วิกอินเดีย Relief สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด แก้อาการหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล

วิกอินเดีย Relief สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด แก้อาการหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล สินค้าสำหรับเด็ก

หลังคลอดประจำเดือนไม่มา จะมาเมื่อไหร่? และวิธีดูแลตัวเองหลังคลอดโดย แม่รักลูก ภาวะ ประจำเดือนหลังคลอด เป็นปัญหาส่วนหนึ่ง...
09/03/2023

หลังคลอดประจำเดือนไม่มา จะมาเมื่อไหร่? และวิธีดูแลตัวเองหลังคลอด
โดย แม่รักลูก

ภาวะ ประจำเดือนหลังคลอด เป็นปัญหาส่วนหนึ่งของคุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่ โดยปกติประจำเดือนของคุณแม่แต่ละคนมีความแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกาย คุณแม่ตั้งครรภ์จะพบการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางด้านร่างกาย เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ รวมถึงภาวะที่ หลังคลอดประจำเดือนไม่มา จนถึงการเริ่มต้นของร่างกายปรับตัวให้มีประจำเดือนอีกครั้ง มาเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพื่อช่วยให้คุณแม่หลังคลอดดูแลตัวเองอย่างถูกต้องกันดีกว่าค่ะ

การเริ่มต้นมีประจำเดือนอีกครั้ง หลังคลอด
คุณแม่ที่ไม่ได้ให้นมลูกหรือสลับให้นมชงด้วยจะเริ่มมีประจำเดือนหลังคลอดประมาณ 6-8 สัปดาห์ แต่สำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูกอย่างเดียว ปริมาณการให้นมลูกส่งผลต่อการกลับมามีประจำเดือน คุณแม่ที่ให้นมลูกในปริมาณน้อย อาจส่งผลให้มีประจำเดือนได้เร็วขึ้น

ประจำเดือนหลังคลอด กับประจำเดือนทั่วไปมีความแตกต่างกัน เนื่องจากร่างกายต้องปรับการทำงานของรอบเดือนอีกครั้ง ประจำเดือนหลังคลอดจึงแตกต่างไป ซึ่งสามารถสังเกตได้ดังนี้

อาการปวดท้องมากกว่าหรือน้อยกว่าก่อนคลอดลูก
ประจำเดือนมีลิ่มเลือดปนมา
ประจำเดือนมามากกว่าปกติ
ประจำเดือนมาแตกต่างจากก่อนคลอดลูก
ประจำเดือนมีปริมาณเลือดกะปริบกะปรอย
วิธีการดูแลตัวเองของคุณแม่หลังคลอด
1.ควรหลีกเลี่ยงผ้าอนามัยแบบสอดในช่วงแรกที่ประจำเดือนมา
คุณแม่หลังคลอดเมื่อมีประจำเดือน ควรหลีกเลี่ยงผ้าอนามัยแบบสอดในช่วงแรกที่ประจำเดือนมา เพราะเป็นช่วงที่ต้องฟื้นฟูอวัยวะภายในของร่างกาย การสอดผ้าอนามัยจะทำให้มีผลกระทบกระเทือนต่ออวัยวะภายในได้ ซึ่งปกติการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดควรใช้ได้หลังคลอดแล้วประมาณ 6 สัปดาห์ไปแล้ว

2.การออกกำลังกายช่วยฟื้นฟูร่างกายได้เร็วขึ้้น
คุณแม่หลังคลอดควรออกกำลังกายอย่างน้อย 15 นาที วันละ 2 ครั้ง ร่างกายจะแข็งแรงขึ้น ช่วยลดหน้าท้องแและการทำงานของอวัยวะภายในได้ดีขึ้น และการออกกำลังกายยังช่วยลดความเครียดและช่วยให้คุณแม่หลังคลอดมีความสุข

3.การเลือกรับประทานอาหารของคุณแม่หลังคลอด
คุณแม่หลังคลอด ที่เริ่มต้นมีประจำเดือนอีกครั้งต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินเป็นสำคัญ ควรเลือกทานอาหารครบ 5 หมู่ ตามหลักโภชนาการ ควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด เลือกทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูง จะช่วยลดอาการท้องผูก เพื่อไม่ส่งผลต่อลูกน้อยหากคุณแม่ให้นมลูก

คุณแม่หลังคลอด เมื่อทราบข้อมูลการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง เมื่อประจำเดือนไม่มา จนการเริ่มต้นมีประจำเดือนอีกครั้ง เพื่อให้คุณแม่ดูแลสุขภาพตัวเองให้พร้อมในการดูแลลูกน้อยของคุณได้อย่างมีความสุขและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงไปพร้อมกัน

ข้อมูลจาก https://www.rakluke.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
#วิกอินเดีย #สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด #แก้อาการหวัด #คัดจมูก #น้ำมูกไหล

ฟันของลูกน้อย เริ่มขึ้นเมื่อไร? มีอาการบ่งบอกอย่างไร?ฟันคู่แรกของลูกน้อยจะขึ้นเมื่อลูกอายุได้ 6-7 เดือน เป็นช่วงที่ลูกเร...
23/02/2023

ฟันของลูกน้อย เริ่มขึ้นเมื่อไร? มีอาการบ่งบอกอย่างไร?

