22/06/2026
เคล็ดวิชาทำเกิน
วิศรุตแห่งเพจวิเคราะห์บอลจริงจังเพิ่งเขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการทำงาน คือการที่บริษัทสยามกีฬาส่งเขาไปทำข่าวบอลโลกที่บราซิลเป็นเดือนตั้งแต่อายุน้อย
วิศรุตเล่าว่า จริงๆแล้วตามวัยวุฒิก็ยังไม่ถึงคิวที่จะได้ไป แต่ด้วยเพราะตอนที่ทำงาน ใครใช้อะไรก็ทำหมดเพราะชอบทำ ไปสัมภาษณ์ภาคสนาม จัดวิทยุ เขียนคอลัมน์ เป็นครีเอทีฟ ฯลฯ ซึ่งพอมองย้อนกลับไปถึงรู้ว่า การทำงานแบบนั้นทำให้อยู่ในสายตาผู้ใหญ่ตลอด
พอมีโอกาสเข้ามา ผู้ใหญ่ก็เลยนึกถึง มีคนจ้างสยามกีฬาไปทำข่าวและอยากได้คนที่ทำได้หลากหลายหน้าที่ ความตั้งใจทำงานแบบไม่เกี่ยง ทำทุกอย่างที่ผู้ใหญ่ให้ทำเลยกลับมามีประโยชน์จนได้รับโอกาสที่เจ๋งที่สุดในชีวิตการเป็นนักข่าวในสมัยนั้น..
วิศรุตเขียนถึงผมในบทความด้วยว่า ถ้าในภาษาของผมก็คือ “วิชาทำเกิน” นั่นเอง
…..
วอลเตอร์ ไอแซคสัน นักเขียนชีวประวัติระดับโลกผู้ที่น่าจะเป็นคนเดียวที่ใช้ชีวิตอยู่กับสองสุดยอดอัจฉริยะแห่งยุคสมัยอย่างสตีฟ จอบส์และอีลอน มัสค์ เป็นปีๆ เคยตอบคำถามที่มีผู้สัมภาษณ์ถามว่าทั้งสองคนนี้มีหลักการหรือแนวคิดอะไรที่เหมือนกันบ้างจากที่เขาได้สัมผัสทั้งคู่อย่างลึกซึ้ง
วอลเตอร์ตอบว่า ทั้งคู่มีความเหมือนก็คือ ทั้งคู่มี passion อย่างแรงกล้าในรายละเอียดที่แม้จะไม่มีใครสังเกตเห็น (beauty of the part unseen)
วอลเตอร์เล่าว่าสตีฟเคยพาเขาไปดูตรงรั้วที่บ้านเก่าและชี้ให้ดูหลังรั้วที่ติดกับกำแพงซึ่งไม่มีใครเห็นแน่ๆ แล้วบอกว่าพ่อเขาสอนให้เขาทาสีและทำให้ด้านหลังสวยเหมือนกับด้านหน้าถึงแม้จะไม่มีใครเห็นก็ตาม สตีฟเคยถามพ่อว่าทำไม ยังไงก็ไม่มีใครเห็น
พ่อตอบสตีฟว่า ….ก็ลูกไงที่จะเห็น
ถ้าเรามี passion for perfection มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำงานที่ดีเยี่ยม เราจะแคร์แม้กระทั่งส่วนที่จะไม่มีใครเห็น วอลเตอร์บอกว่าทั้งสองคนจะใส่ใจกับรายละเอียดทุกจุดว่าจะต้องออกมาอย่างสมบูรณ์มากกว่าซีอีโอทั่วไปมาก
สตีฟ จอบส์ แคร์แม้กระทั่งความสวยงามของชิปในเซอร์กิตบอร์ดที่จะไม่มีใครได้เห็นเพราะถูกใส่อยู่ในเคสที่ปิดตาย ส่วนอีลอนนั้นหมกมุ่นอยู่กับการซ่อมวาว์ลรั่วเป็นชั่วโมงๆในเมืองเล็กๆที่เทกซัสในวันสำคัญที่กำลังลุ้นว่าบอร์ดทวิตเตอร์จะขายบริษัทให้เขาหรือไม่
ทั้งคู่เชื่อว่าถ้ามีความมุ่งมั่นมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการทำรายละเอียดเล็กๆน้อยๆให้สมบูรณ์แบบ ที่เหลือจะมาเอง
…………………
ตอนพี่สาธิต กาลวันตวานิช ผู้ก่อตั้งบริษัท propaganda และบริษัทฟีโนมิน่า อันโด่งดัง เริ่มต้นตั้งบริษัทใหม่ๆ พี่สาธิตเล่าว่า ตอนที่เริ่มนั้นทำเพราะใจรักล้วนๆ สตางค์ก็ไม่ค่อยมี ลาออกมาจากบริษัทครีเอทีฟใหญ่ๆก็เพราะแค่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรักคืองาน graphic design ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีใครให้ราคา นับเป็นงานกระจอกที่สุดในวงการโฆษณา
