไหวพริบดี อารมณ์ดี ร่าเริง ยกเว้นเวลาที่ถูกเรียกให้ทำการบ้าน อ่านหนังสือ ขนมปังจะ “ออกอาการ” ทันที
{mosimage}
หมูแฮม เป็นเด็กชายอายุ 14 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.3 ผู้ปกครองพามาปรึกษาแพทย์เรื่องปัญหาการเรียน อาจารย์แนะแนวของโรงเรียนแจ้งว่า หมูแฮมอาจจะไม่มีสิทธิ์เรียนต่อชั้น ม.4 ของโรงเรียน เนื่องจากเกรดเฉลี่ยของหมูแฮมต่ำกว่า 1.5 และแนะนำว่าหมูแฮมน่าจะเปลี่ยนไปเรียนสายอาชีพแทน
หมูแฮมเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซน-สมาธิสั้น (ADHD) ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เนื่องจากหมูแฮมมีอาการซนอยู่ไม่นิ่ง ชอบลุกเดินในห้องเรียน ชวนเพื่อนคุย วอกแวกง่าย ขาดสมาธิ ไม่ตั้งใจเรียน ทำงานที่ครูให้ทำในห้องเรียนไม่เสร็จ หลีกเลี่ยงการอ่าน-เขียนหนังสือ สอบได้ที่เกือบสุดท้ายของห้อง หมูแฮมได้รับการรักษาโดยรับประทาน “ยาเพิ่มสมาธิ” อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงที่รักษาหมูแฮมมีอาการดีขึ้นชัดเจน สนใจการเรียนมากขึ้น มีสมาธิยาวนานขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น แต่ผู้ปกครองได้พยายามฝึกหมูแฮมให้มีสมาธิยาวนานขึ้น โดยการส่งไปฝึกนั่งสมาธิ เล่นกีฬาและดนตรี แต่การเรียนของหมูแฮมก็แย่ลงเรื่อย ๆ หมูแฮมอ่านหนังสือช้ามาก อ่านผิด ๆ ถูก ๆ อ่านข้ามคำ ข้ามบรรทัด ผันเสียงวรรณยุกต์เพี้ยนบ่อย ๆ การเขียนของหมูแฮมก็มีปัญหา หมูแฮมเขียนหนังสือช้า ลายมือไม่สวย สะกดคำผิดบ่อย ๆ แม้แต่คำง่าย ๆ คนอื่นมักจะอ่านสิ่งที่หมูแฮมเขียนและไม่เข้าใจว่าหมูแฮมต้องการสื่อความหมายอะไร
ความสนใจในการเรียนของหมูแฮมลดลงมากตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยม ไม่รับผิดชอบ ไม่ทำงานส่งอาจารย์ และแอบหนีเรียนไปเล่นเกมที่ร้านเกมละแวกโรงเรียนบ่อย ๆ เวลาถูกตำหนิเรื่องการเรียนพฤติกรรม หมูแฮมมักจะพูดว่าตัวเขามันไม่ดีเอง เกิดมาโง่ เป็นภาระให้กับพ่อแม่ ชีวิตนี้คงดีไปกว่านี้ไม่ได้ สมควรตายให้รู้แล้วรู้รอดไป
ขนมปังและหมูแฮมเป็นตัวอย่างของเด็กที่เป็น LD (Learning Disabilities, Learning Disorders) หรือภาวะบกพร่องในทักษะการเรียน
ภาวะบกพร่องในทักษะการเรียน (LD) คืออะไร?
{mosimage}
เด็กที่มีภาวะบกพร่องในทักษะการเรียน (LD) คือเด็กที่มีสติปัญญาปกติ (หรือบางคนอาจสูงกว่าปกติ) แต่มีปัญหาการเรียนรู้เฉพาะด้านซึ่งอาจจะเป็นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง (อ่านเขียน หรือการคำนวณ) หรือหลายด้านผสมกัน ทำให้ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ พบได้ประมาณร้อยละ 6-10 ของเด็กวัยเรียน
ส่วนใหญ่ของเด็กที่เป็น LD จะแสดงความบกพร่องให้เห็นตั้งแต่ชั้นประถม โดยเฉพาะในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเด็กในชั้นนี้ควรเริ่มอ่านหนังสือออก เขียนคำง่าย ๆ ได้ เข้าใจหลักการในการบวก ลบเลข หากเด็กไม่ได้รับการวินิจฉัยและช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มแรก จะทำให้เด็กไม่ประสบความสำเร็จทางด้านการเรียนเท่าที่ควร มีโอกาสเรียนตกซ้ำชั้นทั้ง ๆ ที่สติปัญญาดี