ฟันคู่แรกของลูกน้อยจะขึ้นเมื่อลูกอายุได้ 6-7 เดือน เป็นช่วงที่ลูกเริ่มทานอาหารเสริมนั้นเอง หลังจากที่ลูกกินน้ำซุปหรือนมเข้าไปควรใช้น้ำอุ่นเช็ดในปากลูกให้สะอาด หลังจากนั้นฟันน้ำนมของลูกจะขึ้นครบ 20 ซี่ ภายในอายุ 3 ปี ค่ะ

เมื่อมีฟันขึ้นเด็กจะไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่จะมีอาการคันเหงือก อยากกัดนู้นกันนี่ น้ำลายไหล เด็กบางคนอาจจะร้องไห้นานเป็นสัปดาห์

ฟันน้ำนมของลูกสำคัญมาก เพราะจะขึ้นเป็นแนวนำร่องให้ฟันแท้ขึ้นแทนในตำแหน่งที่ถูกต้อง ถ้าฟันน้ำนมผุแล้วไปเบียดฟันด้านข้างก็จะทำให้ฟันโย้พอฟันแท้ขึ้นมาก็จะโย้ตามฟันน้ำนมที่หลุดออกไป

ถ้าลูกอายุได้ประมาณขวบเศษ ฟันกราม 4 ซี่จะขึ้นอาจทำให้ลูกร้องไห้โยเยและเบื่ออาหาร อาจจะร้องไห้ในตอนกลางคืน ให้เตรียมน้ำหรือนมไว้อย่างละ 1 ขวด แต่ถ้าลูกไม่ร้องขอกินอะไรก็ไม่ต้องให้กินค่ะ เปลียนเป็นชวนลูกคุยนะคะ ปล่อยไปเงียบ ๆ เดี๋ยวลูกก็จะนอนหลับไปเองค่ะ

ฟันแท้ของลูกจะขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 ปี ฟันแท้คู่แรกคือฟันกรามที่อยู่ลึกกว่าฟันกรามของฟันน้ำนม มักจะขึ้นโดยรออยู่ด้านล่างของเหงือก ถ้าฟันน้ำนมคู่หน้าเริ่มโยก ให้โยกให้หลุดเพื่อฟันแท้จะได้ขึ้นมาสะดวก ฟันแท้จะขึ้นมาครบทุกซี ตอนอายุประมาณ 12-15 ปี เมื่ออายุ 18 ปี จะมีฟันกรามซี่สุดท้ายขึ้นเราเรียกว่า ฟันแห่งความฉลาด บางคนอาจจะขึ้นช้าหรือไม่ขึ้นเลยแต่จะคุดอยู่ในเหงือก ทำให้เหงือกบวมอักเสบได้

สิ่งที่คุณแม่ต้องดูแลเมื่อลูกน้อยฟันขึ้นแล้ว คือ เรื่องการกินอาหารที่ทำมาจากแป้ง ทั้งหลาย จะเหนียวและเกาะติดกับฟันอยู่นานยิ่งทำให้ฟันผุง่ายและมากขึ้นด้วย เด็กที่ชอบกินพวกของหวานจะเสี่ยงมีฟันผุมาก เพราะฉะนั้นคุณแม่ต้องคอยดูแลนะคะ หลังจากกินอาหารเข้าไปแล้วควรจะให้ลูกดื่มน้ำและบ้วนปากตามทุกครั้งค่ะ

ข้อมูลจาก https://www.rakluke.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
#วิกอินเดีย #สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด #แก้อาการหวัด #คัดจมูก #น้ำมูกไหล

ลูกหลับยาก ไม่ยอมนอน หาสาเหตุให้เจอและแก้ให้ตรงจุดโดย Editor -1465ลูกนอนยากสำหรับคุณแม่ที่กำลังเจอกับปัญหา ลูกหลับยาก แล...
22/12/2022

ลูกหลับยาก ไม่ยอมนอน หาสาเหตุให้เจอและแก้ให้ตรงจุด
โดย Editor -1465
ลูกนอนยาก

สำหรับคุณแม่ที่กำลังเจอกับปัญหา ลูกหลับยาก และไม่รู้จะรับมืออย่างไรดี วันนี้เราจะพาคุณแม่ไปหาสาเหตุที่ทำให้ลูกนอนหลับยาก พร้อมวิธีการแก้ไขแบบง่ายๆ ที่ทำแล้วได้ผลจริง ใครที่ลูกไม่ยอมนอน นอนยาก ต้องมาดูกันเลย

ลูกหลับยาก เกิดจากอะไร
สาเหตุลูกนอนหลับยาก หรือนอนแล้วตื่นบ่อย มีด้วยกันหลายสาเหตุ ซึ่งสามารถแบ่งได้ เป็นข้อๆ ดังนี้

1.ลูกน้อยกินนมบ่อยครั้งเกินไป

การที่ลูกหลับยาก สาเหตุส่วนหนึ่งมักเกิดจากการที่คุณแม่ป้อนนมลูกบ่อยจนเกินไป เพราะธรรมชาติของลูกน้อยมักจะใช้ปากเป็นสื่อในการแสดงออกถึงความต้องการของตัวเอง ซึ่งลูกน้อยจะร้องไห้และแสดงอาการอยากดูดทุกครั้งไม่ว่าจะมีความรู้สึกอิ่ม หิว อากาศหนาวหรือร้อน ลูกน้อยก็มักจะส่งเสียงร้องและอ้าปากพร้อมจะดูด หากตอนกลางวันคุณแม่ให้นมลูกน้อยทุก 1- 2 ชั่วโมง หรือให้นมทุกครั้งที่ลูกร้องหรือลูกตื่น เพราะคุณแม่เข้าใจว่าลูกน้อยหิวนม จึงป้อนนมให้ลูก ซึ่งโดยธรรมชาติของเด็ก เมื่อมีจุกนมหรือหัวนมแม่เข้ามาสัมผัสในปาก ระบบประสาทจะสั่งให้เกิดการดูด เมื่อลูกดูดคุณแม่ก็คิดว่าลูกหิว

2.กินนมมากเกินไป

ทุกครั้งที่ลูกร้องคุณแม่ต้องดูเวลาว่าลูกหิวหรือไม่ เพราะธรรมชาติของลูกน้อยเมื่อตื่นขึ้นมาจะส่งเสียงร้อง คุณแม่มักคิดว่าลูกหิว จึงป้อนนมให้ลูกทุกครั้ง เมื่อลูกได้รับนมมากเกินความต้องการ ทั้งๆ ที่ไม่ได้หิว ก็จะทำให้ลูกกินนมมากไปจนเกิดอาการร้องไห้เพราะอึดอัด แน่นท้อง และทำให้นอนหลับไม่สนิทหรือไม่ยอมนอน

3.สภาพแวดล้อม

ห้องนอนของลูกน้อยควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คือมีอากาศถ่ายเทดี อากาศไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป หากลูกนอนในห้องที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่ทำให้ลูกน้อยนอนหลับไม่สนิท นอนหลับยาก อุณหภูมิห้องที่เหมาะกับลูกควรอยู่ประมาณที่ 24-26 องศาเซลเซียสและควรเป็นห้องนอนที่เงียบสงบ ไม่ควรมีเสียงดังรบกวน

