Pairwa’s Little Store - หนังสือนิทาน/ของใช้เด็กในอเมริกา

  • Home
  • United States
  • Saint Paul, MN
  • Pairwa’s Little Store - หนังสือนิทาน/ของใช้เด็กในอเมริกา

Pairwa’s Little Store - หนังสือนิทาน/ของใช้เด็กในอเมริกา จำหน่ายหนังสือนิทานภาษาไทย หนังสือคู่มือวิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวกให้คุณแม่และลูกๆในอเมริกา (USA.)

03/27/2025

#ควรอ่านออกเสียงให้ลูกฟังนานที่สุดเท่าที่จะนานได้
พ่อแม่อ่านออกเสียงหลายคำ เขาจำได้ไม่กี่คำ จำนวนคำที่ได้ฟังมีมากกว่าจำนวนคำที่ได้พูด แต่ถ้าเราอ่านออกเสียงมากเท่าไร จำนวนคำที่ได้ฟังจะมากขึ้นเท่านั้น แล้วจำนวนคำที่ได้พูดก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
นั่นคือคำศัพท์เพื่อการฟังมากกว่าคำศัพท์เพื่อการพูด การพูดคนเดียวหรือพูดกับคนอื่นเป็นการตอกลิ่มคำศัพท์เพื่อการพูดบ่อยๆ ให้ฝังแน่นและคงทน
เด็กสามารถทำให้คำศัพท์คงทนมากยิ่งขึ้นได้ด้วยการอ่านและการเขียน อ่านหนังสือที่ตัวเองอ่านออกด้วยคลังคำตั้งต้น แต่หนังสือที่ดีจะนำเข้าคลังคำใหม่ๆ อีกจำนวนมากที่เราไม่ได้ใช้ในการพูดประจำวัน หรือแม้กระทั่งในการเล่านิทาน…
คลังคำที่ได้จาก #การอ่านออกเสียง ให้ลูกฟัง มีมากกว่าคลังคำที่ได้จาก #การพูดคุย หรือ #เล่านิทาน
✅ดังนั้นเราจึงควรอ่านออกเสียงให้ลูกฟัง นานที่สุดเท่าที่จะนานได้😍
❎ไม่เป็นความจริงที่ว่า…เราควรเลิกอ่านออกเสียงเมื่อพบว่าลูกอ่านหนังสือเองเป็นแล้ว🙅🏻‍♀️🙅🏻‍♂️
จากหนังสือ #มหัศจรรย์แห่งการอ่านออกเสียง หน้า 32-33
นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ขยายความและตีความจากหนังสือ ‘พลังแห่งการอ่านออกเสียง’ โดย จิม เทรลีส
(ไม่มีจำหน่าย)

illustration : David Sierra

01/29/2025

พัฒนาการ3-7ขวบกับEFผู้ใหญ่
ตอนที่ 38 นิวเคลียส แอ็คคัมเบนส์

ในเนื้อสมองส่วนที่ลึกลงไปที่เรียกว่าซับคอร์เท็กซ์ยังมีอีกส่วนสำคัญที่เรียกว่า nucleus accumbens

เมื่อพ่อแม่เอาแต่ดุด่าว่าตี ความทรงจำด้านลบจะคอยส่งสัญญาณให้สมองส่วนอะมิกดาล่าเตรียมสู้หรือหนีด้วยอารมณ์อยู่เสมอ เด็กๆต้องทนกับความเครียด สารคอร์ติซอลหลั่งออกมามากมาย

เด็กกำลังค่อยๆพัฒนาสมองส่วนหน้าด้วยการอ่าน เล่น ทำงาน สมองส่วนหน้าจะไตร่ตรองสถานการณ์และคอยดับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านลง เมื่อทำได้สมองส่วนนิวเคลียสแอ็คคัมเบนส์ซึ่งรับผิดชอบวงจรการให้รางวัล (reward circuit) จะจดจำพฤติกรรมด้านบวกนี้ไว้ และค่อยๆเอาชนะความทรงจำด้านลบที่มาจากสมองส่วนฮิปโปแคมปัสในที่สุด

พ่อแม่บางท่านอารมณ์ร้าย เพราะตนเองก็ถูกเลี้ยงมาให้เป็นแบบนี้ เราแก้ EF ตัวเองมิได้ง่ายๆแล้ว สัญญาว่าจะอารมณ์เย็นอย่างไรก็ทำมิได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องส่งต่อ EF ที่เสียหายให้คนรุ่นต่อไป เราเป็นคนขี้หงุดหงิดนั้นใช่ แต่เราส่งเสริมลูก อ่าน เล่น ทำงาน น่าจะทำได้

#พัฒนาการเด็กกับEFผู้ใหญ่

11/08/2024
11/07/2024

📚 มหัศจรรย์แห่งการอ่านหนังสือให้ทารกฟัง

หลายคนอาจแปลกใจที่ได้ยินว่าการอ่านหนังสือให้ทารกฟังตั้งแต่อายุเพียง 6 เดือนนั้นมีคุณค่ามากมาย แต่งานวิจัยได้ยืนยันว่า การอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่วัยทารกส่งผลดีต่อพัฒนาการทางภาษาของเด็กอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเด็กเติบโตถึงวัยเริ่มเข้าโรงเรียน