ประมาณร้อยละ 40 ของเด็กที่เป็น LD จะออกจากโรงเรียนก่อนที่จะเรียนจบ เด็ก LD บางคนอาการอาจจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น แต่ในเด็กส่วนใหญ่อาการหรือความผิดปกติมักจะคงอยู่หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ เด็กมักจะมีการเรียนที่ล้มเหลวและปัญหาทางอารมณ์ และเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่นจะเริ่มท้อ หมดกำลังใจ ปฏิเสธการเรียน มีภาวะซึมเศร้า หรือมีปัญหาพฤติกรรมตามมา เช่น หนีโรงเรียน ติดเกม ติดสารเสพติด หนีออกจากบ้าน ฯลฯ ซึ่งก็ทำให้ปัญหาการเรียนที่มีอยู่นั้นเลวลงไปอีก
เด็กที่มีภาวะบกพร่องในทักษะการเรียน (LD) คือเด็กที่มีสติปัญญาปกติ (หรือบางคนอาจสูงกว่าปกติ) แต่มีปัญหาการเรียนรู้เฉพาะด้านซึ่งอาจจะเป็นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง (อ่านเขียน หรือการคำนวณ) หรือหลายด้านผสมกัน ทำให้ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ พบได้ประมาณร้อยละ 6-10 ของเด็กวัยเรียน
ส่วนใหญ่ของเด็กที่เป็น LD จะแสดงความบกพร่องให้เห็นตั้งแต่ชั้นประถม โดยเฉพาะในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเด็กในชั้นนี้ควรเริ่มอ่านหนังสือออก เขียนคำง่าย ๆ ได้ เข้าใจหลักการในการบวก ลบเลข หากเด็กไม่ได้รับการวินิจฉัยและช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มแรก จะทำให้เด็กไม่ประสบความสำเร็จทางด้านการเรียนเท่าที่ควร มีโอกาสเรียนตกซ้ำชั้นทั้ง ๆ ที่สติปัญญาดี
ประมาณร้อยละ 40 ของเด็กที่เป็น LD จะออกจากโรงเรียนก่อนที่จะเรียนจบ เด็ก LD บางคนอาการอาจจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น แต่ในเด็กส่วนใหญ่อาการหรือความผิดปกติมักจะคงอยู่หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ เด็กมักจะมีการเรียนที่ล้มเหลวและปัญหาทางอารมณ์ และเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่นจะเริ่มท้อ หมดกำลังใจ ปฏิเสธการเรียน มีภาวะซึมเศร้า หรือมีปัญหาพฤติกรรมตามมา เช่น หนีโรงเรียน ติดเกม ติดสารเสพติด หนีออกจากบ้าน ฯลฯ ซึ่งก็ทำให้ปัญหาการเรียนที่มีอยู่นั้นเลวลงไปอีก
{mospagebreak}
สาเหตุของ LDเกิดจากอะไร?
เชื่อว่าสาเหตุของ LD เกิดจากความผิดปกติของสมอง ทำให้เด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการด้านการเรียนช้า สมองของเด็กที่เป็น LD ไม่สามารถจัดการกับข้อมูลที่รับเข้าไปได้อย่างถูกต้อง ทำให้เด็กสับสนไม่เข้าใจเสียงหรือสัญลักษณ์ของพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ การถ่ายทอดออกมาเป็นการอ่านหรือเขียนจึงมีปัญหา
กรรมพันธุ์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สมองของเด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการที่ผิดปกติปัจจุบันได้มีการค้นพบความผิดปกติบนโครโมโซม (chromosome) ที่เกี่ยวข้องกับ LD แล้วหลายตำแหน่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสมองของเด็กระหว่างที่เด็กอยู่ในครรภ์ ปัญหาระหว่างคลอด การคลอดก่อนกำหนด การที่มารดาสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ได้รับสารพิษ หรือใช้ยาบางชนิด เหล่านี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเป็น LD
ชนิดของ LD
LD แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่
1. ความผิดปกติทางการอ่าน (reading disorder)
2. ความผิดปกติทางการเขียน (disorder of written expression)
3. ความผิดปกติทางการคำนวณ (mathematic disorder)
ลักษณะของเด็กที่เป็น LD ด้านการอ่าน
#อ่านช้า อ่านตะกุกตะกัก อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้
#อ่านข้ามคำยาก หรือคำที่อ่านไม่ออก อ่านข้ามบรรทัด
#อ่านผิดโดยอาจใช้การเดาหรือแทนที่คำที่อ่านไม่ออกด้วยคำอื่น
#สับสนตัวสะกดแม่ต่าง ๆ สับสนเสียงวรรณยุกต์ ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
#ไม่เข้าใจในเรื่องที่อ่าน จับใจความสำคัญไม่ได้ หรือจับใจความสิ่งที่เพิ่งอ่านไปได้น้อย
#แสดงอาการหงุดหงิด กังวล ไม่สบายใจระหว่างที่อ่าน
#อิดออดหรือพยายามหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือที่มีเนื้อหามาก ๆ
ลักษณะของเด็กที่เป็น LD ด้านการคำนวณ
@มีปัญหาในวิชาคณิตศาสตร์ ไม่เข้าใจแนวคิดของพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ (บวก ลบ คูณ หาร สูตรต่าง ๆ )
@คิดเลขช้า ผิดพลาด สับสนในการยืม การทดเลข
@มีปัญหาในการคิดเลขในใจ
@ตีโจทย์เลขไม่ออก
@มีปัญหาในการชั่ง ตวง วัด
@อาจมีความสับสนซ้าย-ขวา ทิศทาง
@มีปัญหาในการนับเงิน ทอนเงิน
ลักษณะของเด็กที่เป็น LD ด้านการเขียน
#เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวสะกดผิด
#เขียนตัวหนังสือกลับด้าน หรือเขียนหัวพยัญชนะสลับด้าน เช่น เขียนสลับกันระหว่าง ถ-ภ, ผ-พ, ด-ค, ต-ฅ
#วนหัวของพยัญชนะอยู่หลายรอบ เหมือนตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลากเส้นต่อไปทางด้านไหนของหัว
#สะกดคำผิดบ่อย ๆ แม้แต่คำง่าย ๆ
#มักเขียนตามการออกเสียงของคำนั้น เช่น ขนม เขียนเป็น ขะหนม, สามารถ เขียนเป็น สามาด
#เรียงลำดับอักษรผิด เช่น เพลง เป็น พลเง
#ลายมือไม่สวย เขียนหวัด ลบบ่อย
#เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ตัวหนังสือโย้ไปเย้มา ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ
#เขียนประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ค่อยให้รายละเอียด
#สื่อความหมายผ่านการเขียนได้ไม่ดี ทำให้ผู้อื่นอ่านสิ่งที่เด็กเขียนไม่ค่อยเข้าใจ
#ไม่ค่อยจดงานเวลาอยู่ในห้องเรียน
{mospagebreak}
ลักษณะอื่น ๆ ที่พบร่วมในเด็กที่มีภาวะ LD
@ทำสมุดงาน สมุดการบ้านหายบ่อย ๆ
@ต่อต้านแบบดื้อเงียบ
@ทำงานช้า ทำงานสะเพร่า ทำงานไม่เสร็จในชั้นเรียน
@ยุกยิก อยู่ไม่นิ่ง
@สมาธิสั้น วอกแวกง่าย
@ดูเหมือนเด็กเกียจคร้าน
@อาจดูเหมือนความจำไม่ดี ได้หน้าลืมหลัง
@ขาดความมั่นใจ กลัวครูดุ กลัวเพื่อนล้อ
@ไม่อยากไปโรงเรียน โทษครูว่าสอนไม่ดี เพื่อนแกล้ง
@เบื่อหน่าย ท้อแท้กับการเรียน
@รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ด้อยกว่าคนอื่น ไม่มั่นใจในตัวเอง
@อารมณ์หงุดหงิด คับข้องใจง่าย
@ก้าวร้าวกับเพื่อน ครู พ่อแม่ (ที่จ้ำจี้จ้ำไข)
@เวลาให้ทำงาน มักบ่ายเบี่ยง พูดว่า “ทำไม่ได้”, “ไม่รู้”
@การวางแผนงานและจัดระบบ (organize) ไม่ดี ทำงานสับสนไม่เป็นขั้นตอน
@คิดแบบนามธรรม หรือคิดแก้ปัญหาไม่ค่อยดี
หลักสำคัญในการช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะ LD
1. ครูและผู้ปกครองควรปรับทัศนคติให้เป็นบวกในการมองปัญหาของเด็ก ควรมองว่า LD เป็นความผิดปกติ หรือความพิการอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กที่เป็น LD สมควรได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษแตกต่างจากเด็กปกติทั่วไป (การให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษไม่ได้หมายความว่าเป็นการให้ “อภิสิทธิ์” กับเด็กที่เป็น LD)
2. แก้ไขความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเฉพาะ
3. จัดทำแผนการศึกษาเฉพาะรายบุคคล (Individualized Education Plan-IEP) สำหรับเด็กที่เป็น LD ทุกคน วิธีการสอน จำนวนชั่วโมงการเรียน และเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลต้องมีการปรับเพื่อให้เข้ากับความบกพร่องและความต้องการของเด็กที่เป็น LD แต่ละราย
4.แก้ไขปัญหาทางอารมณ์ที่มักจะพบร่วมด้วยบ่อย ๆ ในเด็กที่เป็น LD
5.ส่งเสริมจุดแข็งหรือความสามารถอื่น ๆ ของเด็ก ให้คำชม ส่งเสริมให้กำลังใจ และทำทุกวิถีทางเพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถ มีคุณค่า กระตือรือร้นที่จะพัฒนาปมเด่น และแก้ไขจุดบกพร่องของตัวเอง
วิธีการช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะ LD
1. สอนเด็กในช่องทาง (channel) ที่เด็กรับได้ เช่น หากเด็กมีปัญหาในด้านการรับเสียงแต่การรับภาพปกติ ก็สอนโดยใช้ภาพ เช่น ให้ดูรูปมากขึ้น หากเด็กมีปัญหาในการรับภาพ ก็สอนโดยใช้เสียงมากขึ้น
2. ใช้วิธีเรียนรู้หลายรูปแบบ (multimodal techniques) ตามช่องทางที่เด็กเรียนรู้ได้ดี
3. ใช้เครื่องมือต่าง ๆ เข้ามาช่วยเด็ก เช่น เด็กที่มีปัญหาการเขียนอาจใช้เครื่องพิมพ์ดีดหรือเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วย เด็กที่มีปัญหาการคำนวณควรอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข ส่วนเด็กที่มีปัญหาการอ่านก็ใช้เครื่องอัดเทปมาช่วย โดยคุณครูหรือผู้ปกครองอ่านหนังสือใส่เทปแล้วเปิดให้เด็กฟัง เป็นต้น
4. สอนเสริม โดยจัดให้เด็กเรียนในห้องเรียนพิเศษที่จัดไว้สอนเด็กที่มีปัญหาคล้าย ๆ กัน หรือให้มีการเรียนตัวต่อตัว ที่เรียกว่า resource room หรือ remedial classroom
5. สอนไปตามขั้นตอนเท่าที่เด็กรับได้ ไม่ควรกดดันหรือเร่งเด็กและจะต้องปรับให้เหมาะสมกับเด็กเป็นราย ๆ ไป โดยการเขียนแผนการศึกษาเฉพาะรายบุคคล (Individualized Education Plan-IEP)
6.ปรับเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการประเมินผล เช่น ใช้เป็นระบบ Progressive โดยเด็กแข่งกับตัวเอง ไม่ต้องถูกตัดเกรดกับเพื่อน ๆ วัดความก้าวหน้าของตัวเด็กเองเป็นหลัก เด็กควรได้เวลาในการสอบนานกว่าเด็กปกติ หากเป็นไปได้
7.สอนซ้ำ ๆ จนเด็กสามารถก้าวหน้าทีละชั้น เน้นไปในสิ่งที่เด็กทำได้ ให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเด็กก้าวหน้าขึ้น
8.ใช้สื่อการสอนที่สนุก เช่น เล่นเป็นเกมต่าง ๆ ที่สามารถกระตุ้นประสาทสัมผัสได้หลายด้านพร้อมกัน
9.แก้ไขอาการสมาธิสั้นที่อาจมีร่วมด้วย โดยอาจใช้ยา methylphenidate
10. ดูแลช่วยเหลือปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า หรือวิตกกังวล
11. มองหาจุดเด่น-จุดด้อยของเด็ก ช่วยให้เด็กมีความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง (Self-esteem) สูงขึ้น โดยค้นหาจุดเด่นของเด็ก ความสามารถในด้านอื่นที่ไม่ใช่การเรียน และส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสประสบความสำเร็จ เน้นการให้คำชมเพื่อให้เด็กเกิดกำลังใจ
12. แก้ไขความสัมพันธ์ในครอบครัว ครอบครัวของเด็กที่เป็นLD มักจะมีความตึงเครียดเนื่องมาจากการเรียนของเด็กและพ่อแม่มักไม่เข้าใจปัญหาที่เด็กมี การอธิบายพ่อแม่ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องและเปลี่ยนทัศนคติจากการตำหนิเด็กมาเป็นการช่วยเหลือเด็กเป็นสิ่งสำคัญมาก
ผศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล
จุลสารชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย
ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 ประจำเดือน ต.ค-ธ.ค 47