4.ลูกไม่สบาย

อาการที่ทำให้ลูกหลับยากอาจจะจากสาเหตุอาการป่วยของลูกก็ได้การมีอาการหวัด ปวดท้องโคลิก อึดอัดไม่สบายท้อง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกนอนยากอีกทั้งยังทำให้ มีการตื่นมาร้องกวนได้อีกด้วย

5.ลูกแพ้นม

อาการที่ลูกหลับยาก อาจเกิดจากการที่ลูกมีอาการแพ้นมได้ ซึ่งในเด็กที่กินนมแม่เพียงอย่างเดียวก็อาจเกิดจากการแพ้อาหารที่คุณแม่กินเข้าไป ซึ่งสามารถส่งผ่านทางน้ำนมได้ อาหารที่คุณแม่กินแล้วอาจทำให้ลูกแพ้ได้เช่นนมวัว อาหารทะเล ชีส และถั่ว สำหรับลูกน้อยที่กินนมผงก็อาจจะเกิดจากการแพ้โปรตีนในนมวัวจนทำให้เกิดอาการแน่นจมูกหายใจไม่สะดวก หรือหายใจมีเสียงดังครืดคราด เนื่องจากเกิดการบวมของจมูก จึงรบกวนการนอนของลูกได้ และทำให้ลูกหลับยาก

วิธีแก้ไขเมื่อลูกหลับยาก
สำหรับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแล้วนอนหลับยากจะต้องทำอย่างไรบ้าง

ให้พยายามกำหนดลูกในการเข้านอนให้เป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ จะได้ฝึกการเข้านอนและเวลาตื่นของลูกให้เป็นเวลาที่สม่ำเสมอทุกวัน
ก่อนนอนควรฝึกให้ลูกมีการทำจิตใจให้สงบ หรือผ่อนคลายก่อนนอน โดยคุณแม่อาจจะเปิดเพลงคลาสสิคให้ลูกฟัง จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น
ควรฝึกให้ลูกรู้จักกลางวันและกลางคืนอย่างชัดเจนเมื่อตอนกลางวันควรนำลูกออกไปเดินเล่นให้ลูกได้เห็นแสงตะวันหรือสัมผัสกับธรรมชาติโดยรอบบ้าง ส่วนตอนกลางคืนก็ควรทำบรรยากาศให้เงียบสงบเหมาะกับการนอน
ก่อนกล่อมลูกนอนให้เปิดไฟสลัวๆ ทิ้งไว้เมื่อจะเข้านอนควรจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมแก่การนอน โดยให้เปิดโคมไฟแสงอ่อนๆ ลูกจะรู้สึกปลอดภัย และหลับสนิทดี ในห้องนอนลูกไม่ควรเปิดโทรทัศน์ หรือเล่นโทรศัพท์มือถือขณะที่ลูกหลับ
อุณหภูมิในห้องมีส่วนทำให้ลูกตื่นขึ้นมากลางดึกได้ง่ายห้องนอนที่มีอากาศร้อนอบอ้าว จะทำให้ลูกร้อนและเหงื่อออกง่าย จนทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายตัว และตื่นขึ้นมากลางดึก บางรายก็จะร้องงอแง ส่วนบ้านไหนที่ห้องนอนเปิดแอร์อากาศเย็นเกิน ก็อาจทำให้ลูกไม่สบายตัวและลูกนอนยากได้เช่นกัน
หลีกเลี่ยงกิจกรรมก่อนนอนที่ตื่นเต้นเกินไปก่อนนอนควรงดการเล่นรุนแรง การเล่นนิทานที่ตื่นเต้นน่าหวาดกลัวให้ลูกฟัง
ให้ลูกดูดจุกปลอมก่อนนอนสำหรับลูกน้อยที่ติดจุกดูด การที่ให้ลูกดูดจุกก็จะช่วยให้ลูกนอนหลับได้ดีเช่นกัน เมื่อลูกหลับสนิทดีแล้วค่อยดึงออก
หลีกเลี่ยงการให้ลูกทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอาหารที่ทำให้ลูกหลับยาก เช่นน้ำอัดลม กาแฟ น้ำชา ช็อกโกแลต ควรเลี่ยงในการนำมาให้ลูกกิน
อย่าให้ลูกนอนกลางวันมากนัก โดยเฉพาะช่วงเย็นๆการให้ลูกนอนกลางวันหากลูกนอนนานหลายชั่วโมงควรปลุกลูก ไม่ควรให้นอนหลับไปจนถึงช่วงเย็น เพราะจะทำให้ลูกหลับยากในตอนกลางคืน
เสื้อผ้าที่ลูกใส่ควรใส่สบาย ก่อนเข้านอน คุณแม่ควรจัดชุดนอนที่สวมใส่สบายให้ลูกน้อย ด้วยเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าโปร่งสบาย ไม่อึดอัด
หากคุณแม่ที่มีลูกน้อยนอนหลับยาก ลองทำตามวิธีที่แนะนำทั้งหมดนี้ดู บางทีอาการลูกนอนยากจะสามารถแก้ไขไม่ยากนัก เพียงแต่อาจจะต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างให้ดีขึ้นๆ และเมื่อทำจนเกิดความเคยชินอาการนอนหลับยากของลูกก็สามารถหายไปได้

ข้อมูลจาก https://www.rakluke.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
#วิกอินเดีย #สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด #แก้อาการหวัด #คัดจมูก #น้ำมูกไหล

6 เรื่องที่ไม่ควรทำเมื่อไปเยี่ยมเด็กแรกเกิดและแม่หลังคลอดเยี่ยมหลังคลอด-เยี่ยมเด็กแรกเกิดไม่ว่าญาติ พี่น้อง หรือ เพื่อนเ...
08/12/2022

6 เรื่องที่ไม่ควรทำเมื่อไปเยี่ยมเด็กแรกเกิดและแม่หลังคลอด
เยี่ยมหลังคลอด-เยี่ยมเด็กแรกเกิด
ไม่ว่าญาติ พี่น้อง หรือ เพื่อนเพิ่งคลอดลูกแล้วเราอยากไปแสดงความยินดีรับขวัญทารกแรกเกิดแค่ไหน ก็ยังมีข้อห้ามที่ไม่ควรทำอยู่นะคะ เพราะทารกแรกเกิดและคุณแม่หลังคลอดยังอยู่ในช่วงที่บอบบางและต้องระวังอย่างมาก ดังนั้นเมื่อจะไปเยี่ยมเบบี๋ตัวจิ๋ว และให้กำลังใจคุณแม่หลังคลอด นี่คือ 6 เรื่องที่ผู้ไปเยี่ยมทารกแรกเกิด "ห้ามทำเด็ดขาด"

1.ห้ามสัมผัสทารกแรกเกิดหากยังไม่ล้างมือให้สะอาด
เพราะเด็กแรกเกิดนั้นมีความเสี่ยงสูงมากต่อการติดเชื้อทุกชนิด ดังนั้นต้องล้างมือทุกครั้งก่อนสัมผัสเด็ก รวมถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่ต้องไม่สกปรก หากมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลแนะนำขอเสื้อคลุมได้เพื่อความสะอาดและปลอดภัย

2.ห้ามหอมแก้ม จูบปาก เด็กแรกเกิด
สิ่งนี้ห้ามทำเด็ดขาดเพราะสกปรกและทำให้ติดเชื้อได้ง่ายมาก และแม้ไม่ใช่เด็กแรกเกิดก็ไม่ควรจะไปหอมแก้มลูกใครโดยพลการ ทางที่ดีไม่หอมแก้มลูกคนอื่นจะดีกว่าไม่ว่าจะสนิทแค่ไหนก็ตาม หากเป็นสมาชิกในครอบครัวควรให้ผ่านสามเดือนแรกไปก่อน

3.ห้ามมาเยี่ยมเด็กแรกเกิดหากเป็นไข้ เจ็บป่วยอยู่
เนื่องจากทารกแรกเกิดยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เสี่ยงติดเชื้อโรคได้ง่าย ดังนั้นห้ามไปแพร่เชื้อเด็ดขาด รอให้หายป่วยดีก่อนจึงไปเยี่ยมที่บ้านและใส่หน้ากากอนามัยไปด้วย

4.อย่าพูดหรือวิจารณ์อะไรที่ไม่น่ารัก
เพราะแม่หลังคลอดเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าอยู่แล้ว ดังนั้นอะไรก็สามารถเก็บมาคิดได้ โดยเฉพาะเรื่องหน้าตาของลูกหรือนมแม่ พยายามอย่าพูดหากแม่หลังคลอดไม่ได้ถาม ควรพูดเชิงบวกจะดีที่สุด

5.อย่าโพสต์รูปของแม่หลังคลอดและเด็กแรกเกิดหากไม่ได้รับอนุญาต
หากถ่ายรูปกับคุณแม่หลังคลอดย่อมหน้าโทรม ตัวบวม เป็นธรรมดา ควรเก็บไว้ดูกันแค่สองคน หรือก่อนจะโพสรูปอะไรต้องถามคุณแม่ก่อนว่าโพสต์ได้ไหม

6.อย่าเอาความเชื่อแปลกๆ มาบอกคุณแม่หลังคอด
หากได้ยินข่าวลือ หรือได้ฟังเรื่องแปลกๆ มาจากคนโบราณ ที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อ้างอิงอีก ไม่ควรมาพูดให้คุณแม่ได้ยิน เพราะการเลี้ยงลูกนั้นไม่ใช่ง่ายๆ ปล่อยให้คุณพ่อกับคุณแม่และคุณหมอคุยกันเองดีกว่า

แม่หลังคลอดและเด็กแรกเกิดกำลังต้องการการพักผ่อน ความสะอาด ปลอดภัย และกำลังใจสูงมากนะคะ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะไปเยี่ยมเมื่อไหร่ก็ตาม ควรจำไว้ให้แม่นว่า เรากำลังไปให้กำลังใจกับสิ่งที่สวยงามที่สุดในโลกอยู่ค่ะ

ข้อมูลจาก https://www.rakluke.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
#วิกอินเดีย #สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด #แก้อาการหวัด #คัดจมูก #น้ำมูกไหล

ลูกเป็นหวัดหรือภูมิแพ้กันแน่ แตกต่างกันอย่างไรหวัด, ภูมิแพ้, เชื้อไวรัส, จมูกอักเสบ, แพ้อากาศ, แพ้ฝุ่น, น้ำมูกไหล, ไอจาม...
13/10/2022

ลูกเป็นหวัดหรือภูมิแพ้กันแน่ แตกต่างกันอย่างไร
หวัด, ภูมิแพ้, เชื้อไวรัส, จมูกอักเสบ, แพ้อากาศ, แพ้ฝุ่น, น้ำมูกไหล, ไอจาม, จมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส, หวัด, โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้

เป็นหวัดหรือภูมิแพ้กันแน่ แตกต่างกันตรงไหน ?

บางครั้งโรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold) กับโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) อาจมีอาการคล้ายกัน

โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold)
ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหรือมึนศีรษะ คัดจมูก น้ำมูกไหล (ใส หรือขุ่น) สาเหตุที่พบได้บ่อยที่ทำให้ภูมิต้านทานน้อยลง และมีการติดเชื้อไวรัสตามมาได้แก่ เครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดนหรือสัมผัสอากาศที่เย็นมากๆ เช่น ขณะนอนเปิดแอร์ หรือพัดลมเป่าจ่อ ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า หรือไม่ได้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพียงพอ การดื่มหรืออาบน้ำเย็น ตากฝน

หรือสัมผัสกับอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น จากร้อนเป็นเย็น เย็นเป็นร้อน หรือมีคนรอบข้างที่ไม่สบายคอยแพร่เชื้อให้เราทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคได้แก่ rhinovirus, influenza, parainfluenza, adenovirus ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน โดยไม่ต้องรับประทานยาต้านจุลชีพ ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง และเหมาะสม