การอ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นเสมือนการสร้างสะพานเชื่อมโยงระหว่างพ่อแม่และลูก แม้ว่าทารกจะยังพูดไม่ได้ แต่สมองน้อยๆ ของพวกเขากำลังดูดซับทุกคำพูด ทุกน้ำเสียง และทุกภาพที่เห็นอย่างต่อเนื่อง เสียงอ่านที่อ่อนโยนของพ่อแม่ ประกอบกับการชี้ชวนให้ดูภาพ การอธิบายเรื่องราว และการแสดงความรู้สึกต่างๆ ล้วนเป็นอาหารสมองชั้นเยี่ยมสำหรับเด็ก

น่าเสียดายที่พ่อแม่จำนวนมากยังเข้าใจผิดคิดว่าลูกยังเล็กเกินไปที่จะอ่านหนังสือให้ฟัง หลายครอบครัวจึงเริ่มอ่านหนังสือให้ลูกฟังช้าเกินไป บางครอบครัวอ่านไม่สม่ำเสมอ หรือบางครอบครัวแทบไม่ได้อ่านเลย โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีรายได้น้อย ซึ่งอาจมีข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาและการเข้าถึงหนังสือ

การอ่านหนังสือให้เด็กฟังเป็นมากกว่าแค่การเล่านิทาน แต่เป็นการเปิดโลกใบใหม่ให้กับเด็ก ผ่านตัวอักษรและภาพวาด เด็กได้รู้จักสิ่งที่อาจไม่ได้พบเจอในชีวิตประจำวัน เช่น สัตว์แปลกตา สถานที่ห่างไกล หรือเรื่องราวน่าตื่นเต้นต่างๆ นอกจากนี้ จังหวะและคำคล้องจองในหนังสือเด็กยังช่วยพัฒนาการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน

การอ่านยังเป็นโอกาสอันดีที่พ่อแม่จะได้ใกล้ชิดกับลูก แม้แต่พ่อแม่ที่ไม่คุ้นเคยกับการพูดคุยกับทารก ก็สามารถใช้หนังสือเป็นสื่อกลางในการสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่ออ่านไปพูดคุยไป ชี้ชวนให้ดูภาพไป ความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูกก็จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

เด็กที่ได้รับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เล็ก มักจะมีพัฒนาการทางภาษาที่ดี มีความพร้อมในการเรียนรู้เมื่อเข้าโรงเรียน และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนระดับที่สูงขึ้น การอ่านหนังสือให้ลูกฟังจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งที่พ่อแม่จะมอบให้ลูกได้

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีเวลามากหรือน้อย ลองเริ่มต้นอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่วันนี้ แม้จะเป็นเพียงวันละไม่กี่นาที การอ่านอย่างสม่ำเสมอด้วยความรักและความเอาใจใส่ จะค่อยๆ หล่อหลอมให้ลูกน้อยของคุณเติบโตขึ้นพร้อมกับความรักในการอ่านและการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต​​​​​​​​​​​​​​​​

จากประสบการณ์ส่วนตัว การอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่เป็นทารกนั้นให้ผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ เราเริ่มจากการอ่านนิทานง่ายๆ วันละเล็กวันละน้อย และจัดวางหนังสือไว้ตามมุมต่างๆ ในบ้าน ทั้งหนังสือเด็ก และนิตยสารทั่วไปที่มีภาพสวยงาม เพื่อให้ลูกได้สัมผัสและคุ้นเคยกับหนังสือในชีวิตประจำวัน

บางครั้งเราแค่นั่งดูรูปภาพด้วยกัน ชี้ชวนคุยเรื่องสีสัน รูปทรง หรือเรื่องราวที่เห็น โดยไม่ได้คาดหวังอะไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลูกเริ่มจดจำคำต่างๆ และอ่านออกได้เองตามธรรมชาติ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยที่แม่ไม่เคยสอนสะกดคำ

การสร้างความคุ้นเคยกับหนังสือตั้งแต่วัยทารกนั้น เปรียบเสมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการเรียนรู้ที่จะค่อยๆ เติบโตขึ้นเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ช่วงลูกเข้าเรียนระดับประถม ความคล่องแคล่วในการอ่านทำให้ลูกจดจ่อกับบทเรียน เข้าใจเนื้อหาได้เร็ว และมองการเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก เหมือนการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น

เมื่อมองย้อนกลับไป การใช้เวลาอ่านหนังสือด้วยกันตั้งแต่ปฐมวัยไม่เพียงสร้างพื้นฐานทางภาษา แต่ยังปลูกฝังความรักในการเรียนรู้ที่จะติดตัวลูกไปตลอดชีวิต ความมั่นใจและความสุขที่ลูกมีในการเรียน ซึ่งเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือด้วยกันในปฐมวัย นับเป็นต้นทุนชีวิตที่พ่อแม่จะมอบให้ลูกได้นะคะ
♥️
สรุปและเรียบเรียง โดย แม่ดวงค่ะ

บทความต้นฉบับภาษาอังกฤษจากเว็บไซต์ Psychology Today : The Magic of Reading Aloud to Babies By Lydia Denworth - https://www.psychologytoday.com/intl/blog/brain-waves/201705/the-magic-reading-aloud-babies