แต่พี่สาธิตรักในงานนั้นมากจนออกมาเปิดบริษัทเล็กๆชื่อ บริษัทสามหน่อ รับทำกราฟฟิคทั่วไป
งานในสมัยนั้นก็แทบไม่ค่อยมี พี่สาธิตได้งานชิ้นแรกๆคืองานทำหนังสือรายงานประจำปี (annual report) ให้กับบริษัทไทยออยล์ เป็นงานที่ทำง่ายๆก็ได้ ไม่ได้มีคนสนใจความสวยงามนัก เน้นให้มีพอส่งมีรายละเอียดครบมากกว่า แต่ด้วยความรักและบ้าในงานกราฟฟิค
พี่สาธิตเลย “ทำเกิน” ที่ลูกค้าคาดไว้ไปเยอะมาก ใส่เทคนิคต่างๆ นั่งทำ artwork ทุกหน้าแบบละเอียดยิบ คุ้มไม่คุ้มไม่ได้คิดเลย แค่คิดว่าเป็นงานเดียวที่มี อยากทำ ชอบทำและต้องใส่ให้สุดแม้จะไม่มีใครแคร์ ไม่ได้อยู่ในคำสั่งบรีฟงานก็ตาม
พี่สาธิตเคยเล่าบนเวทีประชาชาติธุรกิจไว้ว่า “ ยุคนั้นหลายคนมองว่างานกราฟฟิคเป็นงานที่มืดมน แต่สำหรับผมคือเส้นทางที่สว่าง เพราะต้องการทำงานศิลปะ อยากนำงานศิลปะเข้าไปอยู่ในงานเชิงพาณิชย์มากขึ้น เรียกว่า ได้งานมาจ้างหนึ่งร้อย ทำหนึ่งพัน
ใส่ทุกอย่างเข้าไปเต็มที่ แม้อาจจะถูกมองว่างานที่ทำไม่ตอบโจทย์การตลาดใดๆทั้งสิ้นก็ตาม ท้ายที่สุด สิ่งที่ทุ่มเททำงานเต็มที่ก็ประสบความสำเร็จ ก็ออกดอกออกผล
ซึ่งผลพวงจากวันนั้น เสมือนเป็นการเริ่มเขียนอนาคตให้กับตัวเองมากขั้นโดยที่ไม่รู้ตัว “
งานที่ทำเกินไปเยอะ ก็เลยกลายเป็นงานที่เด่นขึ้นมาในกลุ่มงานธรรมดา พี่สาธิตได้รับรางวัล annual report ยอดเยี่ยม และได้โอกาสทำงานดีๆเรื่อยมาจนเติบใหญ่กลายเป็นพี่ใหญ่ในวงการจนวันนี้..
……
ผมเคยไปเยี่ยมร้านเฟอร์นิเจอร์รุ่นพี่คนหนึ่งในตอนที่มีลูกค้าจากอินเดียมาพอดี เขามาสั่งซื้อเก้าอี้หวายล็อตใหญ่มาก เป็นเก้าอี้ธรรมดาที่ผมคิดว่าประเทศเขาก็น่าจะผลิตได้ ก็เลยถามเขาว่าทำไมถึงต้องมาสั่งถึงเมืองไทย มันถูกกว่ามากเหรอ
ชาวต่างชาติคนนั้นตอบพร้อมหงายเก้าอี้ให้ดูข้างใต้เก้าอี้ โดยบอกว่า ที่ประเทศเขาราคาเก้าอี้ไม่ได้แพงกว่า แต่ช่างทำเก้าอี้ที่ไทยทำงานเนี้ยบมาก เก็บรายละเอียดทุกอย่างแม้กระทั่งใต้เก้าอี้ซึ่งช่างประเทศเขาไม่ทำ เขาเลยประทับใจและมาสั่งเก้าอี้จากไทยอยู่ตลอด…
…………….
มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งในหนังสือคมคิดดรักเกอร์ เล่าไว้ว่า ฟิดิอัส เป็นช่างแกะสลักที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคกรีกโบราณ ในสมัย 440 ปีก่อนคริสตกาล เขาได้รับการว่าจ้างให้สร้างสรรค์รูปสลักบนหลังคาของวิหารพาเธนอนในนครเอเธนส์ เมื่อฟิดิอัสทำงานเสร็จเรียบร้อยและไปเบิกค่าจ้าง
ผู้ดูแลบัญชีประจำนครเอเธนส์กลับปฏิเสธที่จะจ่ายเงินในจำนวนที่เขาระบุ โดยบอกว่า “ รูปสลักเหล่านั้นอยู่บนหลังคาของวิหารซึ่งอยู่บนภูเขาที่สูงที่สุดในเอเธนส์ ผู้คนจะมองเห็นแค่ด้านหน้าของรูปสลักเท่านั้น แต่เจ้ากลับเรียกเก็บเงินค่าแกะสลักด้านหลังซึ่งไม่มีใครมองเห็นด้วย “
ฟิดิอัสย้อนกลับว่า “ ท่านผิดแล้ว…. ทวยเทพจะมองเห็น “
…… “ทำเกิน” เพราะใจชอบทำ มีคนเห็นเสมอครับ…