09/08/2023
สร้างจิตใจที่แข็งแกร่งให้ลูกกัน
#เลี้ยงลูกให้มีความเข้มแข็งทางจิตใจแบบมาตาลดา
คืนนี้ในละครมาตาลดามีฉากที่ทำให้คนดูเห็นในความเข้มแข็งทางจิตใจของมาตา จนทำให้มีหลายๆ เสียงถามว่า “เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นแบบมาตา” จึงนำมาซึ่งบทความที่จะเขียนให้อ่านในวันนี้นะคะ
พ่อแม่จะปลูกฝังความเข้มแข็งทางจิตใจให้ลูกได้อย่างไร
1.ทำให้ลูกรับรู้ถึงความรักความเอาใจใส่ที่ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดมีให้เด็ก (แต่ไม่ใช่ว่าตามใจเด็กไปทุกเรื่อง) ให้เด็กรู้สึกว่าเขามีคุณค่าพอที่จะเป็นที่รัก ผู้ใหญ่รักและยอมรับตัวตนของเขาอย่างที่เขาเป็น
2. บ้านที่มีบรรยากาศที่อบอุ่นและปลอดภัย จิตใจที่เข้มแข็งต้องมีพื้นฐานจากจิตใจที่รู้สึกได้ถึงความปลอดภัยเป็นพื้นฐาน พ่อแม่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อาจทะเลาะและขัดแย้งกันได้ แต่ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันทั้งทางคำพูดและทางกาย
3.การมีเวลาคุณภาพที่มีให้กันและกัน เวลาคุณภาพ คือเวลาที่พร้อมจะรับฟังเด็กและรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกเด็ก เด็กเข้าใจว่าผู้ใหญ่พร้อมจะรับฟังและอยู่ตรงนี้เพื่อเขา ทำให้เด็กมีความรู้สึกไว้วางใจ เสริมสร้างความรู้สึกอบอุ่นมั่นคง
4.ปลูกฝังในเรื่องระเบียบวินัยด้วย ให้เด็กรู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ ไม่ใช่ว่าตามใจเด็กไปทุกเรื่อง หลักการสำคัญคือ ไม่ทำร้าย/ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และไม่เบียดเบียนตัวเอง 
5.ให้รู้จักที่จะอดทนและรอคอยอย่างเหมาะสม เด็กที่อยากได้ก็ได้มาตลอด ไม่เคยต้องรอคอยอะไร เด็กจะมีความอดทนทางอารมณ์ต่ำ ถ้ามีอะไรที่ขัดใจหรือไม่เป็นไปอย่างที่คิด เด็กจะหงุดหงิดไม่พอใจมาก บางคนก็ติดไปจนเป็นผู้ใหญ่ที่เอาแต่ใจ อาจมีปัญหาเวลาอยู่กับคนรอบข้าง (เพราะคนอื่นๆ ไม่ได้ตามใจเขาได้ทุกเรื่องเหมือนคนที่บ้าน)
6.ชมเชยให้กำลังใจอย่างเหมาะสม เวลาที่เด็กทำอะไรได้ การที่มีคนบอกว่าสิ่งที่เขาทำทำให้เกิดอะไรดีๆ เช่น "แม่ชื่นใจจังที่ลูกช่วยแม่เช็ดโต๊ะ ทำให้แม่เหนื่อยน้อยลงเยอะเลยจ้ะ" ความชมเชยอย่างจริงใจ ทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจ มีกำลังใจ มองเห็นคุณค่าของตัวเอง
7.สอนให้เด็กรู้ว่าอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ต่างๆ นั้น เป็นเรื่องธรรมดา การรู้จักและรับรู้อารมณ์ความรู้สึกตัวเองเป็นเรื่องจำเป็น (ทั้งดีใจ โกรธ เสียใจ ผิดหวัง ฯลฯ) เมื่อตระหนักถึงอารมณ์ได้ การจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสมจะตามมา
8.สอนให้จัดการกับอารมณ์อย่างเหมาะสม เช่น เมื่อโกรธ รับรู้ว่าตัวเองโกรธ แต่ก็ไม่อาละวาด อาจไปทำอะไรให้รู้สึกสบายใจ(ระบายให้แม่ฟัง เขียนลงสมุด วาดรูป ฟังเพลง ออกกำลังกาย หรืออยากจะชกใครสักคน แต่ไม่ชกคน/กำแพง ไปชกกระสอบทราย)
9.ผู้ใหญ่ควรให้เด็กรู้จักความผิดหวังอย่างเหมาะสม เช่น เด็กอยากได้ของเล่น แต่พ่อแม่ไม่ซื้อให้เพราะเพิ่งซื้อไป ให้ลูกเรียนรู้ยอมรับความผิดหวัง เด็กอาจร้องไห้เสียใจ พ่อแม่บางคนทนไม่ได้ จึงไม่ยอมให้เด็กผิดหวัง ตามใจไปหมด ทีหลังเด็กโตขึ้นต้องผิดหวังเรื่องอื่นๆ ก็จะรับได้ยาก
10.ให้เด็กรับผิดชอบผลการกระทำ บางทีเด็กทำผิดแต่ผู้ใหญ่ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเห็นใจ/สงสาร จริงๆ ควรสอนให้เด็กเรียนรู้ได้ เช่น สมมติว่าเด็กคนหนึ่งโกรธเลยขว้างของเล่นพัง หลังจากนั้น เด็กควรรับผิดชอบ เช่น หักค่าขนมสมทบเป็นราคาของเล่น/ทำงานบ้านชดเชย
11.ยอมรับในตัวตนและให้โอกาสเด็ก เมื่อทำผิดก็ต้องให้เด็กรับผิดชอบ แต่ควรให้โอกาสเด็กปรับปรุงตัว เด็กจะรู้สึกว่าชีวิตมีโอกาสและทางออก เวลาที่พบอุปสรรค/ปัญหาในชีวิต
12.ผู้ใหญ่ไม่พูด/ทำสิ่งที่ทำลายคุณค่าในตัวตนเด็ก ไม่พูดรุนแรงตีตรา/ประชด/เปรียบเทียบ/ดูถูก ไม่ทำโทษรุนแรง ตรงนั้นจะทำลายความสัมพันธ์ของผู้ใหญ้กับเด็ก และเด็กจะสูญเสียคุณค่า รู้สึกแย่ และไม่ภาคภูมิใจในตัวเองได้
สุดท้าย พ่อแม่ต้องมีความเข้มแข็งทางจิตใจเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น (เข้มแข็งไม่ใช่ว่าเศร้าไม่ได้ เครียดไม่ได้ แต่เวลาเศร้าหรือเครียด สามารถมีสติพอที่จะเผชิญหน้า จัดการไปได้อย่างเหมาะสม)
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ค่ะ
หมายเหตุ: ในการเขียนบทความนี้ หมอไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ จากบริษัทหรือผู้เกี่ยวข้องกับละคร เพียงแต่ได้รับชมและประทับใจ จึงขอเขียนแบ่งปันข้อคิดที่ได้สู่ผู้อ่านค่ะ
#หมอมินบานเย็น
#มาตาลดา
ที่มา เพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา