พลอยมาดา มหาเฮง ploymada shop

พลอยมาดา มหาเฮง ploymada shop เครื่องประดับมงคล,ของตกแต่ง,โมเดล,ข?

10/01/2023

#พิธียกอุโบสถ #ยกชะตาชีวิต #แก้ดวงตกต่ำ
#กำหนดการ วันเสาร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.09 น.

#สามารถร่วมบุญได้ที่ 618-023-1249 (ตามกำลังศรัทธา)
#ธนาคาร กรุงไทย
#ชื่อบัญชี วัดเตว็ดใน

โดยทีมงาน The Ghost Secret นำโดย อ.โอเล่ ญาณสัมผัส
EP.116 ตำนานเปรตวัดเตว็ดใน

สอบถามเพิ่มเติม 064-698-8235 พระครูปลัดสารัตน์ (เจ้าอาวาส)

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
26/09/2022

รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

29/07/2022

นอนมากไปอาจเป็น โรคนอนเกิน
เป็นโรคที่หลับเกินพอดี นอนเท่าไรก็ไม่พอ ง่วงนอนตลอดเวลา รวมถึงงีบหลับระหว่างวันหลายครั้ง โรคนี้ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรม ความรู้สึกขี้เกียจ หรือนิสัยส่วนตัว

แต่เกิดจากโรคทางร่างกายหรือจิตใจ จุดสังเกตที่เอาไว้เช็คตัวเองได้เบื้องต้น คือ สิ่งที่เป็นอยู่กระทบชีวิตประจำวันหรือไม่ ถ้าใช่ อาจจะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม

อาการโรคนอนเกิน
1. ง่วงตลอดเวลา
นอนมากกว่า 8 หรือ 10 ชั่วโมงขึ้นไป เสมือนเป็นนักนอน ยิ่งช่วงกลางวันจะมีอาการง่วงแบบรุนแรง ถึงจะงีบหลับก็ไม่รู้สึกสดชื่น

2. ตื่นยาก
ขอเรียกว่า นักดื่มด่ำกับการนอน คือ เสพติดการนอนมากจนตื่นได้ยากในตอนเช้า

3. เฉื่อยชา ไร้ชีวิตชีวา
ด้วยความที่รู้สึกว่าตัวเองนอนไม่พออยู่ตลอด ส่งผลให้ตื่นมาแล้วไม่รู้สึกสดชื่น นอกจากนี้การตื่นแล้วไม่ลุกไปไหน จะยิ่งทำให้เฉื่อย ไร้ชีวิตชีวา

4. กินน้อยแต่อ้วนง่าย
มนุษย์ถูกสร้างมาให้ทำกิจกรรมเพื่อเผาผลาญและนอนเพื่อหยุดพัก แต่ถ้านอนมากเกินไป ถึงแม้จะกินน้อย แต่ไม่ได้ขยับร่างกายเผาผลาญ ทำให้อ้วนง่าย

5. หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล
แน่นอนว่าถ้าเราพักผ่อนไม่พอ ง่วง ส่งผลต่ออารมณ์แน่ๆ อารมณ์เราจะไม่คงที่ มีอะไรเข้ามากระทบก็หงุดหงิดละ เจออะไรนิดหน่อยก็กังวล กระสับกระส่าย

6. สมองช้า ความคิดไม่แล่น ความจำไม่ดี
เวลาง่วงจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ช้าลง ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เพราะไม่ใช่แค่ร่างกายอย่างเดียวที่หมดแรง สมองก็หมดแรงด้วยเช่นกัน

7. พูดจาไม่รู้เรื่อง วกวน มึนงง
เป็นเรื่องของความสามารถการสื่อสาร ยิ่งง่วงมากเท่าไหร่ยิ่งพูดไม่รู้เรื่องเท่านั้น บางทีพูดอะไรออกไปอาจจะจำไม่ได้ด้วย

8. อาการซึมเศร้า
เมื่อพฤติกรรมการอนมากเกินไปสะสมต่อเนื่องและเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้มีสภาวะซึมเศร้าได้

สาเหตุโรคนอนเกิน

1. อดนอน
การอดนอนเป็นระยะที่ยาวนาน อาจจะทำให้เกิดความง่วงและความเหนื่อยล้ามากๆ จนร่างกายต้องการการพักผ่อนแบบไม่รู้จบ

2. นาฬิกาชีวิต
สำหรับผู้ที่ต้องทำงานกะดึก เวลานอนอาจจะปรับเปลี่ยนได้ยาก การต้องใช้ชีวิตในเวลากลางคืนอาจจะส่งผลต่อการนอนและสุขภาพร่างกายได้


ผลกระทบ โรคนอนเกิน

1. กระทบต่อการทำงานและการเข้าสังคม
2. คุณภาพการใช้ชีวิตลดลง
3. มีโอกาสการเกิดอุบัติเหตุสูงขึ้น

การป้องกันและการรักษา โรคนอนเกิน

สุขภาพการนอนที่ดี ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ อาจต้องปรับการใช้ชีวิตเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน

1. รักษาการนอนหลับที่ดี
– นอนให้เป็นเวลามากขึ้น
– รักษาความสบาย ความสะอาด
– ดูเรื่องอากาศ แสงสว่าง เสียงรบกวน

2.รักษาการกินที่ดี
– รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
– หลีกเลี่ยงชา กาแฟ แอลกอฮอลล์

3.ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
– แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจร่างกาย
– จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ในกรณีที่ความเครียดหรือภาวะทางจิตใจอื่น ๆ ส่งผลให้มีพฤติกรรมการนอนเปลี่ยนแปลงไป

อ่านต่อ https://www.alljitblog.com/?p=5184

01/04/2022

อาการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน(nocturia)

โดยปกติคนทั่วไปหลังจากสี่และฉี่ก่อนเข้านอนแล้ว ก็มักจะตื่นขึ้นมาฉี่อีกทีตอนเช้าเลยนะครับหรืออย่างมากก็ไม่ควรตื่นมาฉี่เกิน 1 ครั้ง และถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องตื่นมาฉี่หลาย ๆ ครั้งนี่ก็ทางการแพทย์ก็จะวินิจฉัยว่าเป็นภาวะปัสสาวะบ่อยกลางคืนหรือ nocturia แล้วหละครับ

สาเหตุของการฉี่บ่อยกลางคืน

1.ดื่มน้ำมากเกินไปช่วงใกล้เวลาเข้านอน

อันนี้ตรงไปตรงมาครับ ดื่มเยอะก็ฉี่เยอะ เพราะกลางคืนเหงื่อไม่ออก น้ำที่ดื่มไปมันก็เลยขับออกมาทางฉี่หมดครับ

2.อายุ

ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งฉี่บ่อยมากขึ้นครับ เช่น ในผู้ชายเมื่ออายุมากขึ้นก็จะเกิดภาวะต่อมลูกหมากโตส่งผลให้ฉี่มากขึ้น หรือในผู้หญิงที่อาจฉี่บ่อยมากขึ้นในช่วงวัยทอง เพราะร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินปัสสาวะและกล้ามเนื้อที่ใช้กลั้นฉี่ครับ

3.การใช้ยาบางชนิด

ยาบางชนิดก็อาจทำให้ฉี่บ่อยตอนกลางคืนได้ เช่นยาลดความดันหรือยาขับปัสสาวะบางตัว ซึ่งหากเราตื่นมาฉี่มากไปก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนยาครับ

4.การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

อันนี้มักจะมีอาการแสบร้อนตอนฉี่และฉี่บ่อยตลอดทั้งวัน หรือบางคนมีกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวร่วมด้วยก็ทำให้ฉี่กลางคืนบ่อยได้นะครับ

นอกจากนี้อาการฉี่บ่อยกลางคืน อาจเป็นสัญญาณนำมาของโรคอื่น ๆ เช่นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ โรคหัวใจล้มเหลว โรคเบาหวาน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือการตั้งครรภ์โดยมาจากการที่มดลูกไปกดทับกระเพาะปัสสาวะจึงทำให้ฉี่บ่อยกลางคืนได้ครับ

สรุปภาวะฉี่บ่อยกลางคืนหรือลุกมาฉี่มากกว่า 1-2 ครั้งตอนกลางคืนนี่ พบได้เรื่อย ๆ นะครับและหลาย ๆ ครั้งก็ใช้เป็นอาการเตือนที่นำไปสู่การเจอโรคอื่น ๆ ได้มากมาย หากลูกเพจหมอฉี่บ่อยด้วยจากวัยก็ควรตัดเรื่องตั้งครรภ์ออกไปก่อน และไปพบแพทย์แผนกทางเดินปัสสาวะเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยว่ามีอะไรผิดปกติในตัวหรือไม่หรือสอบถามหมอหล่อในเพจได้นะครับ

ด้วยความปรารถนาดีที่หอจากหมอสาลิกาครับ

03/03/2022

“แพงเกินไป”
ผมเชื่อว่า นี่คือ คำพูด ที่คนทำธุรกิจ หรือ นักขาย ส่วนใหญ่ต้องเจอแทบทุกวัน
เพราะหลายครั้งที่คุณบอกราคาลูกค้าไป มันมักจะดูแพงเกินไปสำหรับลูกค้าเสมอ
แล้วสุดท้ายมันก็มักจะลงเอยด้วยการที่คุณต้องยอมลดราคา ยอมเฉือนกำไรตัวเอง ทุกครั้งไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่รู้ ก็คือ ความจริงแล้วราคาที่คุณเสนอไปตอนแรกนั้น มันก็ไม่ได้แพงไปสำหรับลูกค้าหรอก เพียงแต่คนเรามีสัญชาตญาณอยู่อย่างหนึ่งที่ติดตัวมา นั่นก็คือ ต้องการต่อรองชนะ
ลูกค้าแค่อยากรู้สึกอยากจะเอาชนะคุณก็เท่านั้นเอง
แต่มันมีอยู่ประโยคหนึ่งครับ ที่จะช่วยให้คุณเป็นฝ่ายชนะในการต่อรองราคา และ ทำให้คุณสามารถขายได้ในราคาที่คุณต้องการด้วย
แล้วประโยคที่ว่านั้น คือ อะไร สมองไหลจะเล่าให้ฟัง…
ครั้งหนึ่ง Elmer Wheeler สุดยอดนักขายผู้เขียนหนังสือในตำนานอย่าง Tested Selling และ เสียงย่างเนื้อ ศิลปะการขายแบบไม่ขาย ได้เดินทางไปเที่ยวที่ฮาวานา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของคิวบา
ทันทีที่เขาผ่านด่านตรวจค้นเข้าเมือง เขาก็ถูกพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มใหญ่เข้ามารุมล้อมโดยทันที ถ้าใครเคยนั่งรถทัวร์ไปลงที่สถานีหมอชิต น่าจะนึกภาพออกนะครับว่าการถูกรุมล้อมแบบนี้มันเป็นยังไง
ทันใดนั้น ก็มีพ่อค้าคนหนึ่งเข้ามาขาย “ลูกรัมบ้า” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีสร้างจังหวะชนิดหนึ่งให้กับเขา
เขาจึงลองถามลอยๆ ไปว่า “เท่าไหร่ ?”
พ่อค้าคนนั้นก็ตะโกนกลับมาว่า “ดอลลาร์เดียว”
Elmer Wheeler คิดในใจ ว่าราคามันก็โอเคอยู่นะ เพราะจำได้ว่าที่อเมริกาเขาขายกัน 2 ดอลลาร์
แต่ด้วยความที่เขาอยากจะต่อรองชนะ เขาจึงปั้นหน้าขึงขังใส่ แล้วตอบกลับไปว่า “มันแพงเกินไป !!”
พ่อค้าไม่ได้หงุดหงิด หรือ ชักสีหน้าใส่แม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขาสวนกลับมาทันทีว่า “คุณอยากจ่ายเท่าไหร่ล่ะ”
ทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ เขาคิดในใจว่า มันไม่ได้ดูมีพิษสงอะไร เพราะคนที่เป็นฝ่ายคุมเกม คือ ตัวเขา ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เขาจะตอบกลับไป ต้องเป็นตัวเลขที่น้อยกว่าราคาที่พ่อค้าเสนอมาอยู่แล้ว
เขาจึงตอบกลับไปว่า “50 เซ็นต์” พลางคิดในใจว่า ต้องได้ราคาดีแน่ๆ
พ่อค้าตอบกลับมาว่า “75 เซ็นต์แล้วกัน”
เขาคิดในใจว่าดีลนี้โอเคเลย จึงตัดสินใจซื้อในราคานั้น พร้อมกับเอามือทาบอก ภูมิใจในฝีมือการต่อรองราคาของตัวเอง
แต่ทันทีที่เขาเดินออกจากท่าเรือ เขาก็ไปเจอร้านข้างนอกที่ขายลูกรัมบ้าแบบเดียวกันนี้ในราคา 25 เซ็นต์ !!
ความภูมิใจของเขาที่ต่อราคาจนได้ดีลดีๆ ก็หายไปทันที
บทเรียนในครั้งนี้ สอนเราว่า
เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้าพูดว่า “แพงเกินไป”
อย่าไปโต้เถียงกับเขา แต่ให้ตอบกลับไปว่า “แล้วคุณอยากจะจ่ายเท่าไหร่ล่ะ ?”
คำถามนี้ดูธรรมดา แต่มันทรงพลังมากในการขาย เชื่อไหมว่าทุกครั้งที่ผมใช้คำถามนี้กับลูกค้าที่พยายามต่อรองราคา คำตอบที่ได้กลับมา มักจะเป็นตัวเลขที่สูงกว่าราคาที่ผมตั้งใจจะลดให้ลูกค้าตั้งแต่แรกทุกครั้งเลย
อย่างวันก่อนผมขายชุดคอลลาเจน กับ เซรั่ม ให้กับลูกค้าคนหนึ่งในราคา 3,260 บาท
ซึ่งลูกค้าก็ตอบกลับมาว่า “มันแพงเกินไป ลดให้หน่อยได้ไหม”
ในตอนแรกผมก็มีตัวเลขในใจแล้ว ว่าจะลดให้เหลือสัก 2,800 บาท
แต่ผมก็นึกถึงบทเรียนของ Elmer Wheeler ขึ้นมาได้ จึงพิมพ์แชทตอบกลับไปว่า “แล้วคุณอยากจะจ่ายเท่าไหร่ ?”
ซึ่งลูกค้าก็ตอบกลับมาว่า ขอ 3,100 บาท แล้วกัน
ผมตบโต๊ะดังปั้ง !! แล้วพูดในใจว่า “เสร็จกู”
จากนั้นลูกค้าก็โอนเงินจ่ายให้ผมในราคาที่เซฟกำไรให้ผมได้ตั้ง 300 บาท
นี่แสดงให้เห็นแล้วว่า คำถามนี้ จะช่วยให้คุณมีภาษีดีขึ้นในการเจรจาต่อรอง เพราะมันเป็นคำถามที่ช่วยให้ลูกค้าปิดการขายตัวเขาเอง
ลองดูสิครับ !! เพราะคำถามนี้ มันขายลูกรัมบ้าได้หลายล้านลูกในคิวบามาแล้วนะ
แล้วถ้าคุณอยากจะได้ประโยคเด็ดๆ เอาไว้ใช้ต่อรอง และ กล่อมให้ลูกค้าปิดการขายด้วยตัวเอง
ผมแนะนำให้อ่านหนังสือที่ Elmer Wheeler เขาเขียนเอาไว้ครับ
โดย Elmer Wheeler ได้รวบรวมประโยคเด็ดๆ ที่ถูกทดสอบมาแล้วว่ามันสามารถทำให้คุณเผด็จศึกลูกค้าได้ทุกรูปแบบ เอาไว้ในหนังสือ Tested Selling เดชคัมภีร์ลับ นักขายนอกตำรา และ เสียงย่างเนื้อ ศิลปะการขายแบบไม่ขาย
เพียงแค่คุณหยิบประโยคปิดการขายจาก 2 เล่มนี้ไปใช้ ผมรับรองเลยว่า คุณจะได้กำไรกลับมา มากกว่าราคาหนังสือ 2 เล่มนี้ 10,000 เล่ม รวมกันเสียอีก
หนังสือ Tested selling เดชคัมภีร์ลับ นักขายนอกตำรา ราคา 525 บาท (รวมส่ง)
หนังสือ เสียงย่างเนื้อ ศิลปะการขายแบบไม่ขาย ราคา 645 บาท (รวมส่ง)
แต่ถ้าใครอยากได้แบบ “แพ็คคู่” และ สั่งซื้อเข้ามา 30 คนแรก !!
รับโปรโมชั่นพิเศษไปเลยจากราคาปกติ 1,120 บาท
>>> เหลือเพียง 1,070 บาท เท่านั้น ที่สำคัญ คือ ส่ง Kerry ให้ฟรี !!

21/01/2022

นิสัยสร้างความมั่งคั่ง
นิสัยในการตัดสินใจที่จะร่ำรวย

หลังจาก 5 ปีที่ศึกษานิสัยของเศรษฐี 177 คน เศรษฐีหลายพันล้านที่สร้างตัวจากมือเปล่า ผู้ศึกษาชื่อThomas C Corley สรุปว่า ′′ หนึ่งในสาเหตุที่ทําให้พวกเขา สามารถเปลี่ยนตัวเองจากคนธรรมดาให้กลายเป็นผู้ประสบความสําเร็จที่มีสินทรัพย์หลักพันล้านดอลลาร์คือ ' นิสัยความมั่งคั่ง นิสัยในการตัดสินใจที่จะร่ำรวย "

ที่สําคัญนิสัยทั้งหมดสามารถเปลี่ยนแปลงได้
นี่คือ 13 'นิสัย ร่ำรวย' ของมหาเศรษฐี ที่คุณสามารถเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้

1. อดทนที่จะตื่นเช้า

ในการศึกษาของ Corley กว่าครึ่งหนึ่งของมหาเศรษฐีที่มีปีกของตัวเอง สร้างตัวเองจากมือเปล่า ล้วนตื่นแต่เช้าก่อนเวลาทํางานอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพราะมันได้ช่วยให้พวกเขามีเวลารวบรวมสมาธิ มีเวลาเตรียมตัวสําหรับงานมากขึ้น และมีเวลามากพอในการคิดที่จะสกัดกั้นอารมณ์เชิงลบ หรือความคิดแย่ ๆที่อาจเกิดขึ้น

เมื่อมีการเตรียมพร้อมที่ดี พวกเขาจะเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการตัดสินใจในทุกเรื่อง ความเพียรในการตื่นเช้ายังแสดงเจตจํานงที่มีความยืดหยุ่นและจิตใจที่ระมัดรอบคอบสำหรับการเตรียมพร้อมในการวางแผนประจําวัน

2. ใช้เวลาคิด 15-30 นาที

′′ ความคิดคือความสําเร็จของพวกเขา ′′ - Corley ค้นพบจุดนี้ และบอกว่า คนรวยมักจะนั่งคนเดียวในตอนเช้าคิดอย่างน้อย 15 นาทีในทุกเช้าและทุกวัน พวกเขามักจะคิดอะไรมากมายรวมถึงหน้าที่ การเงิน สุขภาพ และความสัมพันธ์รวมถึงการกุศล

พวกเขาถามตัวเองบ่อยๆ 4 คําถาม:

- ฉันจะหาเงินเพิ่มได้อย่างไร?
- งานของฉันทําให้ฉันมีความสุขหรือไม่?
- เวลาพัฒนาตัวเองของฉันเพียงพอหรือไม่?
- ฉันยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการกุศลใดๆได้อีก? หรือจะช่วยส่งเสริมใครได้บ้าง"

คําถามสําคัญที่สุด 2 ข้อ ที่ทําให้พวกเขาประสบความ
สําเร็จมากขึ้นนั่นคือ ′′ งานที่ทําให้ฉันมีความสุข ′′ หรือไม่? - ตรวจสอบงานที่กําลังทําอยู่นั้นว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อผู้อื่น แล้วไตร่ตรองว่าขัดต่อศีลธรรมหรือไม่ เพราะว่าผลประโยชน์ของเขากับผลประโยชน์ของคนที่เขาร่วมธุรกิจ ต้องไม่ขัดต่อศีลธรรม นั่นคือจิตสํานึก นั่นคืองานที่มอบความสุขที่แท้จริงให้กับตัวเองได้

ประโยคที่ว่า ′′ ฉันสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการกุศลใดๆได้บ้าง?". คือกุญแจสําคัญที่จะรวยอย่างยั่งยืน เพราะยิ่งให้เท่ากับยิ่งได้ พวกเขาเข้าใจรากฐานของความมั่งคั่งว่าล้วนมาจากคุณธรรมและจริยธรรม ดังนั้นพวกเขาจึงปฏิบัติให้อยู่ในความถูกต้อง คนที่สำเร็จยั่งยืนล้วนไม่ใช้ความมั่งคั่งตอบสนองต่อความสุขส่วนตัว

3. อ่านหนังสือบ่อยๆและมาก

คนยิ่งรวย ยิ่งชอบอ่านยิ่งชอบเรียนรู้ และไม่ชอบบันเทิงไร้สาระ Corley บอกว่า ′′ 88 % ของคนรวยอ่านหนังสือขั้นต่ำวันละ อย่างน้อย 30 นาที " และส่วนใหญ่อ่านหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนางาน สร้งสรรค์นวัตกรรม และพัฒนาตนเอง รวมถึงเรื่องจิตวิญญาณเชิงสร้างสรรค์

4. มีความเข้าใจคนอื่น

มหาเศรษฐีเริ่มต้นธุรกิจจากสองมือเปล่า ล้วนยึดมั่นในหลักจารีตและประเพณีทางสังคม รู้จักขอบคุณ จดจําวันสําคัญ (เช่นการครบรอบแต่งงานวันเกิด) ของคนรอบข้าง รู้จักฟัง
มีบุคลิกภาพที่ดี และรู้จักให้เกียรติผู้คน

5. มีเป้าหมายของตัวเอง
′′ การทําตามความฝันและเป้าหมายของตัวเอง ทําให้คุณมีความสุข และความสุขจะนำมาซึ่งความมั่งคั่ง ′′ - Corley บอกไว้

มีหลายคนที่ทําความผิดพลาดใน เพราะเอาแต่ทําตามความฝันของคนอื่นๆ (เช่นทำตามที่พ่อแม่
ต้องการ หรือทำตามค่านิยมของสังคม) คนรวยไม่หยุดที่จะทําเป้าหมายของตัวเองให้สําเร็จ เขามีความอดทนและกระตือรือร้นที่จะทําตามความฝันและเป้าหมายนั้น
การกําหนดความฝันให้กับตัวเองเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้มีพลังไปในทิศทางเดียวไม่ใช่การกระจายความคิดไปกับทุกเรื่อง

6. ความเพียรในการฝึกตนเองเรื่องสุขภาพ

76 % ของคนรวย ออกกำลังกายเกิน 30 นาทีต่อวัน
การเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ได้ดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยเพิ่มเซลล์สมอง การออกกําลังกายยังสามารถเพิ่มกลูโคสในร่างกายได้ กลูโคสเป็นเชื้อเพลิงในสมอง สารอาหารที่สมองได้รับมากขึ้นทำให้สมองจะพัฒนาได้มากขึ้น

7. มีแหล่งรายได้มากมาย

′′ พวกเขามีวิธีการรายได้ที่หลากหลาย ในงานวิจัยบอกว่า 65 % ของคนกลุ่มนี้มีแหล่งรายได้อย่างน้อย 3 แห่ง ".

รายได้เสริมจากค่าเช่าที่ดิน ลงทุนหุ้น รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ฯลฯ

จริงๆแล้วสําหรับการเริ่มต้นจากมือเปล่าด้วยสินทรัพย์เพียงเล็กน้อยก็ยังเป็นอาชีพหล่อเลี้ยงชีวิตได้ เพราะทุกธุรกิจการลงทุนล้วนไม่ต่างจากการเป็นนักเสี่ยงโชคที่ ที่ไม่ว่าการคํานวณจะดีแค่ไหนก็ยังมีปัจจัยที่ไม่คาดคิดเสมอ ′′ การวางแผนทวีคูณมูลค่า ′′ ทำให้พวกเขาจะคิดทุกวิธีที่จะมีรายได้อื่นๆเพิ่มมากขึ้นด้วยการกระจ่ายความเสี่ยง กระจายการลงทุน ที่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาก็ยังสามารถอยู่ได้ ไปต่อได้

8. การเชื่อมโยงกับความสําเร็จอื่นๆ

มีประโยคที่ว่า ′′ ยิ่งมืดสนิทแปลว่าฟ้าใกล้สว่าง ". ผู้มีวุฒิภาวะ คนสำเร็จล้วนมีพลังทางจิตใจ มีพลังบวกที่แข็งแกร่ง สามารถทําให้คนรอบตัวได้รับพลังนั้นด้วย การเกิดความคิดบวก ทำให้มองโลกในแง่ดี มีความกระตือรือร้น การได้เชื่อมโยงกับคนที่มีเป้าหมายชัดเจนที่คิดบวกและมองโลกในแง่ดี... จะช่วยชีวิตคุณได้อย่างแน่นอน และนั่นก็คือ “คน” ที่คนสำเร็จอยากคบค้าสมาคม

10. ไม่ใช่คนที่ชอบเสนอข้อแลกเปลี่ยน

คนที่ประสบความสําเร็จไม่ใช่คนประเภทเร่ขายโปรเจคท์ แต่พวกเขารู้ว่าเขาจะสร้างพลังดึงดูด และดึงดูดคนอื่นเข้ามาได้อย่างไร

มีการเปรียบเทียบที่น่าสนใจ : ผู้ที่แสดงตัวยากที่จะประสบความสําเร็จ เหมือนกับต้นไม้ที่โผล่ยอดสูงกว่าต้นอื่นในป่า ยิ่งสูงยิ่งมีโอกาสโดนลมโดนพายุทําลาย คนที่ประสบความสําเร็จคือคนทั่วไปแต่สร้างเอกลักษณ์ที่น่าสนใจของตนเองได้ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสําหรับผู้คนคือบุคลิกภาพ ความเมตตา การใส่ใจ การคิดแทนผู้อื่น คิดที่จะช่วยเหลือผู้อื่น

11. ทัศนคติของมนุษย์ในเชิงบวก

บางทีคนส่วนใหญ่อาจจะรู้จักความคิดบวกที่สามารถกําหนดความสําเร็จการเปลี่ยนแปลงในชีวิต แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะฝึกฝนมันอย่างสม่ำเสมออย่างถูกต้องและสมบูรณ์ ในคํากล่าวว่า ′′ ผู้นำเกิดจากจิตวิญญาณการเคลื่อนที่ ′′ หมายถึง ′′ จิตวิญญาณนำพาผู้คนไปตามอำนาจการตริตรึก ′′คน จิตใจดี คนคิดบวก สามารถเปลี่ยนสถานการณ์รอบๆตัวที่อาจกำลังแย่ให้ดีขึ้น

ช่วงที่ย่ำแย่ คือโอกาสในการฝึกตน

12. ช่วยให้คนอื่นประสบความสําเร็จ

′′ ช่วยเหลือคนอื่นๆให้ทําตามเป้าหมายและความฝันของเขาได้มากเท่าไหร่ คุณก็จะประสบความสําเร็จมากขึ้นเท่านั้น

13. ค้นหาความคิดเห็นที่สะท้อนออกมา ตั้งใจฟังว่าคนอื่นพูดถึงคุณว่ายังไง

เขารู้สึกอย่างไรเมื่อเจอคุณ เขาพูดถึงคุณอย่างไรเมื่อคุณไม่อยู่ แต่ไม่ต้องบ้าขนาดต้องทำให้ทุกคนภูมิใจในตัวคุณ แค่คุณภูมิใจในตัวเองก็เพียงพอ
งานวิจัย 13 ข้อที่คนรวย 177 เป็น ทำ และมีเหมือนกัน
ถ้าคุณทำ คุณจะเป็นคนที่ 179
เพราะผมกำลังทำเพื่อเป็นคนที่ 178 ครับ

ครัอคพี่มูววว์ ครูวววว์พี่ม้อค สำนักพิมพ์ 7D Book & Digital
เสริฟพลังงานยามเช้า หนึ่งถ้วยกาแฟ
=====================

ท่านที่ต้องการเรียนกับผม ต้องการให้ผมสนับสนุน ตอนนี้ผมมี 3 หลักสูตรครับ
________________________
หลักสูตร วีไอพี 1 สนับสนุนให้มีชื่อบนปกหนังสือระดับเบสต์เซลเลอร์ มีแบรนด์เป็นที่ยอมรับระดับประเทศ ต่อยอดธุรกิจได้
คลิ๊กอ่านรายละเอียด
https://www.facebook.com/806171329443599/posts/3875913882469313/
________________________
หลักสูตร วีไอพี 2 ทำเงินโปรเจ็คท์ละล้าน จากการสร้างและจำหน่ายหนังสือคิวอาร์โค้ตบุ้ค (หลักสูตรออนไลน์ที่อยู่ในหนังสือ) หลักสูตรนี้เหมือนเรียนฟรี
คลิ๊กอ่านรายละเอียด
https://www.facebook.com/806171329443599/posts/3879165918810776/
_________________________
หลักสูตร 3 เรียนผ่านออนไลน์ อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ ดูย้อนหลังได้ตลอดชีวิต
คลิ๊กอ่านรายละเอียด

https://www.facebook.com/806171329443599/posts/3865880566805978/

05/12/2021

สิ่งหนึ่งที่เรามักจะเห็นว่าคนที่ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จนั้นมีเหมือนๆ กัน ก็คือ พวกเขามักเต็มไปด้วย Passion อันแรงกล้า และ เปี่ยมไปด้วยพลังงานอันล้นเหลือ ที่สำคัญ คือ พวกเขาเป็นคนใจสู้ และ ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ
แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว คำว่า “Passion” นั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่า “Passio” ซึ่งแปลว่า “ความเจ็บปวด”
หากเราลองศึกษาประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จให้ลึกลงไปจริงๆ คุณจะพบว่า Passion อันสวยหรูที่เราเห็นในปัจจุบัน หลายครั้งมันมักจะเป็นผลมาจากความเจ็บปวดในอดีตที่ไม่น่าอภิรมณ์นัก
บางคนเจ็บปวดเพราะเคยเห็นพ่อแม่ลำบาก
บางคนเจ็บปวดเพราะเคยต้องกัดก้อนเกลือกิน
บางคนเจ็บปวดเพราะเคยโดนคนรอบข้างดูถูก
แต่สำหรับน้อง สเก็ต ปิยฉัตร บุตรเนียร สาวน้อยมหัศจรรย์ วัยเพียง 21 ปี เธอต้องเจอกับความเจ็บปวด 3 ข้อที่กล่าวมา โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการสูญเสียคุณพ่อซึ่งเป็นเสาหลักไปอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุทางถนนตั้งแต่ตอนอายุ 14 ปี ทำให้รายได้หลักของบ้านนั้นขาดหายไป ทิ้งเอาไว้เพียงหนี้ก้อนใหญ่จากรถยนต์อีก 2 คัน
เธอจึงต้องเห็นคุณแม่เหน็ดเหนื่อยทำงานหนักคนเดียว จากที่เคยมีบ้านอยู่ ก็ต้องไปเช่าบ้านหลังเล็กๆ ริมคลองที่ต้องยัดสิ่งของเครื่องใช้ แม้กระทั่งตู้กับข้าวเอาไว้ในห้องๆ เดียว ส่วนตอนกลางคืนก็ต้องปูผ้านอนบนพื้นห้องนอนเอา
แต่แทนที่เธอจะเอาความเจ็บปวดนั้นมาทำร้ายตัวเอง เธอกลับใช้มันเป็นแรงผลักดันเพื่อถีบตัวเองขึ้นมาจนสามารถปลดหนี้ทั้งหมดให้ครอบครัว ซื้อบ้านหลังใหม่ให้แม่ ออกรถในฝันอย่าง BMW ให้ตัวเอง และ กลายเป็นวัยรุ่นเงินล้านได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ
คำถามคือ เธอทำได้ยังไง ?
ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน น้องสเก็ตได้รับข่าวร้ายที่สุดในชีวิต นั่นคือ คุณพ่อของเธอถูกรถชนจนได้รับกระทบกระเทือนทางศีรษะ ทันทีที่เกิดเหตุทุกคนรีบนำตัวคุณพ่อส่งโรงพยาบาลทันที แต่ด้วยความที่ฐานะทางบ้านไม่ดีนัก จึงทำได้แค่นำตัวคุณพ่อไปรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐ
แต่ก็อย่างที่ทุกคนรู้กันดี นอกจากจะต้องรอคิวนานหลายชั่วโมงแล้ว ทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้ตรวจอะไรเลยนอกจากทำแผลที่ศีรษะแล้วให้กลับบ้าน
แต่หลังจากที่กลับมาบ้านปรากฎว่าคุณพ่อก็ปวดหัวอย่างหนักจนทนไม่ไหว แต่ด้วยความที่ตอนนั้นเวลาตี 2 ซึ่งดึกมากแล้ว ทำให้โรงพยาบาลเดิมไม่มีหมอ จึงจำเป็นต้องกัดฟันนำตัวคุณพ่อไปที่โรงพยาบาลเอกชนแทน
แต่มันก็ช้าเกินไป เพราะพ่อของเธอเสียเลือดมาก แถมยังมีเลือดคั่งในสมอง ทำให้ทนพิษบาดแผลไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องจากไปอย่างกะทันหัน โดยที่ไม่ได้เตรียมใจอะไรไว้เลย แน่นอนว่าถ้าเธอมีเงินมากกว่านี้ พ่อของเธออาจได้รับการรักษาที่ดีกว่านี้และคงไม่จากครอบครัวไปเร็วแบบนี้
โดยของมีค่าเพียงสิ่งเดียว ที่พ่อของเธอทิ้งเอาไว้ให้ ก็คือ “มรดกทางความคิด”
เพราะตอนที่คุณพ่อยังอยู่ หากน้องสเก็ตอยากจะได้อะไร คุณพ่อจะสอนให้รู้จักทำงาน หาเงินไปซื้อด้วยตัวเองอยู่เสมอ มันจึงทำให้เธอไม่อายที่จะทำงานตั้งแต่ยังเด็ก
อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณพ่อจากไป ครอบครัวของเธอก็เหลือเพียงแค่ แม่ และ พี่สาว ซึ่งเป็นผู้หญิงทั้งหมด แถมบ้านเดิมที่ จ.ร้อยเอ็ด ก็อยู่ในซอยเปลี่ยว จึงทำให้คุณลุงเป็นห่วงมากๆ และไม่อยากปล่อยให้อยู่กันตามลำพัง ประกอบกับตัวเธอเองกำลังจะขึ้น ม.4 พอดี
คุณลุงจึงพาทั้งเธอและแม่มาอยู่กรุงเทพฯ โดยคุณลุงได้ขายกิจการร้านกาแฟเล็กๆ ให้คุณแม่ของเธอเพื่อเอาไว้ทำมาหากินเลี้ยงชีพ แล้วก็ไปเช่าบ้านหลังเล็กๆ อยู่ริมคลองซึ่งเป็นห้องสี่เหลี่ยมที่ต้องยัดทุกสิ่งทุกอย่างในห้องเดียวพร้อมกับต้องนอนกันบนพื้นกลางห้อง
น้องสเก็ตเล่าว่า “ตอนนั้นรู้สึกน้อยใจชีวิตตัวเองมากๆ บอกตามตรง คือ ไม่ชอบชีวิตตัวเองเลย ทำไมชีวิตมันถึงได้แย่ลง จากที่เคยนอนบนเตียง ก็ต้องลงมานอนบนพื้น จากที่ชีวิตกำลังจะดีเพราะพ่อกำลังสร้างตัวก็ดันมาแย่ลง”
อย่างไรก็ตาม เธอก็ยังอดทน แล้วช่วยคุณแม่ขายกาแฟในวันหยุดและหลังเลิกเรียน โดยคุณแม่จะให้เงินเล็กๆ น้อยๆ กับน้องสเก็ตเป็นค่าจ้างเพื่อให้เธอเรียนรู้ว่า “ถ้ารู้จักทำงาน ลูกก็จะได้ค่าตอบแทน”
ซึ่งในจังหวะนั้นเองเธอก็เริ่มสังเกตเห็นสีหน้าและแววตาของคุณแม่ที่เปลี่ยนไป เพราะถึงแม้ว่าคุณแม่จะเป็นคนเก็บอาการเก่ง เพราะไม่อยากให้ลูกรู้สึกว่าครอบครัวมีปัญหา เธอแทบไม่เคยเห็นแม่ร้องให้เลยยกเว้นวันที่คุณพ่อเสีย
แต่ถึงแม้ว่าจะเก็บอาการเก่งแค่ไหน หากคนเราอมทุกข์อยู่ในใจ มันก็มักจะแสดงออกผ่านสีหน้าเสมอ เธอเริ่มสังเกตสีหน้าที่หมองหม่นของคุณแม่ ซึ่งทำให้เธอสัมผัสได้ทันที ว่าแม่เหนื่อยขนาดไหน สีหน้าของแม่เหมือนแบกอะไรไว้เต็มหลัง
จนสุดท้ายเธอก็มารู้ว่า บ้านหลังที่ครอบครัวอาศัยอยู่นั้น มีค่าเช่ามากถึงเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งมันหนักมากๆ เมื่อรวมกับหนี้รถยนต์ที่ยังคงค้างอยู่ เทียบกับกำไรจากค่ากาแฟแค่ไม่กี่บาท
ทันทีที่เธอรู้เรื่องราวทั้งหมด เธอบอกกับตัวเองทันทีว่า “จะไม่ยอมให้ตัวเองมีชีวิตแบบนี้อีกแล้ว”
และนั่นก็คือจุดเปลี่ยนให้เธอพยายามหารายได้ด้วยตัวเองแบบจริงจัง ซึ่ง ณ ตอนนั้น เธอเองก็ไม่ได้คิดถึงขนาดว่าจะต้องช่วยเหลือครอบครัวได้ เพียงแต่อยากมีเงินไว้กินไว้ใช้หรือซื้อของที่อยากได้โดยไม่ต้องขอคุณแม่ก็พอ
แต่คำถาม คือ เด็กอายุแค่ 16 ปี เงินทุนก็ไม่มี แล้วจะไปเริ่มทำธุรกิจได้ยังไง ?
คำพูดหนึ่งที่ผมมักจะบอกกับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจ แต่ติดเรื่องเงินทุน ก็คือ “ถ้าเงินน้อย ก็จงใช้สมองให้มาก”
เพราะความจริงแล้ว สิ่งที่ผลิตเงินให้เราก็คือ “สมอง” เพราะต่อให้คุณ “มีเงิน” มากแค่ไหน แต่ถ้า “คิดไม่เป็น” เงินพวกนั้นก็มลายหายไปอยู่ดี
สิ่งที่น้องสเก็ตทำก็คือ การเข้าไปในกลุ่มซื้อขายเสื้อผ้าในเฟซบุ๊ก เพื่อเลือกแบบเสื้อผ้าที่สวยๆ มา แล้วก็นำรูปไปบวกราคาโพสต์ขายให้กับลูกค้าหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเองหรือในกลุ่มอื่นๆ เมื่อได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้ามา เธอก็ไปสั่งซื้อเสื้อผ้าจากผู้ขายอีกทีแล้วให้ส่งสินค้าตรงไปหาลูกค้าเลย ส่วนเธอก็เก็บเงินส่วนต่างไว้เป็นกำไร
วิธีการแบบนี้ในปัจจุบันอาจไม่ได้แปลกอะไร เพราะใครๆ ก็ทำกัน แต่อย่าลืมว่า น้องสเก็ตคิดแบบนี้ได้ตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว ที่สำคัญ คือ ตอนนั้นเธออายุแค่ 16 ปี เท่านั้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ การขายเสื้อผ้านั้นเป็นอะไรที่ยากมาก เพราะไหนจะสี ไหนจะไซส์ เวลาลูกค้าถามเข้ามา เธอก็ต้องทักไปถามผู้ขายว่ามีของไหม กว่าผู้ขายจะตอบก็ต้องรอหลายขั่วโมง พอได้คำตอบกลับมาบอกลูกค้าอีกที ลูกค้าก็ไม่อยากได้แล้ว เรียกได้ว่า กว่าจะขายได้แต่ละตัวมันยากมากๆ
น้องสเก็ตจึงคิดว่าต้องหาสินค้าอื่นๆ ที่ขายง่ายขึ้น ซึ่งตอนนั้นเธอก็ไปเจอขนมบราวนี่กรอบชิ้นละ 35 บาท ที่มีคนขายในเฟซบุ๊กซึ่งดูน่าสนใจ เธอก็เลยทักไปถามว่าอยากจะนำมาขายต้องทำอย่างไร ซึ่งเธอก็เอาเงินจากกำไรขายเสื้อผ้าที่มีไปเปิดบิลซื้อขนมมา แล้วนำไปขายเพื่อนๆ ที่โรงเรียน
ผลปรากฎว่าขายดีมากๆ เพราะสั่งมาทีไรก็ขายหมดทุกที ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกหัวใจฟองโตมากๆ
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่สินค้าเป็นขนม กำไรมันจึงได้มาแค่หลักหน่วย บวกกับความที่เป็นเด็ก จึงไม่รู้วิธีการจัดการเงิน เธอรู้สึกว่าขายได้ก็จริง แต่ทำไมเงินไม่ค่อยเหลือ เพราะพอเธอขายได้ เธอก็เอาเงินมามัดรวมกัน แล้วก็หยิบออกมาใช้จ่ายซื้อของที่อยากได้ รู้อีกทีเงินทุนที่มีก็หายไปไหนไม่รู้
เธอจึงเริ่มคิดหาอย่างอื่นมาขายในโรงเรียนเพิ่ม โดยสิ่งที่เธอทำก็คือ การไป “สำรวจตลาด” โดยการถามคนในโรงเรียนก่อนว่า ถ้าเธอเอาของสิ่งนี้มาขาย จะมีคนในโรงเรียนยอมจ่ายเงินซื้อสักกี่คน
จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจว่าจะขายสินค้าพวกสกินแคร์ เช่น สบู่ แป้ง ครีม เซรั่ม ราคาหลักสิบ เพื่อให้คนในโรงเรียนสามารถซื้อได้
ซึ่งตอนแรกเธอก็ไม่ได้สต็อกของเหมือนเดิม และ ใช้วิธีการเดิม คือ ถ้ามีคนสั่งก็ค่อยไปซื้อมาแล้วเดินส่งตามห้องเรียน จนเมื่อเธอเริ่มมีฐานลูกค้า และ เริ่มรู้แล้วว่าลูกค้าในโรงเรียนชอบใช้อะไรกันบ้าง เธอก็เริ่มสต็อกสินค้าเพื่อทำให้ต้นทุนนั้นถูกลง
อย่างไรก็ตาม พอเราเริ่มทำธุรกิจอะไรแล้วขายดี คนอื่นเห็นเรานับเงินทุกวัน ใครๆ เขาก็อยากจะเข้ามาแบ่งเงินจากเราไป
จากที่น้องสเก็ตเริ่มขายสินค้าสกินแคร์คนเดียว ก็เริ่มมีคนในโรงเรียนเอามาขายกันเยอะแยะเต็มไปหมด ทำให้เริ่มมีการตัดราคากันเกิดขึ้น จากที่เคยผูกขาดตลาดในโรงเรียนคนเดียว ก็เริ่มมีคู่แข่งเข้ามาแบ่งกำไรไป