10/13/2024

เผยแพร่ซ้ำ สำหรับท่านที่เพิ่งแวะมาเพจเราจ้า😄
#การอ่านช่วยเรื่องลำดับขั้นการรับรู้ #เรื่องของการคิด
👉🏻เพราะโลกปัจจุบัน เราจะไม่พูดแล้วว่าเด็กจะไม่เข้าถึงข้อมูล
👉🏻แต่เราต้องพูดกันว่า เด็กมีความสามารถในการเลือกข้อมูลอย่างไร
📖📚การอ่านนิทานกับลูกตั้งแต่เด็ก👧🏻👦🏻 มันคือการส่งเสริมประสบการณ์การคิดอย่างไตร่ตรอง หากเขาไม่มี critical thinking ไม่มีประสบการณ์ที่ดีว่าจะเลือกอะไร เด็กจะถูกกระแสลากไปเรื่อย สมัยนี้ marketing คือการเล่นกับสมองของคน
google เคยทำการศึกษาว่า มนุษย์ทำการอดทนรอได้แค่ 5 วินาที
👉🏻ทุกวันนี้สื่อลากเราไปด้วย AI (Artificial Intelligence = ปัญญาประดิษฐ์)
👉🏻อะไรที่เราสนใจมันจะขึ้นซ้ำๆ จนเราจะมองว่าเป็นเรื่องจริง
มนุษย์เราเวลาที่สมองเห็นเรื่องซ้ำๆ กันเกิน 3 ครั้งเราจะคิดว่ามันสำคัญและเป็นเรื่องจริง

สมัยก่อนตอนที่เราเป็นมนุษย์ถ้ำ ยังไม่มีสื่อโซเชียล แต่สมัยนี้เมื่อลูกเราถูกข้อมูลรุม ลูกเราต้องเลือกให้ถูกว่าไปทางไหน การอ่านหนังสือช่วยตรงนั้น ช่วยเสริมลูก ก่อนที่ลูกจะไปผจญโลก จึงอยากจะขอฝากว่า การอ่านสำคัญมากจริงๆ

เรียบเรียงจาก: workshop #พลังเด็กอ่านโลก
🌼ขอขอบคุณ พญ.ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี (กุมารแพทย์)
เจ้าของเพจ หมอแพมชวนอ่าน

10/11/2024

หนังสือนิทาน ฉันพร้อมฟังเธอเสมอจ้ะคนดี
เรื่องและภาพ CORI DOERRFELD
แปล วิภาดา สุทธิโรจน์
สำนักพิมพ์ NanmeebooksKiddy
เด็กชายบรรจงสร้างผลงานอย่างตั้งใจด้วยบล็อกไม้
แต่แล้วบล็อกไม้ที่สูงตระหง่านก็ถูกทำลายลงด้วยฝีมือของคนอื่น
เด็กชายเศร้า เพราะทุกอย่างพังทลายลง
สัตว์ต่างๆ อยากช่วยเด็กชาย
บ้างก็ชวนเขาคุย
บ้างก็ชวนเขาตะโกน
บ้างก็ชวนเขาคิดแก้ปัญหา
แต่เด็กชายไม่อยากทำอะไรกับใครเลยตอนนี้
ไม่นานทุกตัวก็จากไป เหลือเด็กชายเพียงลำพัง
จนกระทั่งมีกระต่ายตัวหนึ่งเข้ามาหาเด็กชายโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
กระต่ายไม่ได้ทำอะไร มันเพียงนั่งลงข้างๆ
รับฟัง และรับฟัง
ไม่ว่าเด็กชายจะพูด จะตะโกน จะหัวเราะ...
ไม่ว่าเด็กชายจะทำอะไร สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือกระต่ายอยู่ตรงนั้นเสมอ
***
บางครั้งในวันที่เราเศร้าและเหนื่อยล้า
เรายังไม่พร้อมจะลุกขึ้นมาแก้ปัญหา
เรายังไม่พร้อมจะเดินหน้าต่อ
เพราะเรายังรู้สึกเศร้าอยู่
การปล่อยให้ตัวเองรู้สึกอย่างเต็มที่
แล้วค่อยเดินหน้าต่อ อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
การที่ใครสักคนยอมรับและเคียงข้างเราในช่วงเวลานั้น
รับฟังทุกเรื่องราว
รับฟังอย่างตั้งใจ
และรับฟังเพราะอยากที่จะรับฟัง
โดยไม่เร่งรีบหรือกดดันให้เราต้องคิดหรือทำอะไรทั้งนั้น
การรับฟังของใครคนนั้นได้ช่วยเยียวยาและมอบพลังให้กับเรา
“ตลอดเวลา เขาอยู่ตรงนั้นเสมอ”
แม้จะดูเหมือนไม่ได้ทำอะไร
แต่การอยู่ตรงนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เราไม่ต้องเผชิญปัญหาอย่างเดียวดาย
เรารับรู้ถึงการเป็นที่ยอมรับและมีคุณค่าในสายตาของใครสักคน
เท่านั้นก็เพียงพอจะช่วยให้เราลุกขึ้นใหม่อีกครั้ง
การรับฟังที่ดีจึงเยียวยาจิตใจของเราได้
หากมีโอกาสได้รับฟังเสียงของคนที่เรารัก
โปรดรับฟังอย่างจริงใจและตั้งใจ
เพราะการที่เขากล้ามาเล่าสิ่งที่อยู่ในใจให้เราฟัง
แสดงว่าเขาวางใจและเชื่อใจเรามากพอ
โปรดรับรู้ไว้ว่า "เราเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเขา"
ที่สำคัญเราไม่มีทางรู้เลยว่า
สำหรับบางคนนั้น กว่าที่เขาจะพูดออกมาได้มันยากเพียงใด
ดังนั้นเมื่อได้รับโอกาส โปรดรับฟังและรับฟัง
โดยเฉพาะสำหรับพ่อแม่ “ได้โปรดเคียงข้างและรับฟังเสียงของลูก” ในวันที่เขาต้องการเรามากที่สุด
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
Cr. ภาพจากหนังสือนิทานฉันพร้อมฟังเธอเสมอจ้ะคนดี โดย CORI DOERRFELD