17/08/2016
ทัศนคติที่มีต่อลูก มีผลต่อพัฒนาการของลูกทัศนคติด้านลบ สิ้นหวัง ดูถูกลูก  คุณพ่อคุณแม่ที่มีความคิดแบบนี้กับลูก 100% ฝึกไม...
17/08/2016

ทัศนคติที่มีต่อลูก มีผลต่อพัฒนาการของลูก
ทัศนคติด้านลบ สิ้นหวัง ดูถูกลูก คุณพ่อคุณแม่ที่มีความคิดแบบนี้กับลูก 100% ฝึกไม่สำเร็จ ผลที่ได้ คือพัฒนาการช้ากว่าที่ควรเป็น และยกเลิกการฝึกกลางคัน วนเข้าloopเดิม วงจรชีวิตแบบเดิม จะดีขึ้นนิดหน่อยตรงมาฝึกกับครูไว้แล้ว แต่หากไม่ฝึกต่อแน่วโน้มจะกลับเข้าสู่ปัญหาเดิมที่เวรกรรมได้ลิขิตแล้วว่าคุณต้องเจอ ภายใน๑ปี ความคิดของพ่อแม่มีอิทธิพลกับลูกมาก คำพูดที่ว่า เขาอาการหนักเนอะ เขาจะบวกเลขได้หรือคะ เขาจะอ่านออกเขียนได้หรอคะ ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลย เขาไม่พยายามเลย ต่อไปก็ไม่ได้เลี้ยงดีดีละ เลี้ยงแบบโบราณดื้อก็ตี ไม่กินก็ไม่ต้องกิน อยากทำอะไรก็ทำไป เขาเห็นพ่อแม่เป็นแค่คนซื้อของเล่นให้เท่านั้น ไม่เคยทำอะไรให้พ่อแม่เลย เขาได้ยินนะคะ เขารู้สึกนะคะ และเขาก็สิ้นหวังกับตัวเองเช่นกัน ทุกวันนี้เขาก็ไม่ได้รักตัวเอง ชื่นชมตัวเองมากนักหรอก และหากเขาได้ยินสิ่งนี้จากคุณ เขายิ่งท้อแท้ใจ ลดความนับถือตัวเอง และมีข้ออ้างที่จะไม่อยากพัฒนาตัวเองจะมีมากขึ้น เวลาเจออะไรที่ไม่อยากทำ หรือทำไม่ได้ก็ถอยไว้ก่อน ด้วยความคิดว่าฉันทำไม่ได้หรอก อย่าทำเลย ถ้าทำไม่ได้ จะยิ่งตอกย้ำว่าฉันทำไม่ได้ และเมื่อทำไม่ได้จริงๆ เขาจะโวยวาย และมีพลังการทำลายล้างสูงมาก บางคนก็ถดถอย แทบไม่อยากทำกิจกรรมต่อไปอีกเลย สิ่งที่เด็กเป็นสะท้อน สิ่งที่พ่อแม่คิด และเป็นเสมอ ....อย่าคิดดัง และอย่าเยอะกับเด็ก พูดแต่สิ่งดีดีของลูกให้ลูกได้ยินบ่อยๆ อย่าบ่น ให้บอกพฤติกรรมที่เป็นปัญหา พร้อมบอกว่าวิธีทำที่ควรทำให้เด็กรู้ ชม ให้กำลังใจ ให้แรงเสริมการกระทำที่ถูกต้อง
เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่อย่าท้อใจค่ะ ว่าตัวเองจบสูง ปริญญาหลายใบ พูดได้หลายภาษา ตำแหน่งใหญ่โต หน้าที่การงานดี ทำไมสอนลูกตัวเองไม่ได้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการศึกษา หรือหน้าที่การงาน อย่าเอาอัตตาของตัวเอง มโน และจอมปลอมมาคั้นกลางคำว่าพ่อแม่ เด็กกับผู้ใหญ่ วางหัวโขนลงก่อน ตอนนี้คุณเป็นพ่อแม่ลูกกัน และในความเป็นพ่อแม่ลูก มีแค่คำว่าเด็ก กับผู้ใหญ่เท่านั้น จิตวิทยาเด็กเท่านั้นช่วยท่านได้ ลองตอบคำถาม ทำไมเด็กต้องเล่น ทำไมเด็กต้องกินขนม ทำไมเด็กต้องดูการ์ตูน ทำไมเด็กต้องยอมทำตามคุณสั่ง ตอบได้แสดงว่าคุณฝึกเด็กได้แน่นอน จะเปลี่ยนเด็ก เปลี่ยนที่ใจคุณก่อน แล้วลูกจะเปลี่ยนตาม เคยไปฟังพวกขายตรงมะ เวลาเขาปลุกเร้าให้ออกไปสร้างยอดขาย ให้เห็นดีเห็นงามเกี่ยวกับอาชีพนี้ มีใครที่ไหนบ้าง พูดแบบสิ้นหวังว่าคุณทำไม่ได้หรอก คุณก็ได้แค่นี้แหละ จะมาทำทำไม ยากมาก ทำไม่ได้หรอก
นึกสิว่าวันนี้คุณจะขายตรงพัฒนาการที่ดีของลูกโดยลูกเป็นคนทำ คุณเป็นUp Lineคุณจะปลุกเร้าลูกอย่างไร ๓,๒,๑ !!!พูดเลย!!!