เธอจึงเริ่มคิดที่จะขยายตลาดไปขายสินค้าต่างโรงเรียน ส่วนในโรงเรียนของตัวเอง เธอก็ผันตัวไปเป็นคนขายส่ง รับลูกค้าเฉพาะตัวแทนที่มาเปิดบิลเท่านั้น ไม่ขายปลีกอีกแล้ว ปล่อยให้คนอื่นเขาขายกัน ส่วนเธอก็หาลูกค้าต่างโรงเรียน แล้วขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งของตามนัดในช่วงหลังเลิกเรียน และ วันหยุดเสาร์อาทิตย์
มาถึงตรงนี้ จะพบว่าน้องสเก็ตมีคุณสมบัติหนึ่งของนักธุรกิจที่เปล่งประกายออกมาตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือ เธอเป็นคนที่ ช่างสังเกต ทดลอง เรียนรู้ ปรับปรุง และ เปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา
มันจึงทำให้เธอสามารถหยุดขอเงินค่าขนมจากแม่ และ จ่ายค่าเทอมเองตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ม.5
เธอสนุกกับการขายของ และ มีความสุขกับการใช้จ่ายเงินของตัวเองตามประสาเด็ก โดยไม่ได้คิดถึงอนาคตอะไรมาก จนกระทั่งเธอเริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนันทา เธอก็ยังขายของมาตลอด โดยที่ไม่หยุดเรียนรู้ ไม่หยุดลงมือทำ ไม่หยุดเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เธอหยุดขายของ ถึงแม้ว่าจะมีคนมากมายสบประมาทเธอว่า “เดี๋ยวก็ไปไม่รอดหรอก เพราะพอขึ้นมหาลัยจะต้องเรียนหนักขึ้น มีเวลาน้อยลง เดี๋ยวก็คงเลิกขายของไปเอง
แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะเมื่อขึ้นมหาลัยแล้ว เราไม่ได้ต้องเรียนทั้งวันตั้งแต่ 8 โมงเช้า - 4 โมงเย็น เหมือนตอนมัธยมเสียหน่อย ที่สำคัญ คือ มหาลัยจะมีช่วงพักระหว่างคาบที่เยอะมากๆ มันขึ้นอยู่กับว่า จะเอาช่วงเวลานั้น ไปนอน ไปดูหนัง ไปเที่ยว หรือ จะเอาไปทำมาหากิน เท่านั้นเอง
ซึ่งแน่นอนว่าน้องสเก็ตเลือกที่จะขายของ จึงทำให้ตอนปี 1 เธอมีเพื่อนน้อยมาก เพราะเวลาเพื่อนชวนไปดูหนัง หรือ ไม่เที่ยว เธอก็มักจะปฏิเสธเพราะต้องกลับไปแพ็คของส่งให้ลูกค้า
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าฉากหน้าเธอจะดูเป็นแม่ค้าที่ขายดี แต่หารู้ไม่ว่าฉากหลังเธอแทบจะไม่มีเงินเลย เพราะสินค้าราคาหลักสิบที่เธอขายกำไรมันน้อยเกินไป ซึ่งไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งค่ากล่อง ค่าเดินทางไปส่ง และ อื่นๆ
เธอจึงรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง หรืออาจจะต้องขายสินค้าราคาสูงขึ้น แต่ก็ยังมีความลังเลอยู่บ้าง เพราะกลัวว่าถ้าขยับไปขายสกินแคร์ราคาหลักร้อยแล้วจะขายไม่ได้
แต่อยู่ๆ ก็มีความคิดนึงวิ่งเข้ามาในหัวบอกเธอว่า “ถ้าไม่ยอมเปลี่ยน เราก็ต้องอยู่ที่เดิม แต่ถ้าลองเปลี่ยนแล้วมันไม่เวิร์ค ก็ค่อยกลับมาขายสินค้าตัวเดิมก็ได้”
เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาขายสินค้าราคา 300-500 บาท ทันที เพื่อให้ตัวเองมีกำไรมากขึ้น
แน่นอนว่าตอนแรกมันไม่ได้ง่าย เพราะพอเปลี่ยนสินค้า กลุ่มลูกค้าก็เปลี่ยน ลูกค้าเดิมหายไป ลูกค้าใหม่ตัดสินใจนานขึ้น มันไม่ง่ายเหมือนตอนขายของราคาถูก
แต่สิ่งที่เธอได้มากกว่านั้นก็คือ การได้เข้าไปอยู่ในสังคมใหม่ๆ ของแบรนด์ที่เธอไปสมัครเป็นตัวแทน ไปเจอการทำงานอีกระดับ ที่มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
และ เธอก็ไม่เคยปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเหมือนอากาศ เธอมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือการขายของตัวเอง เข้าร่วมทุกแคมเปญที่ทางแบรนด์จัดขึ้น จนเจ้าของแบรนด์เห็นในความตั้งใจของเธอ บวกกับยอดขายที่ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เธอจึงได้รับการโปรโมตขึ้นเป็นแม่ทีมในตอนนั้น
สิ่งที่ผมเจอมากับตัว และ เห็นจากคนประสบความสำเร็จหลายๆ คน ก็คือ คนรวยส่วนใหญ่เป็นคนดี ถ้าคุณอ่อนน้อมถ่อมตน แสดงให้เขาเห็นถึงความตั้งใจ รับรองเลยว่าคนรวยส่วนใหญ่จะอยากสอนคุณ
ผิดกับที่คนส่วนใหญ่มักพูดว่า “คนรวยส่วนใหญ่ชอบเอาเปรียบ เขามีสอนใครฟรีๆ หรอก เพราะเขาไม่อยากให้คนอื่นรวยมาแข่งกับเขา”
ถ้าให้พูดตามตรงนะครับว่า “ก็เพราะทัศนคติแบบนี้แหละ คนรวยเขาถึงไม่อยากเข้าใกล้ เพราะเขารู้ว่าถ้าสอนไป ให้โอกาสไป คนเหล่านี้ก็ไม่คิดจะทำตาม พอไม่ได้อะไรดั่งใจก็นั่งโทษชาวบ้านอีก” ซึ่งมันเสียเวลาคนรวยเขาครับ
ถ้าได้ไปสัมผัสคนรวยจริงๆ บอกเลยว่าคนรวยส่วนใหญ่ อยากให้คนรอบข้างตัวเองรวยขึ้น นั่นก็เพราะเขารู้สึกภูมิใจหากมีส่วนทำให้ใครบางคนรวยขึ้นเพราะเขาได้ ที่สำคัญ อย่าเข้าใจผิดว่าการที่คุณรวยขึ้นมันจะทำให้คนรวยเหล่านั้นจนลง
เพราะความจริงแล้ว ความรวยของคุณ ไม่ได้มีผลกับความรวยของเขาด้วยซ้ำ กลับกัน มันจะยิ่งทำให้ต่างคนต่างรวยขึ้นเสียอีก เพราะพอคุณรวยขึ้น คุณก็มีเงินมาอุดหนุนกัน ที่สำคัญ คุณอาจนำเงินที่ตัวเองหาได้ไปร่วมลงทุน หรือ ทำธุรกิจเพื่อต่อยอดความรวยด้วยกันไปอีก
และ สิ่งหนึ่งที่เจ้าของแบรนด์ถามกับน้องสเก็ตก็คือ “เป้าหมายในปีหน้า คือ อะไร ?”
ซึ่งในใจลึกๆ สิ่งที่น้องสเก็ตอยากจะทำมาก ก็คือ การมีบ้านเป็นของตัวเอง เพื่อลบความเจ็บปวดที่ตัวเองมี แต่เธอก็ลืมไปแล้วว่ามันคือ “ความฝัน” เพราะคิดมาตลอดว่าบ้านราคาเป็นล้าน เธอคง “ทำไม่ได้”
แต่เพราะคำสั้นๆ ที่เจ้าของแบรนด์ตอบน้องสเก็ตมาว่า “แต่พี่เชื่อ ว่าเอ็งทำได้ !!”
คำๆ เดียวที่เรียกว่า “ความเชื่อ” ที่คนตรงหน้าส่งมอบมาให้ มันเปลี่ยนความสงสัย ให้กลายเป็นความเชื่อมั่น และ เป็นพลังให้เธอมุ่งมั่นทำงานหนักต่อไป
และในที่สุดความสำเร็จแรกของเธอก็มาถึง เธอสามารถปิดหนี้สินทั้งหมดให้คุณแม่ได้สำเร็จ เพราะตัวเธอคงไม่สามารถทำตามความฝันของตัวเองได้อย่างสบายใจ หากแม่ของเธอยังแบกรับภาระหนี้อันหนักอึ้งอยู่
หลังจากที่เธอหมดห่วงแล้ว เธอก็กลับมาโฟกัสเป้าหมายของตัวเองเต็มที่ จนในที่สุดสิ่งที่เธอพยายามมาตลอด 5 ปี ก็ผลิดอกออกผล
เธอสามารถซื้อบ้านราคา 3.9 ล้านบาทได้สำเร็จ สิ่งที่เธอเห็นในวันที่พาคุณแม่ย้ายจากบ้านหลังเก่าโทรมๆ ริมคลอง เข้ามาอยู่บ้านหลังใหม่ ก็คือ
สีหน้าของแม่ที่เปลี่ยนไป จากที่เคยหม่นหมอง ก็มีแต่ความสดใส แววตาที่เอ่อล้นไปด้วยความสุข
มันจบแล้วสินะ !! สิ่งที่แม่แบกมาตลอด 5 ปี จบสักที… หลังจากวันนี้… เราจะสร้างชีวิตใหม่ไปด้วยกัน !!
คุณแม่ของเธอพูดอะไรไม่ออก นอกจากคำว่า “ขอบคุณนะ ที่พยายาม ขอบคุณนะลูกที่ทำเพื่อครอบครัว”
มาถึงตรงนี้ จะพบว่า กุญแจสำคัญที่ทำให้เด็กอายุเพียง 21 ปี สามารถถีบตัวเองขึ้นมาได้ขนาดนี้ ก็คือ
1) อย่ามองแต่สิ่งที่ขาด จนพลาดในสิ่งที่มี
หากวันแรกที่เริ่มต้น น้องสเก็ตบอกตัวเองว่าไม่มีเงินทุน ชีวิตก็คงไม่ก้าวหน้าไปไหน แต่สิ่งที่น้องสเก็ตแสดงให้เห็นก็คือ ต่อให้ไม่มีเงินทุนมากมาย คนเราก็ยังมี หนึ่งสมอง สองมือ และ อวัยวะน้อยใหญ่อีก 32 ประการ
คุณก็แค่ใช้สมองคิดหาวิธี ใช้ปากถามความต้องการจากลูกค้า หาสินค้า จับแพะชนแกะไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ และ ที่สำคัญคือ ใช้สองมือที่มี “ทำ” มันจนสุดชีวิต
2) เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
จะเห็นว่าสิ่งที่ทำให้น้องสเก็ตเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด ก็คือ น้องจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ ถ้าประตูบานหนึ่งปิด ก็จะหาประตูบานอื่นที่เปิด จะไม่ยอมให้ตัวเองย้ำอยู่กับที่นานๆ แต่จะหาหนทางใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
เพราะคนเราจะสำเร็จเร็วแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับว่า เราเปลี่ยนแปลงตัวเองเร็วแค่ไหนด้วย
3) ใช้ “ออนไลน์” สร้างพลังทวี
ออนไลน์ คือ เครื่องมือที่จะทำให้เรา “ทำงานได้มากขึ้น แต่ใช้แรงน้อยลง” ถ้าน้องสเก็ตยังเอาขนมและสกินแคร์ไปขายที่โรงเรียนเหมือนเดิม ตอนนี้ชีวิตก็คงยังไม่เติบโต เพราะหากจะขายสินค้าให้คนทั่วประเทศ ก็คงต้องลงทุนขยายสาขามากมาย แต่น้องสเก็ตรู้ดี ว่าตัวเองโชคดีที่เกิดมาในยุคออนไลน์ น้องจึงใช้เครื่องมือนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อที่ตัวเองจะได้ขายสินค้าให้กับคนจำนวนมากทั่วประเทศได้โดยใช้เวลาน้อยลง แถมไม่ต้องลงทุนเปิดสาขาเพิ่มด้วย
ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าน้องสเก็ตไม่ยอมใช้ประโยชน์ของพลังทวีจากออนไลน์ กว่าจะซื้อบ้านกับรถ BMW ได้ ก็คงต้องรอไปจนอายุ 40 ปี
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะอย่าลืมว่าน้องสเก็ตอายุแค่ 21 ปี เท่านั้นเอง ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่ผมได้นั่งคุยกับน้องสเก็ต ผมเห็นถึงสีหน้าและแววตาของน้องประกอบกับพลังที่ถูกส่งออกมาผ่านคำพูดและน้ำเสียง มันทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่น หากบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ น้องก็คงจะบอกว่า “ฉันจะเอาอีก ฉันต้องโตกว่านี้ และ ฉันจะไม่หยุดอยู่แค่นี้”
และ ผมก็เชื่อเหลือเกินว่า อนาคตของเด็กคนนี้ยังไปได้อีกไกลมากๆ หากคุณอยากจะเรียนรู้วิธีการสร้างธุรกิจแบบคนตัวเล็ก ที่ไม่มีเงินทุนมากมาย หรือ ยังอยู่ในวัยเรียน ผมแนะนำให้ไปติดตามน้องได้ตามลิงก์ที่ผมทิ้งเอาไว้ข้างล่างนี้ได้เลยครับ
Facebook : https://www.facebook.com/piyachat.butnain.50
Instagram : https://www.instagram.com/imsagetjuon/
Tiktok : www.tiktok.com/
#สมองไหล
#สังคมคนสร้างธุรกิจจากศูนย์