10/11/2024

อ่านนิทานให้ลูกฟัง

=:-เริ่มอ่านนิทานให้ลูกฟังเมื่อไหร่ดี-:=

#เริ่มอ่านเมื่อพร้อม สำหรับบ้านเราเริ่มที่อายุประมาณ 3 เดือน

เล่าแบบนี้เด็กสามารถได้ยินเสียงพ่อแม่ได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง และเมื่อคลอดออกมาเป็นทารกก็ชอบฟังเสียงพ่อแม่ อย่างไรก็ตามพบว่าการอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ในท้องไม่ได้สัมพันธ์กับทักษะภาษา หรือการรักการอ่านที่มากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้ามีความสุขที่จะทำ สามารถอ่านได้ตั้งแต่ในท้อง เสริมสร้างความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก แต่ถ้ามันฝืนๆ เราค่อยเริ่มอ่านเมื่อเรารู้สึกพร้อม

ส่วนใหญ่วัยที่เริ่มอ่านหนังสือกับลูกแล้วสนุกคือประมาณ 3 เดือน เพราะลูกเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ โต้ตอบได้ เริ่มคอแข็ง และสามารถจดจ้องหนังสือตามที่แม่อ่านได้

==========================

=:-อ่านอย่างไร-:=

🔅 #อ่านให้มีความสุข เพราะเราอยากให้ลูกรักการอ่าน เวลาลูกอ่านแล้วมีความสุข สารสื่อประสาทที่ชื่อโดปามีนจะหลั่ง ช่วยให้เด็กมีสมาธิ และมีแรงจูงใจในการอ่านมากขึ้น

🔅 #อ่านให้ตรงเวลา อ่านก่อนนอนดีที่สุด
เพื่อสร้างเวลาคุณภาพในทุกๆวันกับลูก นอกจากนั้นการอ่านก่อนนอนยังช่วยเตรียมสมองเข้าสู่การนอนหลับ

🔅 #ระยะเวลาเท่าที่ไหว
เด็กแต่ละวัยมีความสนใจที่ต่างกัน เด็ก 6-7 เดือน อาจจะยอมนั่งตักให้แม่อ่านนิทานให้ฟังดีๆ แต่พอเขาอายุสัก 1 ปี เขาจะเริ่มวิ่งหนีรอบห้องไม่ยอมนั่งฟังดีๆ ในขณะที่เด็ก 2 ปี อาจจะบอกว่า “แม่หยุดๆ จะอ่านเอง” อันนี้คือธรรมชาติของเด็กแต่ละวัย

เพราะฉะนั้นอ่านเท่าที่ไหว อ่านให้เป็นเวลาแห่งความสุขของพ่อแม่ลูก ทำให้การอ่านมันไหล่ลื่น เมื่อมีความสุขและไม่กดดัน สุดท้ายเขาจะรักการอ่านเอง

==========================

เทคนิคการอ่านของแต่ละวัย

👶🏻 0-1 ปี 👶🏻
🔅 ให้ลูกนั่งบนตักเวลาอ่านนิทาน

🔅 เลือกนิทานที่มีความแข็งแรง เช่น นิทานผ้า นิทานกระดาษแข็ง เพื่อที่เวลาลูกดึง ลูกฉีก ลูกนั่งทับ เราจะได้ไม่ต้องดุ หรือห้ามลูกมาก

🔅 หนังสือที่ดีคือหนังสือที่อร่อย

🔅 แนะนำซื้อในงาน Big Bad Wolf🐺 เพราะราคาไม่สูงมาก


🧒🏻 1-2 ปี 🧒🏻
🔅 วัยนี้ชอบวิ่งหนีเวลาแม่จับลูกมาอ่านหนังสือบนตักเพราะฉะนั้นปล่อยลูกเคลื่อนไหวไปรอบๆได้ หันหนังสือออกให้ลูกดู หรือเลือกหนังสือที่ชวนลูกเคลื่อนไหว เช่น ดุ๊กดิ๊ก, แพนด้านน้อยออกกำลังกาย

🔅 เลือกหนังสือที่ตัวอักษรไม่เยอะ แต่รูปเยอะๆ เด็กเรียนรู้คำศัพท์ต่างๆจากรูปภาพ (ไม่ใช่ตัวอักษร)

🔅 เนื้อเรื่องที่สนใจในวัยนี้จะเกี่ยวกับสิ่งรอบๆตัว เช่น สัตว์ รถต่างๆ อาหาร และเด็กๆ

🔅 ให้ลูกเลือกหนังสือ และถือหนังสือเอง


👧🏻 2-3 ปี 👧🏻

🔅 วางหนังสือในจุดที่ลูกเข้าถึงเพื่อที่ลูกจะได้หยิบมาดูได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

🔅 ปล่อยให้ลูกเลือกหนังสือที่จะอ่านเอง

🔅 เด็กวัยนี้ชอบเปลี่ยนหน้าหนังสือเอง ชอบชี้ภาพในหนังสือแล้วเรียกชื่อ ชอบเติมคำในช่องว่างเวลาพ่อแม่อ่าน หลายครั้งก็ชอบอ่านเอง อ่านให้พ่อแม่ฟัง