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ
ทำให้ผู้ป่วยมีอาการจาม คันจมูก น้ำมูกไหลออกมาทางจมูก หรือไหลลงคอ คัดจมูก คันเพดานปากหรือคอ นานมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป อาการดังกล่าว มักจะมีอาการ เป็นๆ (มีเหตุมากระตุ้น)
หายๆ (ไม่มีเหตุมากระตุ้น) เมื่อผู้ป่วยมีอาการ ต้องมีเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการนำมาก่อน เช่น

ความเครียด, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, อารมณ์เศร้า, วิตก, กังวล, เสียใจ
ของฉุน, ฝุ่น, ควัน, อากาศที่เปลี่ยนแปลง

และอาการดังกล่าวจะดีขึ้นเองหลังหมดเหตุดังกล่าว หรือดีขึ้นหลังได้รับประทานยาแก้แพ้ ผู้ป่วยอาจมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ [เช่น โรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้, โรคหืด, โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรคอะโทปี (atopic diseases or atopy)] ในสมัยเด็ก หรือในปัจจุบัน เนื่องจากโรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย นอก จากนั้นผู้ป่วยอาจมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆดัง กล่าว เนื่องจากโรคภูมิแพ้ดังกล่าวมีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้

โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold)
น้ำมูกข้น (อาจจะใสก็ได้)
ตัวร้อน มีไข้ได้
ติดต่อได้
เจ็บคอ หรือ แสบคอ
เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
•สัมผัสเชื้อโรคแล้วต้องใช้เวลาฟักตัวนานกว่าจะเกิดอาการ

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis)
น้ำมูกใส
ไม่ตัวร้อน ไม่มีไข้
ไม่ติดต่อ (อาจติดต่อทางกรรมพันธุ์)
คันคอ
เป็น ๆ หาย ๆ
สัมผัสสารก่อภูมิแพ้แล้วจะเกิดอาการในไม่ช้า

ข้อมูลจาก https://www.rakluke.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
#วิกอินเดีย #สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด #แก้อาการหวัด #คัดจมูก #น้ำมูกไหล

รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน

ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

อาการ RSV ในทารกเป็นอย่างไรช่วงแรกอาจคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีไข้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล สำหรับเด็กโตหรือเด็กที่สุขภาพแข็ง...
08/09/2022

อาการ RSV ในทารกเป็นอย่างไร
ช่วงแรกอาจคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีไข้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล สำหรับเด็กโตหรือเด็กที่สุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว มักมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่สำหรับเด็กเล็กต่ำกว่า 2 ขวบ อาจมีอาการลุกลามไปยังหลอดลม และเนื้อปอดได้ ทำให้เกิดหลอดลมใหญ่อักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบ ซึ่งพ่อแม่สามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

มีไข้สูง
ไอแรง
หอบเหนื่อย
หายใจมีเสียงหวีดหรือเสียงครืดคราดในลำคอ
การรักษาอาการ RSV ในทารก
การรักษาอาการ RSV ในทารก หรือเด็กร่างกายที่อ่อนแอมาก ๆ เช่น เด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคหัวใจ โรคปอด และหอบหืดอยู่แล้ว อาจมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว อาจมีอาการหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ หรือหายใจล้มเหลว ต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลทันที และอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจด้วย

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคนี้คุณหมอจะรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาแก้ไอละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม ยาลดไข้ หรือพ่นยา สำหรับเด็กป่วยที่มีอาการเหนื่อย หายใจไม่ค่อยดี และเริ่มมีออกซิเจนในเลือดต่ำลง จะเป็นการรักษาแบบประคับประคอง เช่น ให้สารน้ำทางหลอดเลือด ให้ยาพ่นขยายหลอดลม เคาะปอด ดูดเสมหะ รวมถึงให้ออกซิเจน

แต่หากเด็กมีอาการหนักมาก อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ และต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าอาการจะดีขึ้น

การรักษาโรค RSV จะใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน ซึ่งในช่วง 1-2 วันแรก อาการไม่รุนแรนักง แต่ในช่วงวันที่ 3-5 ของโรคจะมีอาการรุนแรงมากสุด จากนั้นจะค่อยทุเลาลง

การป้องกันโรค RSV ในทารก
หมั่นล้างมือบ่อย ๆ แล้ว
บ้านที่มีเด็กป่วยควรแยกเด็กออกจากเด็กปกติเพื่อป้องกันการไอจามแพร่เชื้อให้กับผู้คนที่อยู่รอบข้าง
ถ้าลูกเริ่มเข้าเนิร์สเซอรีหรือโรงเรียน พ่อแม่ควรให้ลูกหยุดเรียนอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์จนกว่าจะหายเป็นปกติ
ทำความสะอาดบ้านและของเล่นลูกเป็นประจำ
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เด็กทารกที่สูดดมควันบุหรี่เข้าไปมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส RSV และพบอาการที่รุนแรงได้มากกว่าเด็กที่ไม่ได้สูดดมควันบุหรี่
RSV เป็นโรคที่มีอาการคล้ายไข้หวัด พ่อแม่อย่าประมาทเด็ดขาด เพราะเด็กป่วยทีนอกจากความไม่สบายตัวแล้ว การรักษายังแพงแสนแพงอีกด้วย

อ้างอิง : สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

ข้อมูลจาก https://www.rakluke.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
#วิกอินเดีย #สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด #แก้อาการหวัด #คัดจมูก #น้ำมูกไหล

ส่องดูด่วน! เป็ดเหลืองของเล่นลูกแสนน่ารัก แต่แฝงไปด้วยเชื้อโรคมากมาย ส่องดูด่วน! เป็ดเหลืองของเล่นลูกแสนน่ารัก แต่แฝงไปด...
21/08/2022

