GoDunk เสื้อผ้า fashion คุณภาพ ทันสมัย มีสไตร์

 ให้เลยทั้งใจวัย 30+
27/05/2026

 ให้เลยทั้งใจวัย 30+

ให้มันจบที่ 3 ตัวนี้❕บำรุงลึก  ผิวฉ่ำ ผิวแข็งแรง กระจ่างใส 🫧✨
26/05/2026

ให้มันจบที่ 3 ตัวนี้❕

บำรุงลึก ผิวฉ่ำ ผิวแข็งแรง กระจ่างใส 🫧✨

สอบถามได้ค่ะ
10/05/2026

สอบถามได้ค่ะ

05/04/2026
02/04/2026

10 โปรตีน"ลับ"ที่สายสุขภาพอาจไม่ค่อยรู้และพลาดไป✨️
1. ไข่ปลา🧡
พลังงาน: 250 แคลอรี่ / 100 กรัม
โปรตีน: 24 กรัม
ไขมัน: 16 กรัม (ส่วนใหญ่เป็นไขมันดี)
คาร์โบไฮเดรต: 1 กรัม
อุดมด้วยโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสมองและหัวใจ

2. เครื่องใน (ตับ / หัวใจ)🤎
พลังงาน: 135 แคลอรี่
โปรตีน: 20 กรัม
ไขมัน: 4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต: 3 กรัม
แหล่งวิตามิน B12 และธาตุเหล็กสูง เหมาะสำหรับฟื้นฟูร่างกาย

3. หนังหมู (ทอด/อบ)🥓
พลังงาน: 500 แคลอรี่
โปรตีน: 60 กรัม
ไขมัน: 28 กรัม
คาร์โบไฮเดรต: 0 กรัม
อุดมด้วยคอลลาเจน ช่วยเรื่องผิวและข้อต่อ

4. ชีส (เชดดาร์)🧀
พลังงาน: 402 แคลอรี่
โปรตีน: 25 กรัม
ไขมัน: 33 กรัม
คาร์โบไฮเดรต: 1 กรัม
โปรตีนสูงและไขมันดี ทำให้อิ่มนาน เหมาะเป็นของว่าง

5. หอยนางรม (สด)🦪
พลังงาน: 68 แคลอรี่
โปรตีน: 7 กรัม
ไขมัน: 2 กรัม
คาร์โบไฮเดรต: 4 กรัม
มีสังกะสีสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

6. ปลากระป๋องในน้ำแร่🥫
พลังงาน: 116 แคลอรี่
โปรตีน: 20 กรัม
ไขมัน: 3 กรัม
คาร์โบไฮเดรต: 0 กรัม
โปรตีนสูง พกง่าย เหมาะสำหรับคนไม่มีเวลา *เลือกทานแต่เนื้อ หลีกเลี่ยงน้ำในปลากระป๋อง

7. ไข่แดง🍳
พลังงาน: 322 แคลอรี่
โปรตีน: 16 กรัม
ไขมัน: 27 กรัม
คาร์โบไฮเดรต: 1 กรัม
เต็มไปด้วยวิตามินและไขมันดี

8. เอ็นไก่ / กระดูกอ่อน (ต้ม)🍖
พลังงาน: 110 แคลอรี่
โปรตีน: 19 กรัม
ไขมัน: 3 กรัม
คาร์โบไฮเดรต: 0 กรัม
โปรตีนในรูปแบบคอลลาเจน ช่วยข้อต่อและผิวพรรณ

9. เบคอน (ปรุงสุก ไม่เติมน้ำตาล)🥓
พลังงาน: 541 แคลอรี่
โปรตีน: 37 กรัม
ไขมัน: 42 กรัม
คาร์โบไฮเดรต: 1 กรัม
เลือกแบบผ่านการปรุงน้อย จะยังได้โปรตีนและไขมันดี

10. กรีกโยเกิร์ต (ไม่หวาน)🥛
พลังงาน: 59 แคลอรี่
โปรตีน: 10 กรัม
ไขมัน: 0.4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต: 3 กรัม
โปรตีนสูงกว่าโยเกิร์ตทั่วไป ช่วยให้อิ่มนาน