👩🏻 3-6 ปี 👩🏻
🔅 วัยนี้จะเริ่มกลับมายอมนั่งข้างๆ หรือนั่งบนตักพ่อแม่อีกรอบ

🔅 ชอบถามคำถามเวลาพ่อแม่อ่านนิทานให้ฟัง

🔅 สามารถเล่าเรื่องในนิทานให้พ่อแม่ฟังได้

🔅อย่าลืมพาลูกไปห้องสมุดทุกสัปดาห์ เพื่อให้ลูกได้เลือกหนังสือใหม่ๆด้วยตัวเอง

==========================

สรุปสุดท้าย สิ่งสำคัญที่สุดในการอ่านหนังสือกับลูกคือ #อ่านให้มีความสุข ทำให้ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาคุณภาพ ลื่นไหลไปกับสถานการตรงหน้า เพราะถ้ามันเริ่มจากความรักแล้ว สุดท้ายลูกจะอยากอ่านเอง

แม่ตาล❤️
คุณแม่ฟูลไทม์/หมอเด็กพาร์ทไทม์

ไปหาอ่านกันค่ะ 📚
09/25/2024

ไปหาอ่านกันค่ะ 📚

📚 100 หนังสือเด็ก ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

เมื่อปี 2023 BBC Culture ได้ทำการสำรวจความเห็นเกี่ยวกับหนังสือเด็กที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล โดยถามความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 177 คนจาก 56 ประเทศทั่วโลก

การสำรวจนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่น่าสนใจ เพราะหลายคนกำลังพูดถึงว่า หนังสือเด็กมักถูกมองข้ามความสำคัญเมื่อเทียบกับหนังสือผู้ใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องถกเถียงกันเกี่ยวกับการแก้ไขเนื้อหาในหนังสือของ Roald Dahl ให้เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน และมีความกังวลเรื่องการห้ามอ่านหนังสือเด็กบางเล่มในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหนังสือที่พูดถึงเรื่องเชื้อชาติและ LGBTQ+

ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า หนังสือเด็กมีความหลากหลายมาก มีทั้งหนังสือเก่าแก่อย่าง Panchatantra ซึ่งเป็นนิทานอินเดียโบราณเมื่อ 2,000 ปีก่อน ไปจนถึงหนังสือใหม่ล่าสุดอย่าง A Kind of Spark ที่พิมพ์เมื่อปี 2020

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจนี้ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น หนังสือส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ และมักเป็นหนังสือที่พิมพ์ในช่วงปี 1950-1970 ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้ลงคะแนนส่วนใหญ่เกิดในช่วงปี 1970-1980

ท้ายที่สุด การสำรวจนี้ไม่ได้หวังให้เป็นคำตอบสุดท้าย แต่อยากให้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอ่านหนังสือมากขึ้นและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

📚 100 หนังสือเด็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล คือ
1. Where the Wild Things Are (Maurice Sendak, 1963)
2. Alice's Adventures in Wonderland (Lewis Carroll, 1865)
3. Pippi Longstocking (Astrid Lindgren, 1945)
4. The Little Prince (Antoine de Saint-Exupéry, 1943)
5. The Hobbit (JRR Tolkien, 1937)
6. Northern Lights (Philip Pullman, 1995)
7. The Lion, the Witch and the Wardrobe (CS Lewis, 1950)
8. Winnie-the-Pooh (AA Milne and EH Shepard, 1926)
9. Charlotte's Web (EB White and Garth Williams, 1952)
10. Matilda (Roald Dahl and Quentin Blake, 1988)
11. Anne of Green Gables (LM Montgomery, 1908)
12. Fairy Tales (Hans Christian Andersen, 1827)
13. Harry Potter and the Philosopher's Stone (JK Rowling, 1997)
14. The Very Hungry Caterpillar (Eric Carle, 1969)
15. The Dark is Rising (Susan Cooper, 1973)
16. The Arrival (Shaun Tan, 2006)
17. Little Women (Louisa May Alcott, 1868)
18. Charlie and the Chocolate Factory (Roald Dahl, 1964)
19. Heidi (Johanna Spyri, 1880)
20. Goodnight Moon (Margaret Wise Brown and Clement Hurd, 1947)
21. The Adventures of Pinocchio (Carlo Collodi, 1883)
22. A Wizard of Earthsea (Ursula K Le Guin, 1968)
23. Moominland Midwinter (Tove Jansson, 1957)
24. I Want My Hat Back (Jon Klassen, 2011)
25. The Secret Garden (Frances Hodgson Burnett, 1911)
26. Duck, Death and the Tulip (Wolf Erlbruch, 2007)
27. The Brothers Lionheart (Astrid Lindgren, 1973)
28. Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (JK Rowling, 1999)
29. Brown Girl Dreaming (Jacqueline Woodson, 2014)
30. The Three Robbers (Tomi Ungerer, 1961)
31. The Snowy Day (Ezra Jack Keats, 1962)
32. The Tiger Who Came to Tea (Judith Kerr, 1968)
33. Howl's Moving Castle (Diana Wynne Jones, 1986)
34. A Wrinkle in Time (Madeleine L'Engle, 1962)
35. Watership Down (Richard Adams, 1972)
36. Tom's Midnight Garden (Philippa Pearce, 1958)
37. Grimm's Fairy Tales (Brothers Grimm, 1812)
38. The Tale of Peter Rabbit (Beatrix Potter, 1902)
39. The Railway Children (Edith Nesbit, 1906)
40. Noughts and Crosses (Malorie Blackman, 2001)
41. The BFG (Roald Dahl and Quentin Blake, 1982)
42. Rules of Summer (Shaun Tan, 2013)
43. Momo (Michael Ende, 1973)
44. The Story of Ferdinand (Munro Leaf and Robert Lawson, 1936)
45. The Lord of the Rings (JRR Tolkien, 1954)
46. The Owl Service (Alan Garner, 1967)
47. Ronia, the Robber's Daughter (Astrid Lindgren, 1981)
48. The Neverending Story (Michael Ende, 1979)
49. The Panchatantra (Anonymous / folk, -200)
50. Treasure Island (Robert Louis Stevenson, 1883)
51. Mary Poppins (PL Travers, 1934)
52. Ballet Shoes (Noel Streafield, 1936)
53. So Much! (Trish Cooke and Helen Oxenbury, 1994)
54. We're Going on a Bear Hunt (Michael Rosen and Helen Oxenbury, 1989)
55. The Adventures of Cipollino (Gianni Rodari, 1951)
56. The Giving Tree (Shel Silverstein, 1964)
57. The Gruffalo (Julia Donaldson and Axel Scheffler, 1999)
58. Julián Is a Mermaid (Jessica Love, 2018)
59. Comet in Moominland (Tove Jansson, 1946)
60. Finn Family Moomintroll (Tove Jansson, 1948)
61. The Witches (Roald Dahl and Quentin Blake, 1983)
62. A Bear Called Paddington (Michael Bond, 1958)
63. The Wind in the Willows (Kenneth Grahame, 1908)
64. Roll of Thunder, Hear My Cry (Mildred D Taylor, 1977)
65. Karlsson-on-the-Roof (Astrid Lindgren, 1955)
66. The Phantom Tollbooth (Norton Juster and Jules Feiffer, 1961)
67. The Cat in the Hat (Dr Seuss, 1957)
68. The Miraculous Journey of Edward Tulane (Kate DiCamillo and Bagram Ibatoulline, 2006)
69. Peter and Wendy (JM Barrie, 1911)
70. One Thousand and One Nights (Anonymous / folk)
71. From the Mixed-Up Files of Mrs Basil E Frankweiler (EL Konigsburg, 1967)
72. When Hi**er Stole Pink Rabbit (Judith Kerr, 1971)
73. Shum bola (G'afur G'ulоm, 1936)
74. Ernest and Celestine (Gabrielle Vincent, 1981)
75. A Kind of Spark (Elle McNicoll, 2020)
76. Little Nicholas (René Goscinny and Jean-Jacques Sempé, 1959)
77. Black Beauty (Anna Sewell, 1877)
78. Daddy-Long-Legs (Jean Webster, 1912)
79. No Kiss for Mother (Tomi Ungerer, 1973)
80. My Family and Other Animals (Gerald Durrell, 1956)
81. Jacob Have I Loved (Katherine Paterson, 1980)
82 The Lorax (Dr Seuss, 1971)
83. Fairy Tales / The Tales of Mother Goose (Charles Perrault, 1697)
84. The Moomins and the Great Flood (Tove Jansson, 1945)
85. The Wonderful Wizard of Oz (L Frank Baum, 1900)
86. Just William (Richmal Crompton, 1922)
87. The Twits (Roald Dahl and Quentin Blake, 1980)
88. The Mouse and His Child (Russell Hoban, 1967)
89. Out of My Mind (Sharon M Draper, 2010)
90. Moominvalley in November (Tove Jansson, 1970)
91. Little House in the Big Woods (Laura Ingalls Wilder, 1932)
92. Danny the Champion of the World (Roald Dahl, 1975)
93. The Snowman (Raymond Briggs, 1978)
94. Wave (Suzy Lee, 2008)
95. The Black Brothers (Lisa Tetzner, 1940)
96. The Velveteen Rabbit (Margery Williams, 1921)
97. The Bad Beginning (Lemony Snicket, 1999)
98. The Graveyard Book (Neil Gaiman, 2008)
99. American Born Chinese (Gene Luen Yang and Lark Pien, 2006)
100. Haroun and the Sea of Stories (Salman Rushdie, 1990)

หนังสือที่ได้รับการจัดอันดับในครั้งนี้ หลายเล่มได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ในโอกาสต่อไป เราจะนำมาเล่าสู่กันฟังอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้อ่านชาวไทยได้รู้จักและเข้าถึงหนังสือเด็กเหล่านี้มากขึ้น หวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของหนังสือเด็กที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้​​​​​​​​​​​​​​​​นะคะ
♥️
สรุปและเรียบเรียง โดย แม่ดวงค่ะ

บทความต้นฉบับภาษาอังกฤษจากเว็บไซต์ bbc.com : The 100 greatest children's books of all time - https://www.bbc.com/culture/article/20230522-the-100-greatest-childrens-books-of-all-time

09/03/2024

Reading is Bonding
มากกว่าการอ่าน คือสายสัมพันธ์

การศึกษาจาก Dr. Tami De Coteau นักจิตวิทยาคลินิก จาก DeCoteau Trama Informed Care Practice อธิบายว่า การอ่านหนังสือกับลูก ตั้งแต่ช่วงขวบปีแรกๆ สามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่มั่นคงที่พัฒนาไปเป็นความเชื่อใจระหว่างเด็กและผู้เลี้ยงดูหลักได้

บทความนี้ชวนมาขบคิดถึง ‘การอ่านหนังสือกับลูก’ ที่อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่การอ่าน แต่เป็นกิจกรรมที่มีความหมายและสร้างผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว ช่วงเวลาที่ได้อ่านหนังสือร่วมกัน