ส่องดูด่วน! เป็ดเหลืองของเล่นลูกแสนน่ารัก แต่แฝงไปด้วยเชื้อโรคมากมาย

ส่องดูด่วน! เป็ดเหลืองของเล่นลูกแสนน่ารัก แต่แฝงไปด้วยเชื้อโรคมากมาย
คุณพ่อคุณแม่อ่านด่วนๆ ค่ะ นักชีวเคมี สถาบันวิจัยน้ำแห่งสวิตเซอร์แลนด์ Eawag ได้ศึกษาและพบว่า 'เป็ดเหลือง' ที่พ่อกับแม่ชอบซื้อให้ลูกเล่นขณะอาบน้ำนั้น มีเชื้อโรคเยอะมากทั้งแบคทีเรียและเชื้อรา ดังนั้นต้องดูแลทำความสะอาดดีๆ ก่อนจะให้ลูกเล่นแล้วค่ะ

จากการทดสอบพบว่า วัตถุดิบที่ใช้ผลิตเป็ดเหลืองจะทำปฎิกิริยากับน้ำประปา และผลิตคาร์บอนที่เป็นอาหารของแบคทีเรียและเชื้อราออกมา โดยได้นำเป็ดเหลืองที่ผ่านการใช้งานแล้ว 11 สัปดาห์ มาทดสอบด้วยการผ่าดูด้านใน พบแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิดปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ การทดสอบเป็ดเหลืองแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1. เป็ดเหลืองที่แช่อยู่ในน้ำประปาสะอาด
2. เป็ดเหลืองที่แช่อยู่ในน้ำประปาปนเปื้อน เช่น มีสบู่ แชมพู หรือสารคัดหลั่งจากร่างกาย

พบว่าเป็ดเหลืองที่แช่อยู่ในน้ำประปาสะอาดมีแบคทีเรียหรือเชื้อราแพร่กระจายในตัวเป็ดน้อยกว่า แต่ก็ไม่ได้สะอาด 100% และแบคทีเรียและเชื้อราที่พบเป็นตัวการก่อโรคหรืออาจทำให้เกิดการติดเชื้ออักเสบได้ ซึ่งถ้าเด็กสัมผัสถูกแบคทีเรียหรือเชื้อราในปริมาณน้อย ก็จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้ แต่ในกรณีที่เด็กเล่นเป็ดเหลืองด้วยการฉีดน้ำซึ่งอยู่ด้านในใส่ใบหน้าหรือดวงตาก็อาจทำให้เกิดการอักเสบได้

เห็นเป็ดน้อยน่ารักแบบนี้ เชื้อโรคไม่ธรรมดาเลยนะคะ ระวังอย่าให่ลูกฉีดน้ำในตัวเป็ดเข้าหน้า และหมั่นทำความสะอาดและส่องดูข้างในของเป็ดด้วยนะคะ

ข้อมูลจาก https://www.rakluke.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
#วิกอินเดีย #สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด #แก้อาการหวัด #คัดจมูก #น้ำมูกไหล

มือเท้าปาก มันกลับมาแล้วกรมควบคุมโรคเตือนเฝ้าระวังโรคมือเท้าปากตั้งแต่ต้นปี เฉพาะเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2565 พบเด็กป่ว...
12/07/2022

มือเท้าปาก มันกลับมาแล้ว
กรมควบคุมโรคเตือนเฝ้าระวังโรคมือเท้าปากตั้งแต่ต้นปี เฉพาะเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2565 พบเด็กป่วยแล้ว 200 กว่าราย ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 20 มิถุนายน 2565 พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก 411 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบสูงสุดคือกลุ่มเด็ก 0 - 4 ปี จำนวน 373 ราย
โรคมือเท้าปากเป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็กวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ส่วนช่วงที่มีการระบาดหนักมักเป็นช่วงหน้าฝน แหล่งแพร่ระบาดคือโรงเรียนและสถานเลี้ยงเด็ก
สาเหตุของโรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัสที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ ที่พบบ่อยที่สุดคือไวรัสค็อกซากี (Coxsackie) แต่เมื่อไรก็ตามที่เด็ก ๆ ได้รับเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus) หรือ อีวี 71 ยิ่งถ้าเป็นเด็กต่ำกว่า 2 ขวบ ความรุนแรงของโรคจะมีมากขึ้นจนอาจเสียชีวิตได้
โรคมือเท้าปากนั้นติดต่อกันง่ายมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม
#ทางตรง ผ่านการสัมผัสน้ำมูกน้ำลาย สารคัดหลั่งรวมถึงอุจจาระของผู้ป่วยที่มีเชื้ออยู่
#ทางอ้อม จากการสัมผัสของเล่น ของใช้ น้ำ อาหาร ที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่
สังเกตอย่างไรว่าลูกเป็นมือเท้าปาก
#อาการทั่วไปที่ไม่รุนแรง
• มีไข้
• เจ็บปาก น้ำลายไหล
• กินอาหารได้น้อยเนื่องจากมีแผลที่กระพุ้งแก้มและเพดานปาก
• มีผื่นเป็นจุดแดงหรือตุ่มน้ำใสที่บริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า รอบก้นและอวัยวะเพศ อาจมีผื่นตามลำตัว แขนและขา

โรคมือเท้าปากที่ไม่รุนแรงมักมีอาการประมาณ 2-3 วัน และจะหายดีภายใน 1 สัปดาห์ พ่อแม่อาจต้องระวังภาวะขาดน้ำ เนื่องจากช่วงที่ป่วยลูกจะมีแผลในปาก ทำให้กินข้าวและดื่มน้ำได้น้อย
#อาการรุนแรงที่เกิดจากเชื้ออีวี71
• มีไข้สูง ซึม อ่อนแรง
• อาเจียนมาก
• มือสั่น เดินเซ
• หายใจหอบ
• ชัก

เมื่อลูกมีอาการเหล่านี้ให้รีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะหากปล่อยไว้นานอาจมีอาการสมองอักเสบร่วมกับระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว ทำให้เสียชีวิตได้
การป้องกันมือเท้าปาก
1⃣ ล้างมือบ่อย ๆ ในเด็กเล็กที่ยังดูแลตนเองไม่ได้พ่อ แม่ ครู พี่เลี้ยงควรช่วยเด็กล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย ส่วนเด็กโต พ่อแม่ควรสอนให้ลูกล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังกินข้าว ล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำและหลังหยิบจับของเล่นของใช้ที่ใช้ร่วมกับคนอื่น
2⃣ หมั่นทำความสะอาดของเล่นของใช้ และบริเวณที่เด็กอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะโรงเรียนหรือห้องเรียน ควรใช้น้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดทุกวัน เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปยังเด็กคนอื่น
3⃣ ดูแลอาหารและน้ำดื่มของเด็ก ๆ ให้ถูกสุขอนามัย
4⃣ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในที่ที่มีคนแออัดในช่วงที่มีการระบาด
5⃣ เมื่อมีเด็กป่วย ควรแจ้งโรงเรียนและให้ลาหยุดเพื่อรักษาอาการและป้องกันการแพร่เชื้อสู่เด็กคนอื่น