01/03/2026

เศรษฐีชาวอังกฤษ ค้นพบว่า“ระบบการเงินพื้นฐาน”
ออกแบบให้รวย แค่สัปดาห์เดียว
ต้องใช้สูตร 25-50-15-10 แทน
คนที่รวยที่สุดในโลก 75% เป็นผู้ประกอบการ 15% เป็นนักลงทุน 7% รับมรดก 3% เป็นนักกีฬาและศิลปิน และ 0% เป็นพนักงานที่แค่รับเงินเดือน สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือ ผู้ประกอบการเป็นเจ้าของธุรกิจ นักลงทุนเป็นเจ้าของสินทรัพย์ คนรวยเป็นเจ้าของทรัสต์ ส่วนนักกีฬาและศิลปินเป็นเจ้าของทักษะหายาก ข้อสรุปชัดเจนว่า หากคุณไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย คุณคือสิ่งที่ถูกเป็นเจ้าของ
Mark Tilbury นักลงทุนเศรษฐีแชร์ใน YouTube เผยว่าเขาใช้กฎนี้มาหลายสิบปี และทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีหลายสิบล้าน แม้จะเริ่มต้นจากศูนย์ เขาออกแบบกฎ 25-50-15-10 ให้ทุกคนสามารถจัดการเงินได้เหมือนคน 1% เพราะความจริงคือไม่ใช่เรื่องว่าคุณหาเงินได้เท่าไร แต่เป็นเรื่องว่าคุณจัดการมันอย่างไร
25% สำหรับเติบโต - ให้เงินทำงานแทนคุณ
25% แรกของรายได้ควรไปสู่สินทรัพย์ที่เติบโต ไม่ใช่เรื่องจิตวิญญาณ แต่คือเงินที่ใช้ซื้อสิ่งที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น คนส่วนใหญ่เมื่อได้เงินเดือน จ่ายบิลแล้วก็เอาที่เหลือไปซื้อของไร้ค่า นี่คือเหตุผลที่ 99% ของคนไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย
ระบบถูกออกแบบมาให้เรารวยแค่สัปดาห์เดียว แล้วหมดตัวปลายเดือน รอวันเงินเดือนออกเดือนหน้า ไม่มีพื้นที่หายใจ นี่คือทาสยุคใหม่ ทาสสมัยก่อนทำงานทุกวันโดยไม่ได้เงิน แต่ได้อาหาร ที่พัก และน้ำฟรี วันนี้คนทำงานแทบทุกวันและได้รับเงิน แต่เงินส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับอาหาร ที่พัก และน้ำ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือภาพลวงตาของเสรีภาพ
เมื่อคุณเข้าใจสิ่งนี้ คุณจะเริ่มต่อสู้ได้โดยนำ 25% แรกของรายได้ไปใส่สินทรัพย์ทันที ไอเดียคือขณะที่คุณทำงาน สินทรัพย์เหล่านี้ก็ทำงานให้คุณอยู่เบื้องหลัง ในที่สุดอาจหาเงินให้คุณได้มากกว่างานประจำด้วยซ้ำ
ให้ดูตัวอย่าง Billy เริ่มลงทุน 6,600 บาทต่อเดือนตั้งแต่อายุ 20 ส่วน Phil เริ่มตอนอายุ 30 แต่ลงทุน 9,900 บาทต่อเดือน เมื่อถึงอายุ 60 Billy ลงทุนไปทั้งหมด 3.2 ล้านบาท ส่วน Phil ลงทุน 3.6 ล้านบาท แต่ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี เงินของ Phil มีค่า 22.4 ล้านบาท ส่วนเงินของ Billy มีค่า 41.7 ล้านบาท Billy ลงทุนน้อยกว่า แต่ได้เงินมากกว่าเกือบ 20 ล้านบาท เพียงเพราะเริ่มเร็วกว่า นี่คือพลังของดอกเบี้ยทบต้น
สินทรัพย์แบ่งเป็น ความเสี่ยงต่ำ ตัวอย่าง S&P 500 ไม่ต้องเลือกหุ้นทีละตัว แค่ซื้อส่วนแบ่งของตลาดทั้งหมด ความเสี่ยงปานกลาง คืออสังหาริมทรัพย์ และทักษะที่หาเงินได้ ความเสี่ยงสูง คือธุรกิจออนไลน์และหุ้นแต่ละตัว