ฝาก กดถูกใจเพจหน่อยน๊ะจ๊ะ โรงเรียนเล็กๆของผู้หญิงตัวเล็ก
16/08/2016

ฝาก กดถูกใจเพจหน่อยน๊ะจ๊ะ โรงเรียนเล็กๆของผู้หญิงตัวเล็ก

16/08/2016

สถาบันส่งเสริมพัฒนาการเด็ก จะเปิดทำงานในเดือน ตุลาคม 2559 นี้ รับสมัครนักเรียนอายุ 2-9 ปี โดยเน้นการทำกิจกรรม ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ให้เด็กได้เรียนรู้และปฎิบัติจริง ทั้งกิจกรรมร้องเล่น เต้น รำ ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเป็นสุข โดยทำการเปิดครอส์ ดังนี้
1.ครอส์เด็กเตรียมอนุบาล จันทร์ - ศุกร์ เวลา 09.00 - 15.00 น.
2.ครอส์เด็กพิเศษ LD สมาธิสั้น ออทิสติก เวลา 09.00 - 15.00 น.
3.ครอสเรียนพิเศษ จันทร์ - ศุกร์ เวลา 17.00 - 19.00 น.
4.ครอสพิเศษ เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 12.00 น.
5.ครอสเรียนนาฏศิลป์ ไทย - สากล เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 12.00 น.
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเพจ สถาบันส่งเสริมพัฒนาการเด็ก "Smart child's" หรือโทร 083-0462270