25/11/2021

วันก่อนผมได้ตั้งกระทู้คำถามหน้าเพจสมองไหล ว่า “คนที่ทำงานน้อย แต่ได้เงินมาก” คุณต้องทำอะไรบ้าง ใช้เวลาเท่าไหร่ และ ทำงานหนักขนาดไหน ? ถึงจะได้มันมา
ซึ่งก็มีพี่น้องมากมาย เข้ามาแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง มากกว่า 600 คน ซึ่งเรื่องราว และ วิธีการ ของแต่ละคนนั้น เรียกได้ว่า น่าสนใจมากๆ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะมีประสบการณ์ และ ธุรกิจ ที่แตกต่างกัน แต่ผมก็พบว่า มันมีอยู่ 5 สิ่ง ที่ทุกคนนั้นมีเหมือนๆ กัน ในการสร้างชีวิตที่เรียกว่า “ทำงานน้อย แต่ได้เงินมาก” ได้
วันนี้ผมจึงถอดบทเรียนเหล่านั้นออกมาเป็น 5 ขั้นตอนง่ายๆ มาเล่าให้ทุกคนฟัง เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้กับการสร้างชีวิตที่ “ทำงานได้ แต่ได้เงินมาก” ของตัวเองกันครับ
1) ต้อง “เชื่อ” ก่อน ว่ามัน “เป็นไปได้”
คุณจะไม่มีวันทำอะไรสำเร็จ ถ้าคุณยังไม่เชื่อก่อนว่ามันสามารถทำได้จริงๆ หลายคนพอเห็น คำว่า “ทำงานน้อย ได้เงินมาก” ก็ตัดสินไปก่อนแล้วว่า มันเป็นไปไม่ได้
อาจจะเป็นเพราะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ว่าถ้าอยากได้เงินมากๆ ก็ต้องทำงานหนักๆ เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังมีความเชื่ออีกว่า “ความรวยขึ้นอยู่กับบุญวาสนา”
ซึ่งผมเคยเจอคอมเมนต์ประเภทที่ว่า “ความรวยขึ้นอยู่กับว่าชาติที่แล้วทำบุญมาเท่าไหร่ ถ้าไม่มีบุญวาสนา ต่อให้ขยันให้ตายยังไงก็ไม่มีทางรวยได้หรอก”
ในใจผมอยากจะตอบคนที่คิดแบบนี้ว่า “ให้วางถุงกาวลงก่อน แล้วไปรับยาช่อง 2”
เพราะถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แสดงว่าเมื่อชาติที่แล้ว โลกเราคงมีแต่คนชั่วเต็มไปหมดนะสิ คนรวยในชาตินี้ถึงมีแค่ 1%
เท่านั้นยังไม่พอ บางคนยังเชื่ออีกว่า “คนที่รวยได้ จะต้องเอาเปรียบคนอื่น ต้องเป็นนักการเมืองเท่านั้น”

ซึ่งนี่คือ ความคิดที่อันตรายมาก เพราะถ้าเมื่อไหร่คุณคิดว่า “คนรวยต้องเลว” คุณก็จะไม่มีวันรวยได้ เพราะคุณไม่มีทางเป็นในสิ่งที่คุณไม่ชอบยังไงล่ะครับ
ดังนั้น คุณจะต้องทิ้งความเชื่อผิดๆ พวกนี้ให้หมดก่อน เพราะทัศนคติ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าทัศนคติคุณยังไม่ผ่าน ต่อให้ร้อยเคล็ดลับความสำเร็จ ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงชีวิตได้หรอก
ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จ อยากจะเป็นคนที่ “ทำงานน้อย ได้เงินมาก” คุณต้องเลิกหาข้ออ้าง เลิกโทษคนอื่น เลิกบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี
จริงอยู่ที่เศรษฐกิจไม่ดี แต่ตั้งแต่ผมเกิดมา 24 ปี ก็ยังไม่เคยได้ยินว่าเศรษฐกิจมันดีเลยสักครั้ง

เพราะฉะนั้น คุณต้องเลิกมองสิ่งที่มีอยู่ แต่ให้ดูสิ่งที่เป็นไปได้
แทนที่จะคิดว่า เศรษฐกิจไม่ดี ทำอะไรก็ไม่ได้ ให้เปลี่ยนเป็นคิดว่า แล้วมันมีอะไรบ้าง ที่จะสามารถเติบโตได้ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี

เพราะต่อให้เศรษฐกิจไม่ดี คนก็ยังต้องกินต้องใช้เงินทุกวัน เพียงแต่คนเปลี่ยนพฤติกรรม และ เลือกที่จะใช้จ่ายมากขึ้นเท่านั้นเอง
โดยสิ่งที่จะทำให้คุณ “เชื่อ” ว่าการ “ทำงานน้อย แต่ได้เงินมาก” ในยุคนี้มันเป็นไปได้จริงๆ คือ การหาหลักฐานของคนสำเร็จ ครับ
บนโลกนี้ เคยมีคนที่ทำสำเร็จอยู่แล้วมากมาย เพียงแค่คุณศึกษากระบวนการของพวกเขา มันจะช่วยทำให้คุณ “เชื่อมั่น” มากขึ้นว่า ทุกอย่าง “เป็นไปได้”
2) ศึกษาพลังทวี
สิ่งที่สำคัญมากสำหรับการ “ทำงานน้อย แต่ได้เงินมาก” ก็คือ พลังทวี เพราะถ้าไม่มีพลังทวีมันก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะได้ผลตอบแทนมาก จากการทำงานน้อยได้
พลังทวี คือ อะไร
พลังทวี คือ เครื่องทุ่นแรง ที่จะช่วยให้คุณสามารถทำงานได้มากขึ้น โดยที่ใช้แรงน้อยลง
ยกตัวอย่าง เช่น คุณเปิดร้านตัดผม โดยคิดค่าบริการหัวละ 100 บาท
ถ้าคุณอยากได้เงินวันละ 10,000 บาท นั่นหมายความว่า คุณต้องตัดผมให้ได้ 100 คน/วัน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพราะคุณสามารถเปิดร้าน และ ทำงานได้เต็มที่เพียง 12 ชม/วัน เท่านั้น
แต่ถ้าคุณลงทุนซื้อเก้าอี้ตัดผมเพิ่มอีกสัก 5 ตัว จากนั้นก็เปิดรับสมัครช่างตัดผมให้มาช่วยทำงานแทนคุณ แล้วแบ่งเงินกันคนละ 50/50 มันก็เป็นไปได้มากขึ้นที่ร้านของคุณจะสามารถรับลูกค้า 100 คน/วัน ได้
เผลอๆ คุณอาจรับลูกค้าได้มากถึง 200 คน/วัน และ ทำเงินได้วันละ 10,000 บาท โดยไม่ต้องออกแรงตัดผมเองด้วยซ้ำ เพราะคุณแค่ลงทุนซื้อเก้าอี้ตัดผม แล้วเก็บเปอร์เซ็นต์จากช่างที่มาใช้เก้าอี้ของคุณทำงานแทน
กลายเป็นว่าหน้าที่ของคุณก็แค่บริหารจัดการเท่านั้น ไม่ต้องทำงานอะไรมาก แต่สามารถมีรายได้มากถึง 10,000 บาท/วัน หรือ 300,000 บาท/เดือน
นี่คือ ตัวอย่าง ของการใช้พลังทวี เพื่อทุ่นแรงให้คุณสามารถ “ทำงานน้อย แต่ได้เงินมาก” ได้
ซึ่งพลังทวีนั้นก็มีอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขา การขายแฟรนไชส์ ขายลิขสิทธิ์ หรือ ทำเป็นธุรกิจเครือข่าย ฯลฯ
แต่ “พลังทวี” ที่ผมคิดว่า “ง่าย รวดเร็ว และ ราคาถูกที่สุด” ที่สำคัญ คือ ตัวผมก็ใช้มันเองจริงๆ นั่นก็คือ “ออนไลน์” ครับ
ออนไลน์ คือ เครื่องมือสร้างพลังทวี ที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้
ถ้าเป็นเมื่อก่อน หากคุณอยากขายของให้คนต่างจังหวัด หรือ ต่างประเทศ คุณจำเป็นต้องขยายสาขาเพิ่ม ถูกต้องไหมครับ
แต่ถ้าคุณใช้ออนไลน์ คุณสามารถขายของให้ลูกค้าได้ทั่วโลก แม้ว่าสถานที่ของคุณจะอยู่ในโกดังเล็กๆ ก็ตาม
หรือ ถ้าคุณจะจัดสัมมนา หรือ สอนหนังสือ
สมัยก่อนคุณสามารถสอนนักเรียนได้เต็มที่ก็ไม่เกินห้องประชุม 200 คน
แถมการจะหาลูกค้าก็ทำได้แค่ในพื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น เราจะเห็นว่าสมัยก่อนเวลาจะจัดสัมมนาแต่ละที ผู้จัดจะต้องเดินทางเพื่อไปจัดสัมมนาในแต่ละจังหวัดด้วยซ้ำ
แต่ในยุคนี้คุณสามารถจัดสัมมนา หรือ สอนหนังสือ ให้กับคน 1,000 คน พร้อมๆ กัน โดยที่ตัวคุณอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ก็ได้
ซึ่งมันทั้งประหยัดต้นทุน ประหยัดแรง ประหยัดเวลา แต่ผลลัพธ์ที่ได้มานั้น มหาศาล มากๆ
ดังนั้น หากวันนี้คุณจะทำธุรกิจโดยไม่ใช้ประโยชน์จากพลังทวีของออนไลน์ คุณคือ คนที่ “ขาดทุน” มากๆ ครับ
เพราะคุณต้องใช้ต้นทุนทั้ง “แรง” และ “เวลา” สูงมากๆ เพื่อแลกกับผลลัพธ์ที่ได้มาเพียงนิดเดียว
3) ลงมือทำ ไม่มีหยุด จนกว่าจะเห็นผล
ชีวิตของคนที่ “ทำงานน้อย แต่ได้เงินมาก” อาจจะดูสวยหรูในวันที่สำเร็จ แต่ถ้าไปดูในช่วงเริ่มต้น บอกเลยว่ามันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมันจะมีช่วงก่อร่างสร้างฐานที่โหดหินมากๆ โดยเฉพาะถ้าคุณไม่ได้เป็นคนที่เกิดมามีเงินถุงเงินถัง
ถ้าคุณเปิดร้านตัดผม ในช่วงแรกคุณก็ต้องทำงานหนัก ยืนตัดผมวันละ 12 ชั่วโมง เพื่อสะสมเงินทุนไปซื้อเก้าอี้เพิ่ม
ถ้าคุณขายออนไลน์ คุณก็ต้องขายเอง แพ็คเอง ส่งเอง ทั้งวันทั้งคืน จนกว่าจะทุกอย่างจะลงตัว แล้วค่อยวางระบบ หรือ จ้างคนมาทำงานแทน
ถ้าคุณทำยูทูป คุณก็ต้องทำคลิปทุกวัน จนกว่าจะมีฐานผู้ติดตามที่มากพอ
ที่สำคัญ มันไม่ได้หมายความว่า วันแรกที่คุณเริ่มต้น คุณจะมีลูกค้าเลย เพราะร้านตัดผมของคุณอาจยังไม่มีใครรู้จัก สินค้าในออนไลน์ของคุณอาจจะยังไม่มีใครสนใจ ช่องยูทูปของคุณอาจจะยังไม่มีใครดู ยิ่งไปกว่านั้น คุณอาจจะต้องเจอความล้มเหลวระหว่างทางอีกมากมายนับไปถ้วน
แต่ถ้าคุณอยากเป็นคนสำเร็จ ความ “ล้มเหลว” จะต้องไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่มันคือสิ่งที่คุณต้องก้าวข้ามไปจนกว่าจะเจอความสำเร็จ
ดังนั้น สิ่งที่คุณต้องทำ ก็คือ ลงมือทำ ทำ ทำ แล้วก็ ทำ ทำจนกว่ามันจะเห็นผล ถ้ายังไม่สำเร็จ ก็จะต้องไม่หยุดทำ
จำไว้ว่า ถ้ามาถึงตรงนี้แล้ว คุณมีแค่ 2 ทางเลือกเท่านั้น
คือ 1. คุณต้องรวย หรือไม่ก็ พยายามจนขาดใจตายไปข้างนึงเลย
4) ได้เวลาเก็บเกี่ยว
ชีวิตที่มีแต่เงิน มันไม่มีความสุขหรอก เพราะมันก็ไม่ต่างอะไรกับ นักฟุตบอลที่ได้รับเงินเดือนมหาศาล แต่ไม่เคยได้สัมผัสถ้วยแชมป์
ถ้าวันนี้เงินคือความสุขของ คริสเตียโน โรนัลโด หรือ ลีโอเนล เมสซี่ เขาก็คงหยุดเล่นฟุตบอลไปแล้ว เพราะทุกวันนี้พวกเขามีเงินมากมายมหาศาลที่ใช้ไปจนชั่วลูกชั่วหลานก็ไม่มีทางหมด
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จ ถึงชอบ “ซื้อรถหรู ทั้งที่ไม่ได้ขับ”
คำตอบ คือ รถหรูเหล่านั้นเปรียบเสมือนถ้วยแชมป์ หรือ โทรฟี่ ของพวกเขา เหมือนอย่างที่นักฟุตบอลได้รับถ้วยรางวัลเวลาพวกเขาคว้าชัยชนะนั่นแหละ
คือ เขาไม่ได้ซื้อมาไว้ใช้งาน แต่ซื้อมาเพื่อเป็นเครื่องยืนยันชัยชนะในชีวิตของพวกเขาต่างหาก
ดังนั้น หากคุณลงมือทำสุดชีวิต จนทุกอย่างผลิดอกออกผลแล้ว ก็อย่าลืมที่จะให้รางวัลกับตัวเองบ้าง
ออกไปทานอาหารอร่อยๆ กับครอบครัว ไปพักผ่อนที่โรงแรมหรูๆ เดือนละ 2 ครั้ง ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่เคยไป เก็บเกี่ยวความสุขของตัวเองให้เต็มที่ อย่าทำงานจนชีวิตเหี่ยวเฉา
5) จงเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ
จำเอาไว้ว่า ทุกอย่างมีเวลาของมัน ทุกสิ่งที่อยู่กับคุณล้วน “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน
คุณต้องเป็นคนที่เรียนรู้ไม่หยุด พัฒนาตัวเองตลอดเวลา ทำสิ่งใหม่ๆ เสมอ จงเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ
เพราะคุณจะสำเร็จเร็วแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าคุณเปลี่ยนแปลงตัวเองเร็วแค่ไหน
ทุกวันนี้เราเห็นคนมากมาย ที่หลงไหลกับความสำเร็จเดิมๆ จนวันหนึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเข้ามา สุดท้ายก็พรากทุกอย่างจากเขาไป
นี่คือเหตุผลที่เรามักจะเห็นว่า ทำไมคนที่รวยมากๆ อยู่แล้ว ถึงยังคงทำงานไม่เคยหยุด
เพราะพวกเขารู้ดี ว่าความเปลี่ยนแปลง มันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะอยากให้มันเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม
ดังนั้น สิ่งที่คุณควรทำคือ การสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ แล้วชิงเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก่อนที่จะถูกโลกบีบให้เปลี่ยนแปลงครับ
และนี่คือ 5 ขั้นตอน ที่จะทำให้คุณเป็นคนที่ “ทำงานน้อย แต่ได้เงินมาก” ซึ่งผมกับพี่น้องอีกหลายคน ได้ลงมือทำ และ พิสูจน์ มาแล้วว่ามันทำได้จริงๆ ไม่มีคำว่า มโน
เหลือแค่ว่า คุณจะนำมันไปลงมือทำ อย่างสุดชีวิต หรือไม่เท่านั้นเอง
แต่ต้องขอเตือนไว้ก่อนว่า ถ้าคุณสังเกตดีๆ จะพบว่า ทั้ง 5 ข้อนี้ ไม่ได้มีทางลัดรวยเร็วแต่อย่างใด
เพราะความจริงแล้ว “คนที่รวยเร็ว ไม่ใช่คนที่ใช้ทางลัด “ แต่เขาแค่รู้จักใช้เครื่องมือทุ่นแรงเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มากขึ้นเท่านั้นเอง
สุดท้ายคุณก็ต้อง “ลงมือทำ” ทุกขั้นตอนทุกกระบวนการด้วย หนึ่งสมอง และ สองมือ ของตัวเองอยู่ดี
จำไว้ว่า “รวยเร็วนั้นเป็นไปได้ แต่รวยทางลัดไม่มีอยู่จริง”
และผมก็เชื่อครับว่า “ถ้าคุณอยากมากพอที่จะมีชีวิตแบบนี้ และ ตั้งใจทำมันจริงๆ คุณก็ “ทำได้”
ลุย !! 🔥🔥🔥
ถ้าคุณไม่อยากพลาดสาระความรู้ดีๆ แบบนี้ สามารถแอดไลน์มาได้ที่ หรือ คลิกลิงก์ https://lin.ee/SLjiMCI
แล้วทุกครั้งที่มีอาวุธธุรกิจใหม่ๆ ผมจะส่งตรงไปให้คุณถึงหน้าบ้านเลยทันที
#สมองไหล
#สังคมคนสร้างธุรกิจจากศูนย์

ที่อยู่

Samut Sakhon
74000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พลอยมาดา มหาเฮง ploymada shopผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง พลอยมาดา มหาเฮง ploymada shop:

ทางลัด

แชร์