15% สำหรับความมั่นคง - เตรียมตัวรับมือวิกฤติ
15% ของรายได้ควรไปสู่ความมั่นคง นี่คือเงินที่ช่วยคุณเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝัน สถิติบอกว่า 63% ของคนอเมริกันไม่มีเงินฉุกเฉิน 33,000 บาท เมื่อเกิดปัญหา พวกเขาต้องเบิกบัตรเครดิต กู้ยืม หรือขายสินทรัพย์ขาดทุน
ก่อนอื่นต้องสร้าง Emergency Fund ให้มีค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน เก็บเงินนี้ไว้ในบัญชีที่เข้าถึงง่าย ไม่ใช่หุ้นหรือคริปโต ถัดมาคือประกันภัย ทั้งประกันสุขภาพ ประกันชีวิต และประกันทุพพลภาพ หลายคนเลี่ยงเพราะคิดว่าเปลือง แต่มันคือการป้องกันความพินาศทางการเงิน สุดท้ายคือจ่ายหนี้ หนี้ดอกเบี้ยสูงอย่างบัตรเครดิตเป็นภัยเงียบ จงจ่ายหนี้ให้หมดก่อนลงทุนอะไรก็ตาม
50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น - อย่าใช้จ่ายเกินตัว
50% นี้คือเงินที่คุณใช้จ่ายจริงๆ คนส่วนใหญ่ใช้จ่ายตามที่มี ไม่ใช่ตามที่ต้องการ ยิ่งหาเงินได้มากเท่าไร ยิ่งใช้จ่ายมากเท่านั้น นี่เรียกว่า Lifestyle Inflation
มี 4 คำถามที่ช่วยตัดสินใจก่อนซื้ออะไร
๐ ฉันต้องการมันจริงๆ หรือแค่อยากได้?
๐ ฉันซื้อมันได้โดยไม่กระทบเป้าหมายอื่นไหม?
๐ มันคุ้มค่าต่อราคาที่จ่ายไปไหม?
๐ และมันจะปรับปรุงชีวิตฉันไหม?
ถ้าคุณซื้อรองเท้า 6,600 บาท แล้วใส่แค่ 2 ครั้ง นั่นคือ 3,300 บาทต่อครั้ง อย่าไล่ตามแบรนด์ ไล่ตามคุณภาพ
10% สำหรับรางวัล - ใช้จ่ายอย่างมีความสุข
10% สุดท้ายไปสู่รางวัล นี่คือ 10% ที่ทำให้คุณมีสติ สถิติบอกว่า 92% ของคนใช้จ่ายเกินหลังจากเก็บเงินแบบเข้มงวด เพราะการออมโดยไม่มีความสุขเริ่มรู้สึกเหมือนการลงโทษ
เปิดบัญชีแยกเรียกว่า Joy Jar ตั้งค่าโอนอัตโนมัติ 10% ของรายได้เข้าบัญชีนี้ทุกเดือน เปอร์เซ็นต์คือสิ่งที่ทำให้มันยั่งยืน ห้ามโกง ถ้าเงินหมด ต้องรอเดือนหน้า
ใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด หมวดหมู่ที่มีค่าที่สุดคือวันหยุดและเดินทาง ซื้อความทรงจำที่อยู่ตลอดไป Mark เล่าว่าตอนสร้างธุรกิจในวัยหนุ่ม เขาละเลยวันหยุด จนป่วยหนักเป็นงูสวัดจากความเครียด ตั้งแต่นั้นเขาทำให้วันหยุดเป็นสิ่งสำคัญทุกปี งานอดิเรก เก็บความหลงใหล คืนสังสรรค์ มีเครือข่ายสังคมที่แข็งแรงสำคัญมาก และของขวัญสำหรับคนที่คุณรัก ไม่ใช่เรื่องของสิ่งของ แต่เป็นเรื่องของความคิด ความเชื่อมโยง และความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งขึ้น
นี่คือกฎ 25-50-15-10 ฉบับสมบูรณ์ ใช้ 25% สำหรับเติบโต 50% สำหรับความมั่นคง 15% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น และ 10% สำหรับรางวัล ไม่ใช่เรื่องว่าคุณหาเงินได้เท่าไร แต่เป็นเรื่องว่าคุณจัดการมันอย่างไร
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