16/08/2016

#สมองของเด็ก สำคัญอย่างไร
หลายท่านคงพอจะทราบกันว่า สมองของเด็กจะพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีแรก แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า พัฒนาการในแต่ละด้านนั้น ก็ไม่ได้พัฒนาไปพร้อมกันนะ
แน่นอนว่า เรื่องของกล้ามเนื้อการเคลื่อนไหว เป็นเรื่องแรกๆ ที่เด็กจะมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่ การชันคอ การพลิกตัว การนั่ง การยืน ไปจนถึงการเดิน เด็กทำได้ภายในช่วง 1-1 ปีครึ่งเท่านั้น ซึ่งการเคลื่อนไหวและกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่พ่อแม่เห็นได้ชัดอยู่แล้ว แต่ส่ิงที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเคลื่อนไหว คือ พัฒนาการด้าน
อารมณ์สังคม โดยเราเชื่อว่า นอกจากสมองเด็กจะพัฒนาอย่างรวดเร็วก็ต้องถือว่า เป็นช่วงหน้าต่างแห่งโอกาส หมายความว่า หากผ่านช่วงนี้ไปโดยที่เด็กไม่ได้รับการกระตุ้นหรือส่งเสริมให้เรียนรู้ในเรื่องดังกล่าว หรือเริ่มช้าไป ประสิทธิภาพการเรียนรู้จะไม่เท่ากับช่วงวัย 0-4 ปี
_พัฒนาการด้านอารมณ์สังคม คือการที่เด็กได้รับความรักความอบอุ่นจากคนที่เลี้ยงดูเขา ทำให้เด็กเกิดความผูกพันไว้ใจ พร้อมที่จะพัฒนาในเรื่องอื่นๆต่อไป เมื่อโตขึ้นถึงวัยเตาะแตะ เด็กจะเรียนรู้อารมณ์ต่างๆมากขึ้น เช่น การควบคุมตนเอง ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อแม่ต้องฝึกลูกทั้งในเรื่องวินัยและการช่วยเหลือตนเอง
_พัฒนาการการเรียนรู้ในเรื่องอื่นๆ เช่น ภาษา เชาว์ ดนตรี ก็พัฒนาในช่วงวัยนี้ เข่นกัน แต่นั่น ไม่ได้หมายความว่าให้จับลูกมานั่งเรียนภาษา เรียนเลข แต่ควรเป็นการเรียนรู้ บวกความสนุกหรือความสนใจของเด็กด้วย เรียกสั้นๆว่า “การเล่น”
กิจกรรมที่อาจส่งเสริมพัฒนาการชองเด็ก แถมได้เรียนรู้ไปด้วย ได้แก่
- การอ่านนิทาน ได้ทั้ง ความผูกพัน เพราะเราอ่านด้วยกัน ได้ดูรูปภาพ เชื่อมโยงกับเรื่องราวที่เล่า ได้เห็นตัวหนังสือเชื่อมโยงกับเสียงที่ได้ยิน ฝึกสมาธิ ฝึกการฟัง รวมท้งได้เรียนรู้การออกเสียงจากผู้ใหญ่
- การร้องเพลง กิจกรรมดนตรี ช่วยส่งเสริมเรื่องการเคลื่อนไหว การจับจังหวะ การฟัง สมาธิ ยิ่งถ้ามีอุปกรณ์ เคาะ ตี เชย่า ฯลฯ ก็ช่วยให้เด็กยิ่งสนุกมากขึ้น การเริ่มต้นสนุกกับดนตรีของเด็กยังเชื่อมโยงไปถึงความชอบ จนนำไปสู่การเรียนเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้ด้วย
- การฝึกเลขหรือเชาว์ปัญญา อาจจะฝึกผ่านการเล่น ได้ เช่น การเล่นเกมจำนวน ให้เด็กนับลูกปัด แล้วเชื่อมโยงกับตัวเลข การเล่นกลางแจ้ง ได้สัมผัสธรรมชาติ เด็กก็จะเกิดการเรียนรู้จากของจริง เช่น หักกิ่งไม้ ครึ่งหนึ่งได้ สองท่อน นับกลีบดอกไม้ หรือเรื่องสี เช่น ใบไ้ม้สีเขียว แอ๊ปเปิ้ลสีแดง ฯลฯ
- จริงๆมีกิจกรรมอีกนับไม่ถ้วนที่คุณพ่อคุณแม่จะสรรหามาได้ เพราะความสำคัญ ไม่ใช่แค่การได้เรียนรู้ของเด็ก แต่คือ เวลาคุณภาพที่ลูกได้รับรู้ว่าเขามีความสำคัญ เพราะคุณให้เวลาเขา คุณฟังและสนใจเขาอย่างจริงใจ คุณพ่อคุณแม่เองก็ได้สังเกตและรู้จักลูกมากขึ้น เข้าใจพฤติกรรมต่างๆของลูกด้วย เห็นมั้ยค่ะว่า ต่างคนต่างก็ได้รับประโยชน์จากการเล่น
- เรามาเริ่มเล่นกันเถอะ!
Credit pic: http://indusearlyyears.com

Indus` proprietary Indus Early Learning Centres (IELCs) in Bangalore, Hyderabad, Chennai and Pune along with Indus Junior Schools (IJS) form a dedicated group of preschools which prepare children for entry into the main school. After completion of their IELC/IJS education, children may transfer seam...

ที่อยู่

Chiang Rai
57130

เบอร์โทรศัพท์

083-0462270

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สถาบันส่งเสริมพัฒนาการเด็ก "Smart Child's"ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์