ไม่ว่าจะเป็นการนั่งกอดกันบนเตียง หรือใช้เวลาร่วมกันในมุมโปรดของบ้าน นอกจากจะเติมเต็มความอบอุ่นและเป็นโอกาสที่จะได้แบ่งปันความคิดและประสบการณ์ไปพร้อมๆ กับลูกแล้ว ยังนับเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่จะได้เปิดใจรับฟังลูก ให้ลูกได้เปิดกว้างทางความคิด กล้าพูด กล้าเสนอความคิดเห็น

เป็นพื้นที่ปลอดภัยพื้นที่แรกๆ ที่พ่อแม่และลูกได้อยู่ใน ‘โลกใบเดียวกัน’ ซึ่งโลกที่รู้สึกปลอดภัยและได้รับความไว้วางใจเช่นนั้น จะนำไปสู่การก่อร่างสร้างตัวตน (Self) อย่างมั่นคงได้อีกด้วย

อ่านบทความต่อได้ที่ : https://mappamedia.co/posts/reading-is-bonding

เรื่อง : สุภาวดี ไชยชลอ
ภาพ : phatchuchi

#แผนการอ่าน #การอ่าน #อ่านยกกำลังสุข #วัฒนธรรมการอ่าน #นิทาน #เด็ก #จินตนาการ #สสส

Free‼️
08/29/2024

Free‼️

🌈𝐄-𝐁𝐨𝐨𝐤 𝐅𝐫𝐞𝐞 𝐃𝐨𝐰𝐧𝐥𝐨𝐚𝐝 สำหรับ Innovators ที่อยากร่วมสร้างสังคมสุขภาวะแบบ “𝐼𝘯𝑐𝘭𝑢𝘴𝑖𝘷𝑒 𝑆𝘰𝑐𝘪𝑒𝘵𝑦” ผ่าน Sensory Garden และ Inclusive (Sensory) Play-Based Learning ที่เด็กทุกคนมีคุณค่าและมีความหมาย: https://sr.mahidol.ac.th/sensory-garden/

🌿หนังสือคู่มือ “เรียนรู้ร่วมกันผ่าน “การเล่น” ในสวนประสาทสัมผัสเพื่อสุขภาวะของเด็กทุกคน: วิธีส่งเสริมการเล่นกับธรรมชาติเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสของเด็กในสภาพแวดล้อมที่เด็กที่มีความแตกต่างหลากหลายสามารถเล่นร่วมกันได้อย่างมีความสุข” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐนียา โตรักษา และคณะ เขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจในการสร้างสังคมแบบ “Inclusive Society” ที่มองว่าการเล่น “ร่วมกัน” ในสวนประสาทสัมผัสของเด็กๆ ที่มีความแตกต่างหลากหลาย ในพื้นที่ธรรมชาติและกิจกรรมที่ถูกออกแบบเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 7 ด้าน (ได้แก่ การมองเห็น, การได้ยิน, การได้กลิ่น, การรับรส, การสัมผัส, ระบบการรักษาสมดุลการทรงตัว, และการรับรู้อากัปกริยาร่างกายและพื้นที่ขณะเคลื่อนไหว) ช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้ “ความแตกต่าง” อย่างสนุกและมีความสุข ส่งเสริมพัฒนาการและสุขภาวะของเด็กแบบองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม สร้างความเข้าใจบนความแตกต่าง นำไปสู่การสร้างสังคมแบบ “Inclusive Society” ที่ “เด็กทุกคน” มีคุณค่าและมีความหมาย โดยหนังสือเล่มนี้ถือเป็น “นวัตกรรมเชิงสังคม” ที่สร้างขึ้นและได้ทดลองดำเนินการจริง (ผ่านโปรแกรมค่ายกิจกรรม 5 วัน) บนพื้นที่ต้นแบบสวนประสาทสัมผัส (Sensory Garden) ของอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

🍀หนังสือเล่มนี้ถือเป็นคู่มือเล่มแรกในประเทศไทยที่มีการอธิบายวิธีการในการส่งเสริมการเล่นกับธรรมชาติเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสของเด็ก (รวมถึงวิธีการประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาวะจากการเล่น) ในสภาพแวดล้อมที่เด็กที่มีความแตกต่างหลากหลายสามารถเล่นร่วมกันได้อย่างสนุก (playfulness) และมีความสุข (happiness) บนหลักการ “Inclusion” ที่ช่วยให้ “Learning Facilitator” (เช่น ครู ผู้ปกครอง นักกิจกรรมบำบัด นักพัฒนาการเด็ก อาสาสมัคร ฯลฯ) สามารถใช้เป็นแนวทางในการออกแบบสวนประสาทสัมผัสและโปรแกรมกิจกรรม “การเล่นร่วมกัน” (inclusive sensory play) ซึ่งจะช่วยให้เด็กเติบโตอย่างมีความสุขและมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน
----------------------------
#กิจกรรม #พื้นที่สวน #นครปฐม #ศาลายา #มหิดล #พื้นที่สุขภาวะ #พื้นที่เรียนรู้ #กิจกรรมสำหรับเด็ก #พื้นที่แห่งความสุข #พื้นที่นวัตกรรม #สังคมยั่งยืน #สิ่งแวดล้อม #ปุ๋ยหมักชีวภาพ #หมอชีวก #สมุนไพร #แพทย์แผนไทยประยุกต์ #สวนประสาทสัมผัส

08/29/2024

ครูอักษรเคยเจอเด็กที่ 👉อ่านถูกต้อง 👉อ่านชัดถ้อยชัดคำมาก แต่พอถามเด็กว่า หนูรู้ไหมจ๊ะว่าเกิดอะไรในขึ้นเรื่องนี้บ้าง❓ปรากฏว่า เด็กคนนั้นตอบไม่ได้ 😶