ข้อมูลจาก https://www.rakluke.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
#วิกอินเดีย #สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด #แก้อาการหวัด #คัดจมูก #น้ำมูกไหล

รวมเทคนิค-ข้อระวังเมื่อต้องเลี้ยงลูกในห้องแอร์ลูกนอนแอร์- ลูกเล็กนอนในห้องแอร์- โรคภัยไข้เจ็บ- พ่อแม่ต้องรู้ก่อนให้ลูกนอ...
25/06/2022

รวมเทคนิค-ข้อระวังเมื่อต้องเลี้ยงลูกในห้องแอร์
ลูกนอนแอร์- ลูกเล็กนอนในห้องแอร์- โรคภัยไข้เจ็บ- พ่อแม่ต้องรู้ก่อนให้ลูกนอนห้องแอร์
รวมเทคนิค-ข้อระวังเมื่อต้องเลี้ยงลูกในห้องแอร์
อากาศร้อนแบบนี้จะไม่ให้ลูกเล็กนอนในห้องแอร์ก็คงยาก เพราะเมื่อเขาไม่สบายตัวก็ส่งผลให้หลับยาก รักลูกจึงมีวิธีรับมือเมื่อลูกต้องนอนห้องแอร์มาฝากค่ะ

เทคนิคเปิดแอร์ในห้องลูกเล็ก
1.ปรับอุณหภูมิให้ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป ที่ประมาณ 25-27 องศาเซลเซียส

2.ตั้งปรับพัดลมของแอร์ให้เป็นระบบ Auto Swing และตั้ง Sleep โหมด เพื่อทำให้อุณหภูมิในห้องกระจายความเย็นทั่วห้อง

3.หลีกเลี่ยงการเปิดแอร์ในตอนเช้าและตอนกลางคืน เพราะอากาศค่อนข้างเย็นอยู่แล้ว

4.ปรับที่นอนของลูกไม่ให้อยู่ในระดับทางลมแอร์พัดโดยตรง เพราะเมื่อลมแอร์ตกลงที่ศีรษะเด็กอย่างจัง อาจทำให้เจ้าตัวเล็กไม่สบายได้

5.เปิดห้องให้อากาศบริสุทธิ์ภายนอกไหลเวียนเข้ามาบ้าง อย่างน้อยวันละ 3-4 ชั่วโมงขึ้นไป รวมทั้งเปิดม่านให้แดดส่องเพื่อฆ่าเชื้อโรคในห้อง

6.ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเฟอร์นิเจอร์ให้ปราศจากฝุ่นดีกว่าการปัดฝุ่น เพราะการปัดจะทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายยิ่งขึ้น


ข้อควรระวังเมื่อต้องเลี้ยงลูกในห้องแอร์
อย่าปรับแอร์จ่อไปที่ลูกโดยตรง และพยายามให้ห่างจากที่นอนของเจ้าตัวเล็กด้วย โดยคุณแม่ต้องเตรียมผ้าห่มเพื่อปิดบริเวณท้อง หน้าอก ข้อต่อ เพื่อให้ลมความเย็นจากเครื่องปรับอากาศถูกส่วนอื่น
อย่าพาลูกเข้าห้องแอร์ทันทีหลังอาบน้ำเสร็จ หรือพาลูกเดินเข้าออกระหว่างห้องแอร์กับอากาศภายนอกบ่อยๆ เพราะจะทำให้ร่างกายของลูกปรับอุณหภูมิไม่ทันจนไม่สบายได้
ควรล้างแอร์และแผ่นกรองอากาศเป็นประจำ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เปิดหน้าต่างให้อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวกและไม่ควรเลี้ยงลูกในห้องแอร์ตลอดเวลาให้เขาได้ออกไปสัมผัสอากาศทำธรรมชาติด้านนอกบ้าง
คุณแม่ไม่ควรใส่เสื้อผ้าหนาจนเกินไปให้ลูก แม้จะอยู่ในห้องแอร์ เพราะบ้านเราก็ไม่ใช่เมืองหนาว ใส่ผ้าฝ้ายธรรมดาระบายอากาศได้ดี จะทำให้เจ้าหนูสบายตัวมากกว่า

สิ่งที่ควรเตรียมเมื่อลูกต้องนอนในห้องแอร์
ผ้าห่อแบบไม่ต้องหนาจนเกินไป น้ำ 1 แก้ว (เพื่อไม่ให้อากาศในห้องแห้งจนเกินไป) เมื่อต้องพาลูกออกไปด้านนอกคุณแม่ควรนำเสื้อคลุมบางๆ ติดไปด้วย

หากคุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติตามคำแนะนำรับรองว่าเจ้าตัวเล็กจะสุขภาพดีแม้ต้องเลี้ยงในห้องแอร์ค่ะ

ข้อมูลจาก https://www.rakluke.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
#วิกอินเดีย #สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด #แก้อาการหวัด #คัดจมูก #น้ำมูกไหล

ภาวะ​ตัว​เหลือง​ในเด็กแรกเกิด​  สิ่งที่ช่วยให้ลูก​ดีขึ้น​คือ #นมแม่
18/06/2022

ภาวะ​ตัว​เหลือง​ในเด็กแรกเกิด​ สิ่งที่ช่วยให้ลูก​ดีขึ้น​คือ #นมแม่

RSV ไวรัสตัวร้าย ป้องกันได้ถ้าไม่อยากให้ลูกป่วยไวรัส RSV, หวัด, เด็ก, ไวรัสอาร์เอสวี, Respiratory Syncytial virus, ไข้หว...
16/06/2022