27/12/2025

ปีใหม่นี้ใช้
Manifest ดึงดูด
ความปรารถนาให้เป็นจริง
คนสำเร็จส่วนใหญ่ สำเร็จได้เพราะไม่เคยหยุดเชื่อในวิสัยทัศน์ของตัวเองสักครั้ง นี่คือพลังแห่งความคิดและจิตใต้สำนึกที่ยิ่งใหญ่
ยุคที่ผู้คนกำลังมองหาวิธีพัฒนาตัวเองและสร้างชีวิตในฝันให้เป็นจริง มีสิ่งหนึ่งที่กลายเป็นกระแสขึ้นมาจากโซเชียลมีเดียและหนังสือ นั่นคือ Manifestation หรือการสร้างความปรารถนาให้เป็นจริง แนวคิดกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับความสำเร็จและความสุขในชีวิต
แล้วการ Manifestation คืออะไรกันแน่?
Manifestation มาจากคำภาษาละตินว่า "manifestare" ซึ่งแปลว่า "แสดงให้เห็น" หรือ "ทำให้จับต้องได้" ในแง่จิตวิญญาณ มันหมายถึงกระบวนการทางจิตใจที่ควบคุมอย่างรู้ตัว เพื่อเปลี่ยนความปรารถนาและสิ่งที่เราคิดให้กลายเป็นความจริง
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "กฎแห่งแรงดึงดูด" ที่เชื่อว่าเราจะดึงดูดสิ่งที่เราโฟกัสและส่งพลังงานออกไป เปรียบการ Manifestation เหมือนแม่เหล็กที่มีชีวิต ยิ่งเรานึกถึงสิ่งที่เราต้องการมากเท่าไหร่ ยิ่งมีพลังที่จะทำให้มันเป็นจริง
ทำไม Manifestation ถึงเป็นกระแส?
O พลังแห่งการคิดบวก : ในยุคที่เต็มไปด้วยความเครียดและความไม่แน่นอน ผู้คนกำลังให้ความสำคัญกับพลังของทัศนคติเชิงบวก
O การสร้างพลังให้ตัวเอง : แนวคิดนี้ให้ความรู้สึกว่าเราสามารถควบคุมชีวิตและอนาคตของเราได้
O ใช้ได้กับชีวิตทุกด้าน : ไม่ว่าจะเป็นความรัก อาชีพ การเงินหรืออนาคต แต่ละคนจะมีวิธีในแบบของตัวเอง
O ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ : หลาย ๆ คนที่เริ่มศึกษาแล้วนำไปใช้ ออกมารีวิวความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชีวิตของตน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่เรา Manifestation เพื่อโฟกัสกับเป้าหมายแล้วพยายามทำมัน
ฝึก Manifestation ด้วย 5 ขั้นตอน
1.รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรและนึกถึงมัน : เขียนออกมาเป็นคำพูดในสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ในชีวิต ด้วยประโยคเชิงบวก เช่น ฉันอยากได้งานที่...
2.จินตนาการถึงเป้าหมายให้ชัดเจน : หลับตาแล้วจินตนาการว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรเมื่อสิ่งที่เราคิดไว้เป็นจริง สัมผัสความรู้สึก บรรยากาศและการเปลี่ยนแปลงในชีวิต คิดภาพว่าถ้าตัวเองทำจนไปถึงเป้าหมายแล้วจะรู้สึกแบบไหน
3.สร้าง Vision Board หรือทำสมาธิ : เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ทำเมื่อนึกถึงการ Manifestation สร้างภาพที่เราต้องการขึ้นมา ให้เห็นผ่านตาในทุก ๆ วัน แล้วใช้สมาธิในการนึกถึงมันซ้ำ ๆ
4.โฟกัสไปที่การกระทำและการลงมือทำ : สร้างแผนการที่จะไปให้ถึงเป้าหมายทีละขั้น ปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวัน สร้างนิสัยใหม่ ๆ ที่นำเราไปถึงเป้าหมาย โฟกัสให้มากขึ้น สนใจเรื่องอื่นน้อยลง
5.คิดบวกและอย่าถอดใจง่าย ๆ : แค่ความคิดยังไม่เห็นผลทันที ต้องทำอย่างตั้งใจคือการโฟกัสเป้าหมายและลงมือทำด้วย อย่าเพิ่งถอดใจถ้าผลลัพธ์มาช้า
วิธียอดฮิต “369”
วิธีนี้ได้รับแรงบันดาลใจ Nikola Tesla ผู้ค้นพบไฟฟ้ากระแสสลับ “เชื่อในพลังของตัวเลข” 3 , 6 และ 9 ทำได้ด้วยการเขียนสิ่งที่ต้องการ 3 ครั้งในตอนเช้า , 6 ครั้งในตอนบ่าย และ 9 ครั้งก่อนนอน
เป็นวิธีที่ช่วยให้ความปรารถนาของเราอยู่ในใจตลอดทั้งวัน ช่วยให้เราปรับการใช้ชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้
** การ Manifestation คือการสร้างความปรารถนาให้เป็นจริงไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นการปรับความคิดภายใน โฟกัสเป้าหมาย และลงมือทำอย่างมือสติ
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน
อ้างอิง
https://bit .ly/4ddlGlH

ที่อยู่

Nakhon Ratchasima

เบอร์โทรศัพท์

0916605291

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ GoDunkผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์