❌การอ่านนั้น ไม่ใช่การอ่านเพื่อความถูกต้อง หรือเพื่อที่จะเอาไปสอบ เพียงอย่างเดียว

🟢แต่การอ่านนั้นควรอ่าน 👉เพื่อรู้ความหมาย 👉เข้าใจในสิ่งที่อ่านอย่างแตกฉาน

😞 ไม่น่าแปลกใจเลยว่า เด็กบางคนอ่านข้อความถูกต้องหมดแต่ไม่เข้าใจความหมายเลย

🧠เพราะในความเป็นจริง สมองของเด็กนั้นยังไม่ได้สะสมประสบการณ์กับตัวอักษรมากพอ ทั้งการเชื่อมโยงเสียงกับรูป การประสมเสียง การสร้างรูปประโยค ฯลฯ

🧠ถ้าสมองเด็กถูกใช้ไปกับการสะกดเมื่อเขายังไม่พร้อม จะไม่เหลือที่ในสมองไว้ให้ทำความเข้าใจเรื่องเลย ทั้งๆ ที่จุดประสงค์ของการอ่านที่แท้คือ #สนุกกับเรื่องราว ซึ่งจะเป็นแรงขับให้เด็กอยากอ่าน และอ่านได้อย่างลึกซึ้งและยากขึ้นเรื่อยๆ เป็นลำดับไป

#แล้วเราก็มาบ่นกันว่าเด็กไม่ชอบอ่าน เฮ้ออออ...😫

08/28/2024

คำถาม: "ทำไมอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังจึงดีกว่าให้ลูกฟังนิทานจากหน้าจอ"
คำตอบ: “หนังสือ” ต่างจาก "หน้าจอ (Ipad Tablet)” ตรงที่...
1. หนังสือมีผิวสัมผัสที่เฉพาะ กลิ่นของกระดาษ กระตุ้นประสาทสัมผัสของเด็ก นอกจากนี้แม้กระดาษจะขาดง่าย เเต่กลับเป็นโอกาสดีที่เราจะสอนเด็กคนหนึ่งให้รู้จักทะนุถนอมและอ่อนโยนกับหนังสือและสิ่งต่างๆ เด็กที่เติบโตมากับหนังสือเขาจะรักและหวงแหนหนังสือ เพราะหนังสือมีคุณค่าทางใจสำหรับเขา
2. หนังสือต้องเปิดไปทีละหน้าเพื่อจะรู้เรื่องราว ทำให้เราได้สอนการอดทนรอคอย ไม่รีบ ไม่เร่ง และเรียนรู้ทีละหน้า ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ขั้นตอน และลำดับความสำคัญ
3. เมื่ออ่านหนังสือเด็กต้องใช้จินตนาการมากกว่าการดูหน้าจอ เพราะหนังสือไม่มีเเสงและเสียงที่เป็นภาพเคลื่อนไหว เขาต้องใช้พลังสร้างสรรค์ตัวละครให้เคลื่อนไหวในหัวของเขาเอง
4. เราทิ้งเด็กไว้กับหนังสือได้ เพราะอย่างมากก็แค่หนังสือพัง แต่สมองเด็กไม่พังไปด้วย ในทางกลับกันแสงสีฟ้าและภาพที่ดูเหมือนนิ่งๆ ในหน้าจอ แต่กลับมีการกระพริบตลอดเวลาสามารถแทรกแซงการพัฒนาของสมองและส่งผลต่อสายตาของเด็กได้
5. หนังสือทำให้เด็กต้องพึ่งพาพ่อแม่ในวันที่เขาอ่านไม่ได้ ทำให้เราได้สร้างความผูกพันกับเขา และในวันที่เขาอ่านออกแล้ว เด็กบางคนยังอยากให้เราอ่านให้เขาฟังอยู่ดี เพราะสิ่งสำคัญกว่าการอ่านคือการได้ยินเสียงพ่อแม่ของเขา
ระหว่างอ่านนิทานเด็กได้พัฒนาการสื่อสารสองทาง "ฟัง" และ "พูด (โต้ตอบ ถามคำถาม)" ทำให้เด็กที่ได้ฟังนิทานมีพัฒนาการทางภาษาและสังคมที่ดี
แต่การฟังจากหน้าจอเพียงลำพังจะเป็นการสื่อสารทางเดียว "ฟัง" ซึ่งเป็นการรับข้อมูลทางเดียว เด็กเป็นเหมือนฟองน้ำ รับทุกสาร ซึ่งบางครั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ ดีและไม่ดี เขารับมาหมดโดยปราศจากการกรอง
*****
หนังสือจึงเป็นมากกว่าเครื่องมือที่ใช้ถ่ายทอดเรื่องราวสู่เด็กๆ เพราะการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง คือ การพัฒนาสมอง การสร้างความรักในการเรียนรู้ และสำคัญที่สุด คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูก
เวลาพ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง “พ่อแม่มีอยู่จริง” และ “ตัวเขามีอยู่จริง” สำหรับพ่อแม่เช่นกัน
ช่วงเวลาที่มีกัน เป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัยและอบอุ่น เด็กที่ได้ฟังนิทานก่อนนอนมักจะหลับฝันดี
สายสัมพันธ์เกิดขึ้นในทุกครั้งที่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง
เพียง 15-30 นาที ทุกวัน ที่เก่า เวลาเดิม
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

Address

Saint Paul, MN

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Pairwa’s Little Store - หนังสือนิทาน/ของใช้เด็กในอเมริกา posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

Share