RSV ไวรัสตัวร้าย ป้องกันได้ถ้าไม่อยากให้ลูกป่วย
ไวรัส RSV, หวัด, เด็ก, ไวรัสอาร์เอสวี, Respiratory Syncytial virus, ไข้หวัด, โรคหวัด, อาหารหวัด, เป็นไข้, ลูกเป็นไข้, ไข้สูง, อาการหวัด, ตัวร้อน ลูกตัวร้อน

สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ ลูกคือแก้วตาดวงใจ เมื่อลูกมีอาการไม่สบายแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้กังวลใจ คิดไปต่างๆ นานา แต่ถ้าเราทำความรู้จักและเข้าใจโรคให้มากขึ้น รู้อาการ รู้แนวทางป้องกันรักษา ก็น่าจะทำให้คลายความกังวลลงได้

“RSV” ไวรัสตัวร้าย ป้องกันได้ถ้าไม่อยากให้ลูกป่วย

บทความตอนนี้ พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา โรงพยาบาลนวเวช จึงได้นำความรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ ที่มักเกิดกับเด็กเล็กมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้รู้จัก ซึ่งหลายคนก็อาจสับสนระหว่าง RSV ไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดธรรมดา คุณหมอก็เลยมีข้อมูลมาให้เปรียบเทียบด้วยว่าแต่ละโรคมีความแตกต่างกันอย่างไร

RSV (Respiratory Syncytial Virus) เชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจในเด็ก เชื้อไวรัส RSV สามารถติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย ผ่านการไอ จาม และสัมผัสกันโดยตรง

อาการ
• อาการเริ่มแรกเหมือนไข้หวัดทั่วไป คือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล ซึ่งในรายที่มีอาการเล็กน้อย ของทางเดินหายใจส่วนต้น สามารถหายได้เองภายใน 5-7 วัน

• เด็กบางคนมีอาการมากกว่าไข้หวัด คือ อาการไปถึงทางเดินหายใจส่วนล่าง จะมีอาการไอแบบมีเสมหะร่วมด้วย ไอมากจนอาเจียน อาจมีหายใจเร็ว แรง หายใจลำบาก หรือหายใจแบบมีเสียงวี๊ด (wheezing) ได้ในรายที่มีอาการหนัก การรักษา • การรักษาอาการทั่วไป ให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำ ให้ออกซิเจน ล้างจมูก ไปจนถึงช่วยดูดระบายเสมหะในกรณีที่น้ำมูกหรือเสมหะอุดตันมาก

• การรักษาแบบเฉพาะที่ พ่นยาขยายหลอดลม พ่นน้ำเกลือเข้มข้นชนิดพิเศษ เพื่อลดภาวะหลอดลมเกร็ง หายใจมีเสียงวี๊ด

• การใช้ยา Montelukast มีส่วนช่วยในการลดความรุนแรงในช่วงแรกของการหายใจหอบเหนื่อยแบบมีเสียงวี๊ด และให้ใช้ยาต่อเนื่องเพื่อลดการกลับเป็นซ้ำของโรค

การป้องกัน
ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ดังนั้นจึงเน้นการป้องกันโดยการเพิ่มภูมิต้านทานธรรมชาติ โดยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด
ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง และล้างมือบ่อย ๆ
ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ต่างกับไข้หวัดธรรมดาอย่างไร?
อาการระยะเริ่มคล้ายกันมาก แต่ไข้หวัดใหญ่นั้นอาการรุนแรงกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีไข้สูง(39-40 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ ไอมาก อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ ไข้หวัดใหญ่ยังติดต่อกันได้ง่ายมาก จากการหายใจเอาเชื้อที่กระจายอยู่ในละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการอยู่ใกล้ชิด สัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนกับผู้ป่วย และนำเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สำคัญอย่างไร
ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและการเสียชีวิต สำหรับบุคคลกลุ่มเสี่ยง
ลดอัตราการลาป่วยและการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาล
ลดอัตราการขาดงาน ขาดโรงเรียน หรือรบกวนแผนการเดินทาง
ลดการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ต่อสมาชิกในครอบครัว เพื่อน หรือผู้ร่วมงานต่าง ๆ

โรคระบบทางเดินหายใจที่มีอาการใกล้เคียงกัน
โรคระบบทางเดินหายใจ อาการ ระยะเวลาหาย
เชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจในเด็ก

(RSV)

มีไข้ไอจามน้ำมูกไหล
ไอแบบมีเสมหะร่วมด้วย
ไอมากจนอาเจียน
อาจมีหายใจเร็ว แรง หายใจลำบาก
หายใจแบบมีเสียงวี๊ด (wheezing)ในรายที่มีอาการหนัก
มักหายได้เองภายใน 5-7วัน
ในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 3 ปีที่มีการติดเชื้อเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างอาจมีเสมหะได้ถึง 2 สัปดาห์
ไข้หวัดธรรมดา

มีไข้ไอจาม น้ำมูกไหล
มักหายได้เองภายใน 3-5 วัน
ไข้หวัดใหญ่

มีไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส
มีไข้ไอจามน้ำมูกไหล
ปวดศีรษะ ไอมาก อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตามร่างกาย
มักหายได้เองภายใน 5-7 วัน
จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสในกลุ่มที่มีความเสี่ยง
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรค RSV หรือมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ เกี่ยวกับเด็ก สามารถขอรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช โทร. 0 2483 9999

ที่มา : https://www.hfocus.org/content/2022/05/25096
ข้อมูลจาก https://www.rakluke.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
#วิกอินเดีย #สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด #แก้อาการหวัด #คัดจมูก #น้ำมูกไหล

ปริมาณ​ที่ลูกค้า​ควรได้รับต่อมื้อ
02/06/2022

ปริมาณ​ที่ลูกค้า​ควรได้รับต่อมื้อ

ที่อยู่

Pa Sang
51120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วิกอินเดีย Relief สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด แก้อาการหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหลผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วิกอินเดีย Relief สติ๊กเกอร์หัวหอมไล่หวัด แก้อาการหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล:

ทางลัด

แชร์